พลังคนสร้างสรรค์โลก ฟื้นฟูต้นน้ำชี ด้วยศาสตร์พระราชา
ถึงวันนี้โครงการ “พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน” ที่เกิดจากความร่วมมือของบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด, สถาบันเศรษฐกิจพอเพียง, มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ, สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และภาคีเครือข่ายต่าง ๆเดินทางมาถึงในปีที่ 8
เป็นปีที่ 8 ในเป้าหมาย 9 ปีที่ต้องการสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พร้อมกับน้อมนำศาสตร์พระราชาด้านการบริหารจัดการดิน น้ำ ป่า และการพัฒนาคนมาเป็นแนวทางดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม
สำหรับปีนี้โครงการพลังคนสร้างสรรค์โลกฯชูแนวคิดเรื่อง“สู้ทุกวิกฤต รอดพอดีด้วยศาสตร์พระราชา” ด้วยการจัดกิจกรรมเอามื้อสามัคคี ณ ศูนย์ปราชญ์ศาสตร์พอเพียง บอกเล่าก้าวตาม อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ โดยมีอาสาสมัครกว่า 200 คน เพื่อมาสร้างโคก หนอง นา ชัยภูมิโมเดลบนพื้นที่กว่า 11 ไร่เศษ
โดยมี “อาจารย์ยักษ์” ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร นายกสมาคมดินโลก และที่ปรึกษามูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติลงพื้นที่กับ “อาทิตย์ กริชพิพรรธ” ผู้จัดการใหญ่ฝ่ายสนับสนุนธุรกิจ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด และ“นพ.นรุตม์ อภิชาตอำมฤต” นายแพทย์ชำนาญการโรงพยาบาลหนองบัวระเหว อ.หนองบัวระเหวจ.ชัยภูมิ ทั้งยังเป็นผู้ร่วมก่อตั้งศูนย์กสิกรรมธรรมชาติหนองบัวระเหว ต.ส้มป่อย อ.จัตุรัส จ.ชัยภูมิ โดยมี “ปราณี ชัยทวีพรสุข” ประธานกรรมการศูนย์ปราชญ์พอเพียง บอกเล่าก้าวตาม และเจ้าของสวนฝันสานสุข จ.ชัยภูมิมาพูดคุยและลงพื้นที่ด้วยกันทั้งหมด
เบื้องต้น “ดร.วิวัฒน์” ฉายภาพให้ฟังถึงความสำคัญในการเลือกจังหวัดชัยภูมิเป็นสถานที่จัดกิจกรรม ว่าจริง ๆ แล้วชัยภูมิเป็นจังหวัดที่มีความหมายด้วยตัวเอง เพราะแปลว่าทำเลที่ดี หรือทำเลที่เหมาะสม ที่สำคัญจังหวัดนี้ยังเป็นธนาคารน้ำของภาคอีสาน มีความสำคัญทางภูมิศาสตร์ในทุกมิติ จุดสำคัญสูงสุด คือเป็นพื้นที่ต้นน้ำชี เนื่องจากพื้นที่โดยรอบเป็นป่า มีภูเขาสูง เมื่อฝนตกลงมาน้ำส่วนหนึ่งจะไหลลงแม่น้ำป่าสัก และผ่านมาเราสตาร์ตโครงการนี้ที่ลุ่มน้ำป่าสักที่มีพื้นที่ 10 ล้านไร่
“นอกจากนั้น แม่น้ำชียังเป็นแม่น้ำที่ยาวถึง 830 กิโลเมตร คือยาวที่สุดในประเทศไทย ทั้งยังไหลผ่านจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว อ.หนองบัวแดง จ.ชัยภูมิ ดังนั้น พอฝนตกน้ำจะไหลลงแม่น้ำป่าสัก แม่น้ำชี แล้วไหลผ่านจังหวัดต่าง ๆ ในภาคอีสาน ได้แก่ จังหวัดนครราชสีมา, ขอนแก่น, มหาสารคาม, กาฬสินธุ์, ร้อยเอ็ด, ยโสธร, ศรีสะเกษ แล้วไหลลงแม่น้ำโขงที่จังหวัดอุบลราชธานี ด้วยเหตุนี้การสร้างแหล่งกักเก็บน้ำและการรักษาพื้นที่ป่าต้นน้ำจึงเป็นเรื่องสำคัญ”
“ฉะนั้น ถ้าเราทำที่นี่สำเร็จด้วยการพาชาวบ้านเห็นคุณค่าของต้นไม้และคันนา เพื่อจะบังคับน้ำฝนให้เก็บไว้ในที่ที่ของตัวเองทุกบ้าน ตรงนี้คือฝันของผมนะ เพราะในข้อเท็จจริงเราต้องการกักเก็บน้ำเพียง 10% เท่านั้นพอ เพราะพื้นที่ป่าไม้ของจังหวัดชัยภูมิมีอยู่ 7 ล้านไร่ และใน 7 ล้านไร่เป็นป่าต้นน้ำเสียส่วนใหญ่ ผมจึงเชื่อว่าถ้าเราสามารถกักเก็บน้ำฝนได้ พอถึงฤดูแล้งชาวบ้านก็ไม่จำเป็นต้องไปแย่งน้ำจากคนอื่น ไม่ต้องไปซื้อน้ำเพราะเรามีน้ำเป็นของตัวเอง”
“ดังนั้น การทำกิจกรรมเอามื้อที่ศูนย์ปราชญ์ศาสตร์พอเพียง บอกเล่าก้าวตาม เนื่องจากพื้นที่ตรงนี้คุณณรงค์ วุ่นซิ้ว อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิขณะนั้นได้ซื้อที่ดินตรงนี้ไว้ประมาณ 11 ไร่เศษเมื่อปี 2561 เพื่อต้องการให้เป็นแหล่งเรียนรู้ของผู้คนที่สนใจเกี่ยวกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 และแนวทางศาสตร์พระราชาเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวชัยภูมิให้ยั่งยืน จากนั้นท่านจึงไปชวนคนมีใจหลากหลายอาชีพ อาทิ แพทย์, พยาบาล, ครู, ข้าราชการ, เกษตรกร ฯลฯ มาร่วมกันก่อตั้งศูนย์ขึ้นมาที่ ต.บ้านเล่า อ.เมือง จ.ชัยภูมิเพื่อขับเคลื่อนการทำการเกษตรอย่างยั่งยืน”
เพราะปัจจุบันศูนย์ปราชญ์ศาสตร์พอเพียง บอกเล่าก้าวตาม บางพื้นที่ทำการเกษตรหลากหลายรูปแบบ อาทิ การทำนาแบบดั้งเดิม, การเลี้ยงปลาในนาข้าว, การปลูกพืชผักปลอดสารพิษ,การทำปศุสัตว์ รวมไปถึงการจัดทำระบบพลังงานแสงอาทิตย์, ระบบน้ำเพื่อการเกษตร และระบบกักเก็บน้ำในสระไม่ให้ไหลซึมหายไปในช่วงหน้าแล้ง
ถึงตรงนี้ “อาทิตย์” จึงกล่าวเสริมว่า กิจกรรมเอามื้อสามัคคีครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการตามรอยพ่อฯ ปี 8 มีผู้เข้าร่วมกิจกรรม 200 คน ซึ่งมาจากสมาชิกเครือข่ายมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ และคนมีใจจากจังหวัดสระบุรี, เลย, บุรีรัมย์ และคนในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิมาร่วมกันทำกิจกรรมตลอด 2 วัน เพื่อร่วมกันสร้างโคก หนอง นา ชัยภูมิโมเดล
“อย่างที่ทราบเราสนับสนุนโครงการมาทั้งหมด 8 ปี โดยแบ่งออกเป็น 3 เฟสเฟสละ 3 ปี สำหรับเฟสสุดท้ายที่จะสิ้นสุดโครงการในปี 2564 ซึ่งตอนนี้โครงการได้แตกตัวเพื่อให้ทุกภาคส่วนกระจายเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น ผมจึงค่อนข้างเชื่อว่าศาสตร์พระราชาสามารถช่วยแก้ปัญหา และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรได้จริง ดังนั้น ที่เราลงมาพื้นที่ตรงนี้ก็เพื่อให้กำลังใจคนในพื้นที่ขับเคลื่อนโครงการ พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน ที่สำคัญคือชัยภูมิเป็นจังหวัดต้นน้ำของลุ่มน้ำชีที่มีความสำคัญมาก ๆ”
“โดยธีมหลักของปีนี้จึงอยู่ภายใต้แนวคิดสู้ทุกวิกฤต รอดพอดีด้วยศาสตร์พระราชา ทั้งนั้น เพราะเราเห็นจากมหันตภัยไวรัสโควิด-19 ที่ทำให้ทุกคนหยุดทบทวนตัวเอง และหลายคนหันหลังจากเมืองเพื่อกลับสู่บ้านเกิดมาเป็นเกษตรกร เพราะเขาเริ่มรู้แล้วว่าอาชีพดั้งเดิมของพวกเขาเป็นทางเลือกและทางรอดจริง ๆ เพียงแต่ต้องใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ และต้องทำความเข้าใจในศาสตร์พระราชาให้ถ่องแท้”
“ผมจึงค่อนข้างเชื่อว่าชัยภูมิน่าจะเป็นอีกหนึ่งจังหวัดตัวอย่างของความสำเร็จในอนาคต และผมก็เชื่อว่าภายใน 3-5 ปีข้างหน้าจะเกิดพื้นที่ป่า พื้นที่เก็บน้ำ จนทำให้ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้งน้อยลง ที่สำคัญผมเชื่อว่าชาวบ้านจะมีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น หนี้จะน้อยลง และจะมีความสุขมากขึ้น”
ในมุมที่สอดรับกัน “นพ.นรุตม์” ขยายผลให้ฟังว่า หลังจากผมเรียนจบจากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ก็ต้องทำงานใช้ทุน และเรียนต่อในสาขาเวชศาสตร์ครอบครัว ซึ่งเป็นสาขาที่ค่อนข้างขาดแคลน เพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการมองคนไข้แบบองค์รวมว่าครอบครัวมีผลต่อโรคอย่างไรบ้าง จนพบว่าในต่างจังหวัดน่าจะทำให้ผมเข้าใจเรื่องนี้ ที่สำคัญต่างจังหวัดขาดแคลนหมอมากกว่าในเมือง ผมจึงเลือกมาที่นี่
“พอมาอยู่ก็พบว่าประชาชนที่นี่มีปัญหาสุขภาพค่อนข้างมาก เพราะเขาเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร และที่ผ่านมาพวกเขามีปัญหาเรื่องการใช้สารเคมีในการเพาะปลูก ทั้งยังมีปัญหาความยากจนที่ผลักดันให้คนหนุ่มสาวออกไปทำงานที่อื่น กระทั่งพวกเขามีลูกก็ส่งลูกของตัวเองมาให้ปู่ ย่า ตา ยายเลี้ยงจนกระทั่งกลายเป็นปัญหาครอบครัวแหว่งกลางที่ในบ้าน หรือหมู่บ้านจะมีแต่ผู้สูงอายุและเด็ก ๆ เท่านั้น เมื่อผมมองเห็นปัญหาที่สุดจึงลงไปอบรมกับมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติเพื่อนำศาสตร์พระราชามาแก้ปัญหาในชุมชน”
“โดยเฉพาะเรื่องการทำเกษตรอินทรีย์, เรื่องการแก้ปัญหาความยากจน และเรื่องการแก้ปัญหาแรงงานย้ายถิ่น ซึ่งเราร่วมกับจิตอาสาจากหลายภาคส่วน จนกระทั่งตอนหลังจึงมีการรวมกลุ่มเพื่อจัดตั้งศูนย์ปราชญ์ศาสตร์พอเพียงบอกเล่าก้าวตาม โดยมีหน่วยงานต่าง ๆมาช่วยกันทำ เพื่อเป็นพื้นที่ต้นแบบสำหรับการเรียนรู้และจัดฝึกอบรมให้แก่เกษตรกรและผู้สนใจ โดยมีคอนเซ็ปต์ว่าเราอยากจะรวมผู้มีความรู้ทุกสาขาในจังหวัดชัยภูมิให้มาอยู่ที่นี่ เสมือนเป็นการระดมปราชญ์ที่เก่ง ๆ ของจังหวัดเพื่อนำองค์ความรู้ของแต่ละคนมาต่อยอดในการขับเคลื่อนศาสตร์พระราชาสู่ชุมชน และตอนนี้เรากำลังเดินไปสู่เป้าหมายที่วางไว้”
ขณะที่ “ปราณี” ดิฉันเป็นพยาบาลเกษียณอายุราชการจากโรงพยาบาลหนองบัวระเหวมาก่อน และพบว่าการรักษาพยาบาลเป็นการแก้ปัญหาปลายเหตุ เนื่องจากปัญหาสุขภาพเกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตของชาวบ้าน เพราะพวกเขาใช้สารเคมีในการเพาะปลูกข้าวโพด จนทำให้เกิดแผลติดเชื้อ เนื้อเน่าและแผลอักเสบจากยาฆ่าหญ้า ตอนนั้นเรารู้ว่าเป็นปัญหา แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะเราเป็นพยาบาลตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง
“ต่อมาเมื่อมีโอกาสไปอบรมเรื่องศาสตร์พระราชา และแนวทางกสิกรรมธรรมชาติจากอาจารย์ยักษ์ และอาจารย์โจน จันใด จนมองเห็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ที่สุดจึงรวบรวมคนที่มีความรู้ต่าง ๆ มาทำงานร่วมกัน เพื่อแจกจ่ายความรู้เรื่องสุขภาพแก่ประชาชนและชุมชนด้วยการนำเรื่องสมุนไพรใกล้ตัวมาใช้ให้เป็นประโยชน์ รวบรวมสูตรยา และอนุรักษ์ภูมิปัญญาแพทย์แผนไทย พร้อมนำเรื่องสมุนไพรอินทรีย์มาใช้ในการแก้ปัญหา และพัฒนาคุณภาพชีวิตพร้อม ๆ กัน”
ที่ไม่เพียงจะทำให้คุณภาพชีวิตของคนในชุมชนดีขึ้น
หาก “ปราณี” ยังทำ “สวนฝันสานสุข”ของตัวเอง โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างแหล่งอาหารให้คนมาเรียนรู้ ทั้งยังจ้างชาวบ้านมาช่วยทำงาน พร้อม ๆ กับสอนพวกเขาไปด้วย นัยหนึ่งเพื่อต้องการให้พวกเขานำองค์ความรู้ไปปรับใช้กับที่ดินทำกินของตัวเอง
ขณะที่อีกนัยหนึ่ง เพื่อต่อจิ๊กซอว์การสร้างเครือข่ายให้เข้มแข็งภายในจังหวัดชัยภูมิด้วย
จนทำให้ศูนย์ปราชญ์ศาสตร์พอเพียงบอกเล่าก้าวตาม และสวนฝันสานสุขกลายเป็นแหล่งเรียนรู้สำคัญของจังหวัดชัยภูมิจนทุกวันนี้