โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ญี่ปุ่นกับความเชื่อเรื่อง “ด้ายแดงแห่งโชคชะตา”

conomi

อัพเดต 06 ธ.ค. 2566 เวลา 12.03 น. • เผยแพร่ 05 ธ.ค. 2566 เวลา 00.00 น. • conomi.co

มีใครเคยแอบคิดไหมว่า “ถ้าหากมีด้ายแดงแห่งโชคชะตาเชื่อมระหว่างเรากับเขาคนนั้นไว้ด้วยกันก็คงจะดีสินะ” ไม่ว่าจะเป็นคนที่อยู่ในวัยรักหวานแหวว คนที่กำลังตกอยู่ในห้วงของความรัก หรือทั้งคนที่กำลังจะแต่งงานแล้วก็ตาม น่าจะเป็นกลุ่มคนที่เชื่อในเรื่องของ “ด้ายแดงแห่งโชคชะตา” มากกว่าใคร ว่าแต่ด้ายแดงที่พูดต่อ ๆ กันมานั้น ทำไมถึงเป็นสีแดง? แล้วทำไมถึงผูกอยู่ที่นิ้วก้อยมือซ้ายนะ? บทความนี้จะมาเล่าถึงความหมายและที่มาของคำว่า “ด้ายแดงแห่งโชคชะตา”

ความหมายและที่มาของ “ด้ายแดงแห่งโชคชะตา”

ด้ายแดง

ด้ายแดงแห่งโชคชะตา” มีที่มาจากเรื่องเล่าที่เขียนขึ้นในช่วงราชวงศ์ซ่งเหนือของจีน (ปี 960 – 1127) โดย ไทเฮโกกิ (太平広記, Taihei Koki) ซึ่งเรื่องที่เล่าต่อ ๆ กันมามีดังนี้

เรื่องมีอยู่ว่า มีชายหนุ่มคนหนึ่งในระหว่างการเดินทางนั้น เขาได้พบกับชายชราที่ดูแปลกประหลาด ชายชราคนนั้นจริง ๆ แล้วเป็นเทพเจ้ามาจากอีกภพหนึ่ง และเป็นผู้ที่จัดแจงเรื่องคู่แต่งงานของผู้คนในโลกมนุษย์ ชายชราผู้นี้จะผูกเชือกแดงที่ข้อเท้าของคู่ชายหญิงที่จะต้องแต่งงานกันเข้าไว้ด้วยกัน ชายชราได้บอกกับชายหนุ่มว่า

“เชือกสีแดงเส้นนั้นจะไม่มีวันขาดออกจากกัน ไม่ว่าทั้งสองคนนั้นจะอยู่ห่างไกลแสนไกลกันแค่ไหน ไม่ว่าจะอยู่ในสภาพสภาวะแบบใด เมื่อเชือกเส้นนั้นได้ผูกเข้าที่ข้อเท้าของพวกเขาแล้ว ชะตาชีวิตของทั้งสองคนในชาตินี้จะถูกผูกเข้าไว้ด้วยกัน”

ชายหนุ่มเมื่อได้ฟังดังนั้นก็ถามชายชราว่า การหมั้นหมายของเขาที่จะมีขึ้นจะเป็นไปอย่างราบรื่นไหม ทว่าชายชรากลับตอบว่า “ไม่ราบรื่นเพราะว่าเจ้านั้นได้ถูกเชือกแดงผูกไว้กับคนอื่นอยู่ก่อนนี้แล้ว” ชายหนุ่มจึงถามต่ออีกว่า “ตัวเรานั้นถูกเชือกแดงผูกไว้อยู่กับใคร” ชายชราตอบว่า “เป็นเด็กหญิงอายุ 3 ขวบที่หญิงชรากำลังอุ้มอยู่ที่ในตลาด” ชายหนุ่มได้ยินดังนั้นก็รู้สึกไม่พอใจ จึงสั่งให้คนรับใช้ของเขาไปฆ่าเด็กหญิงเสีย คนรับใช้ของเขาใช้ดาบแทงไปที่หว่างคิ้วของเด็กหญิงแล้วหนีไป แต่สุดท้ายแล้วเด็กหญิงคนนั้นก็กลับรอดชีวิตมาได้

หลังจากนั้น 14 ปีต่อมา งานแต่งงานของชายหนุ่มคนนั้นก็ไม่ได้ถูกจัดขึ้น และเจ้านายของเขาก็ได้แนะนำลูกสาววัย 17 ปี ให้กับเขา เมื่อชายหนุ่มได้รู้ว่าหญิงสาวคนนี้มีรอยแผลเป็นที่เกิดจากการถูกดาบฟันอยู่ที่หว่างคิ้ว ทำให้เขานึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ 14 ปีที่แล้ว เจ้านายของเขาจึงเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับลูกสาวเมื่อตอนนั้นว่า “ในตอนที่เธอยังเป็นเด็ก ตอนนั้นเธออยู่ที่ตลาดกับแม่นม เธอถูกพวกอันพาลทำร้าย” ทำให้เขารู้ว่าผู้หญิงคนนี้คือคนเดียวกับที่เขาเป็นคนสั่งให้ฆ่านั่นเอง เขาตกใจมากเมื่อรู้ว่าสิ่งที่ชายชราได้พูดในตอนนั้นกลายเป็นเรื่องจริง การจับคู่กันของชายหญิงนั้นคงจะถูกพระเจ้ากำหนดมาแล้ว ทำให้เขาเข้าใจแล้วว่านี่เป็นสิ่งที่ไม่อาจจะฝืนได้ เขาจึงได้ตัดสินใจแต่งงานกับหญิงสาวคนนี้ ว่ากันว่าชายหนุ่มนั้นดูแลหญิงสาวเป็นอย่างดี เพราะว่านี่คือสายสัมพันธ์ที่พระเจ้าเป็นผู้สร้างขึ้นมา หลังจากนั้นนับวันทั้งสองยิ่งมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นขึ้นและใช้ชีวิตด้วยกันอย่างมีความสุข

การเปลี่ยนแปลงจาก “เชือกสีแดง” มาเป็น “ด้ายแดง” ในญี่ปุ่น

ด้ายแดง

จากเรื่องเล่านี้ได้กล่าวถึงว่าเชือกแดงนั้นผูกอยู่ที่ข้อเท้าแต่ทำไมเรื่องเล่าในญี่ปุ่นถึงได้กลายเป็นด้ายแดงผูกอยู่ที่นิ้วก้อยมือซ้ายไปได้นะ? งั้นเรามาดูกันดีกว่าว่าเพราอะไร

1. ทำไมถึงต้องเป็นสีแดง?

ด้ายแดง

มีความคิดเห็นต่าง ๆ ที่พูดถึงว่าทำไมต้องเป็นสีแดง และมีที่กล่าวไว้ว่าเพราะในประเทศจีนนั้นสีแดงถือกันว่าเป็นสีมงคล สีแดงเป็นสีที่เป็น “สัญลักษณ์ของความสุข” และสีแดงมักจะถูกนำไปใช้ในงานเฉลิมฉลองอย่างเช่นในงานแต่งงาน นอกจากนั้นแล้วยังมีความคิดที่ว่าสีแดงนั้นหมายถึง “ความสัมพันธ์ทางสายเลือด” อยู่อีกด้วย ดังเช่นความสัมพันธ์ของสามีภรรยานั้น ในแรกเริ่มต่างก็เป็นคนแปลกหน้าของกันและกัน แต่เมื่อแต่งงานกันไปแล้วก็จะค่อย ๆ กลายเป็นความสัมพันธ์ที่แนบแน่นลึกซึ้งเสมือนกับเป็น “ความสัมพันธ์ทางสายเลือด”

2. ทำไมถึงผูกอยู่กับนิ้วก้อยมือซ้าย?

จากที่มาซึ่งกล่าวไปข้างต้นนั้นพูดถึง “ข้อเท้า” แต่ในญี่ปุ่นนั้นทำไมถึงกลายเป็น “นิ้วก้อยมือซ้าย” ไปได้นะ กล่าวกันว่าน่าจะเป็นเพราะการนำที่มาของเรื่อง “แหวนแต่งงาน” มารวมกับเรื่องของ “การเกี่ยวก้อยสัญญา” จึงทำให้กลายมาเป็น “นิ้วก้อยมือซ้าย” นั่นเอง

  • แหวนแต่งงาน: ในสมัยก่อนชาวตะวันตกเชื่อกันว่ามีเส้นเลือดจากนิ้วนางข้างซ้ายที่เชื่อมต่อตรงเข้ากับหัวใจ จากคำกล่าวนี้ นิ้วนางข้างซ้ายจึงถูกเรียกว่าเป็น “นิ้วที่อยู่ใกล้กับชีวิตที่สุด” “นิ้วที่เป็นสัญลักษณ์ของความรักแบบสุดหัวใจ” “นิ้วที่เชื่อมโยงกับหัวใจอันบริสุทธิ์” เป็นต้น เมื่อได้สวมแหวนที่นิ้วนางข้างซ้ายแล้วก็เท่ากับเป็นการสาบานว่าจะ “รักนิรันดร์” และ “รักยิ่งชีวิต”

  • การเกี่ยวก้อยสัญญา (ゆびきり、ยูบิกิริ) : เขียนด้วยตัวอักษรคันจิว่า “指切” (指 หมายถึงนิ้ว และ 切 หมายถึง ตัด) กล่าวกันว่ามีที่มาจาก ในยุคเอโดะ (ปี 1603-1868) ซึ่งหญิงขายบริการย่านโคมแดงโยชิวาระ (吉原,Yoshiwara) จะตัดปลายนิ้วก้อยของตัวเองแล้วส่งไปให้กับชายคนที่เธอชอบ สิ่งนี้เป็นเหมือนเครื่องพิสูจน์ถึงคำสาบานที่ชายหญิงมีให้กันว่าจะรักกันตลอดไป แม้ว่าการตัดนิ้วก้อยจะได้รับความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส แต่ก็เป็นการแสดงให้อีกฝ่ายรู้ว่า “ฉันรักคุณมากถึงขนาดนั้นเลยนะ” อย่างไรก็ตามอาจจะมีบ้างที่ใช้การตัดผมและเล็บแทนการตัดนิ้วก้อย ทว่าผมและเล็บมันก็ยังงอกขึ้นมาใหม่ได้ ดังนั้นการตัดนิ้วก้อยที่ไม่สามารถงอกขึ้นมาได้อีกแล้วนั้นจึงเป็น “การแสดงออกถึงคำสาบานที่หนักแน่น”

จากที่เล่ามาจะเห็นได้ว่า “แหวนแต่งงาน” ที่เป็นเสมือนคำสาบานว่าจะรักกันตลอดไปนั้นสวมอยู่ที่ “มือซ้าย” และ “การเกี่ยวก้อยสัญญา” ที่หมายถึงการให้คำมั่นสัญญานั้นเกี่ยวพันกันกับนิ้วก้อย ดังนั้นในญี่ปุ่นด้ายแดงแห่งโชคชะตานั้นจึงมาผูกอยู่ที่ “นิ้วก้อยมือซ้าย” นั่นเอง

3.ทำไมในญี่ปุ่นถึงเป็น “ด้าย” ทั้งที่ของจีนนั้นเป็น “เชือก”

ด้ายแดง

เชื่อกันว่า หลังจากที่เรื่องเล่าในข้างต้นนี้ได้ถูกเล่าต่อ ๆ กันมาจนมาถึงที่ญี่ปุ่น จาก “เชือก” ก็เลยถูกเปลี่ยนไปเป็น “ด้าย” ซึ่งจริง ๆ แล้วที่มาของเรื่องนี้ไม่ค่อยชัดเจนนัก แต่ด้วยขนาดของเชือกนั้นดูหนาเกินไปที่จะผูกเข้ากับนิ้ว อาจจะด้วยเหตุนี้ที่ทำให้ต้องเปลี่ยนจากเชือกเป็นด้ายนั่นเอง

เรื่องเล่าของด้ายแดงจากทั่วทุกมุมโลก

ในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกก็มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับด้ายแดงอยู่เหมือนกัน แต่ที่พูดถึง “ด้ายแดงผูกกับนิ้วก้อยมือซ้าย” นั้นมีแค่ที่ญี่ปุ่นเพียงที่เดียว นอกจากนั้นแล้ว เรื่องเล่าของจีนที่พูดเกี่ยวกับ “เรากับเนื้อคู่ถูกผูกกันไว้ด้วยด้ายแดง(เชือก)” ดูเหมือนว่าจะเป็นที่รู้จักกันอยู่แค่เฉพาะในฝั่งเอเชียตะวันออกเท่านั้น มาดูกันว่าในประเทศอื่น ๆ นั้นเค้ามีเรื่องเล่าเกี่ยวกับด้ายแดงว่าอย่างไรกัน

  • อินเดียและบางประเทศในเอเชีย:ในพิธีแต่งงานจะมีขนบธรรมเนียมที่ผูกเจ้าบ่าวกับเจ้าสาวไว้ด้วยกันด้วยเชือกหรือผ้าสีแดง เพื่อขอพรให้ทั้งสองมีชีวิตคู่ที่ราบรื่น
  • ชาวยิว: มีขนมธรรมเนียมการพันไหมพรมสีแดงที่ข้อมือซ้ายเพื่อปกป้องตนเองจากเรื่องร้าย
  • อเมริกา: เชื่อกันว่าด้ายแดงถือเป็นเครื่องรางแห่งความโชคดี

คุณเองเคยแอบคิดไหมว่า “สักวันหนึ่งฉันคงจะได้พบกับคนที่ผูกพันกันไว้ด้วยด้ายแดงแห่งโชคชะตาอย่างแน่นอน” ฟังดูเป็นเรื่องที่โรแมนติกมากทีเดียวเชียว

ด้ายแดงแห่งโชคชะตาที่ผูกกับนิ้วก้อยมือซ้ายของเรานั้นคงจะเชื่อมอยู่กับใครสักคน ว่าแต่ตอนนี้คน ๆ นั้นเขาอยู่ที่ไหนกันนะ? แต่นึกไปก็น่าเสียดายนะที่ด้ายแดงแห่งโชคชะตานั้นไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตา เราเองก็คงจะไม่มีทางรู้เลยว่าเขาคนนี้จะใช่คน ๆ นั้นหรือไม่

สรุปเนื้อหาจาก jpnculture.net
ผู้เขียน : Hikary

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...