กรมพัฒน์โชว์ 4 คำสั่ง 2 ประกาศสุดเวิร์ก สกัดมิจฉาชีพทำบัญชีม้านิติบุคคลลดวูบ ลุยต่อแผนเข้ม-พุ่งเป้าสกัดให้สิ้นซาก
นับตั้งแต่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้บังคับใช้มาตรการเข้ม 4 คำสั่ง 2 ประกาศ ที่เกี่ยวกับการจดทะเบียนนิติบุคคล ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2569 ที่ผ่านมา เพื่อป้องกันไม่ให้มิจฉาชีพและกลุ่มทุนเทา เข้ามาจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท แล้วนำไปทำเป็นบัญชีม้านิติบุคคล เพื่อใช้หลอกลวงคนไทย ปรากฏว่า มาตรการนี้ ประสบความสำเร็จเกินคาด สามารถหยุดการเกิดบัญชีม้านิติบุคคลได้ผลในระดับที่น่าพอใจ แม้จะปิดช่องไม่ได้ทั้งหมด แต่ก็ยังดีกว่า ไม่มีมาตรการใด ๆ มาใช้ในการสกัดเหมือนช่วงก่อนหน้านี้
โดยผลสำเร็จที่เกิดขึ้น นับตั้งแต่บังคับใช้มาตรการวันที่ 1 ม.ค.-15 ก.พ.2569 ได้รับแจ้งจากทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่า มีการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท แล้วนำไปทำบัญชีม้านิติบุคคลลดลงเหลือเพียงแค่ 1 บริษัท ลดลงจากช่วงก่อนหน้านี้ โดยเมื่อเทียบกับช่วงไม่มีมาตรการ คือ 9 เดือน ปี 2568 (ม.ค.-ก.ย.) มีการจัดตั้งบริษัทใหม่แล้วนำไปทำเป็นบัญชีม้านิติบุคคล 478 บริษัท และในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปี 2568 (ต.ค.-ธ.ค.) ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้เร่งขับเคลื่อนภารกิจเร่งด่วนเชิงรุกด้านการป้องกันและปราบปราม ส่งผลให้การจดบริษัททำบัญชีม้านิติบุคคลลดลงเหลือเพียง 71 บริษัท
“สิ่งที่เกิดขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าการดำเนินการของกรมในส่วนการป้องกันบัญชีม้านิติบุคคลมาถูกทาง เพราะยอดจดนิติบุคคลใหม่แล้วนำไปทำบัญชีม้านิติบุคคลลดลงอย่างเห็นได้ชัด และจากนี้ จะยังคงความเข้มข้นในการตรวจสอบ และเพิ่มมาตรการใหม่ ๆ ในการสกัดบัญชีม้านิติบุคคล รวมไปถึงการจัดการกับปัญหาคนต่างชาติใช้คนไทยเป็นนอมินี เพื่อเข้ามาทำธุรกิจที่สงวนไว้ให้กับคนไทยต่อไป”นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้ากล่าวถึงแผนการทำงานที่จะดำเนินการนับจากนี้และต่อเนื่องในปี 2569
เปิด 4 คำสั่ง 2 ประกาศ
สำหรับ 4 คำสั่ง 2 ประกาศ ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ประกาศออกมา เพื่อใช้ในการสกัดการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลแล้วนำไปทำบัญชีม้านิติบุคคล มีรายละเอียด ดังนี้
คำสั่งสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลางที่ 2/2568 เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์และเอกสารประกอบคำขอจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัด กรณีมีคนต่างด้าวร่วมลงทุนหรือมีอำนาจลงนามในห้างหุ้นส่วนและบริษัท มีเป้าหมายดูแลนิติบุคคลที่มีคนต่างด้าวร่วมลงทุนไม่ถึง 50% ของทุนจดทะเบียน หรือกรณีที่ไม่มีคนต่างด้าวเป็นผู้ถือหุ้น แต่เป็นกรรมการที่มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัท โดยกำหนดให้ต้องจัดส่งเอกสารหลักฐานรายการเดินบัญชี (Bank Statement) ย้อนหลัง 3 เดือน ของผู้เป็นหุ้นส่วน หรือผู้ถือหุ้นสัญชาติไทยแต่ละรายที่แสดงการถอนหรือโอนเงินที่สอดคล้องกับจำนวนเงินลงทุนและค่าหุ้น
คำสั่งสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลาง ที่ 3/2568 เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์การจดทะเบียนจัดตั้งและแก้ไขเพิ่มเติมห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัดของบุคคลผู้ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดมูลฐานหรือเป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากธนาคารที่ถูกใช้ในการกระทำความผิดมูลฐานตามรายชื่อของสำนักงาน ปปง. บุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดมูลฐาน/บัญชีม้า (HR-03) ที่อยู่ในรายชื่อของสำนักงาน ปปง. (ที่ได้รับแจ้งจาก AOC) ผู้เป็นหุ้นส่วน ผู้ถือหุ้น กรรมการในรายชื่อดังกล่าวต้องมาแสดงตัวต่อหน้านายทะเบียน ก่อนการรับจดทะเบียน พร้อมแสดงบัตรประจำตัวประชาชนหรือเอกสารอื่นที่ยังไม่หมดอายุ โดยเอกสารที่ต้องนำมาแสดงต่อหน้านายทะเบียน ได้แก่ 1.เอกสารรายการเดินบัญชี (Bank Statement) ย้อนหลัง 3 เดือน เพื่อแสดงความสอดคล้องของเงินลงทุน ค่าหุ้น หรือ 2.สำเนาสัญญาหุ้นส่วนแก้ไขเพิ่มเติม และ 3.หนังสือยินยอมให้ใช้สถานที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่
คำสั่งสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลาง ที่ 4/2568 เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์การจดทะเบียนจัดตั้งและแก้ไขเพิ่มเติมที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่ของห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัด การจดทะเบียนจัดตั้ง แก้ไขเพิ่มเติมที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่ (กรณีที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่เป็นสถานที่เดียวกันกับห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทจำกัดที่จดทะเบียนไว้แล้วตั้งแต่ 5 รายขึ้นไป) นายทะเบียนต้องตรวจสอบที่ตั้งให้สอดคล้องกับข้อมูลทะเบียนราษฎรทุกครั้ง และแจ้งให้ผู้ขอจดทะเบียนจัดส่งหนังสือยินยอมและหลักฐานแสดงสิทธิการใช้สถานที่
คำสั่งสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลาง ที่ 5/2568 เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์การจดทะเบียนจัดตั้งและแก้ไขเพิ่มเติมห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัดของบุคคลผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ผู้เป็นหุ้นส่วน ผู้ถือหุ้น กรรมการที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยบุคคลผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่เป็นหุ้นส่วน ผู้ถือหุ้น กรรมการต้องมาแสดงตัวต่อหน้านายทะเบียน ก่อนการรับจดทะเบียน พร้อมแสดงบัตรประจำตัวประชาชนหรือเอกสารอื่นที่ยังไม่หมดอายุ โดยเอกสารที่ต้องนำมาแสดงต่อหน้านายทะเบียน ได้แก่ 1.จัดส่งเอกสารรายการเดินบัญชี (Bank Statement) ย้อนหลัง 3 เดือน เพื่อแสดงการถอน โอนเงินที่สอดคล้องกับเงินลงหุ้น ค่าหุ้น หรือ 2.สำเนาสัญญาหุ้นส่วนแก้ไขเพิ่มเติม และ 3.หนังสือยินยอมให้ใช้สถานที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่
ประกาศสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลาง เรื่อง กำหนดบุคคลที่ผู้ขอจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัดจะลงลายมือชื่อต่อหน้าได้ พ.ศ.2568 บุคคลที่มีคุณสมบัติในการเป็นผู้รับรองลายมือชื่อ กำหนดให้บุคคลดังต่อไปนี้สามารถรับรองลายมือชื่อได้ ได้แก่ 1.ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต 2.ผู้ทำบัญชีที่เป็นสมาชิกที่ขึ้นทะเบียนกับสภาวิชาชีพบัญชี 3.หัวหน้า หุ้นส่วนผู้จัดการ กรรมการของสำนักงานบัญชีคุณภาพ และ 4.ผู้รับใบอนุญาตเป็นผู้บังคับหลักประกัน
ประกาศสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลาง เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการลงทะเบียนพิสูจน์และยืนยันตัวตนเป็นบุคคลที่ผู้ขอจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัดจะลงลายมือชื่อต่อหน้าได้ พ.ศ.2568 กำหนดการลงทะเบียนยืนยันตัวตนผู้รับรองลายมือชื่อผ่านระบบดิจิทัล โดยต้องลงทะเบียน แก้ไขข้อมูลผ่านระบบจดทะเบียนนิติบุคคลดิจิทัล (DBD Biz Regist)
ดิ้นหันซื้อหัวบริษัททำบัญชีม้าแทน
อย่างไรก็ตาม หลังจากตรวจสอบเข้ม ทำให้มิจฉาชีพพบทางตัน และได้อาศัยช่องทางอื่นในการจัดตั้งบริษัท โดยล่าสุดได้มีการใช้วิธีซื้อหัวบริษัทจากเจ้าของที่ไม่ประสงค์จะทำธุรกิจอีกต่อไป แล้วเอามาใช้เป็นบัญชีม้านิติบุคคล เพื่อหลอกลวงคนไทย
“ต้องยอมรับว่าเป็นความฉลาด และมีความอัจฉริยะในการหาช่องทางกระทำความผิดของพวกมิจฉาชีพ และกลุ่มทุนเทา แต่กรมรู้ทัน และไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้จับตา เข้าไปกำกับดูแล และป้องกันปัญหาแล้ว เพื่อปิดกั้นมิจฉาชีพไม่ให้ใช่ช่องโหว่ที่มีอยู่ รวมถึงช่องโหว่อื่น ๆ ที่จะมีในอนาคต”นายพูนพงษ์กล่าว
ทั้งนี้ ขอได้ฝากเตือนไปยังเจ้าของบริษัทที่เปิดบริษัทแล้ว แต่มิได้ประกอบธุรกิจ และประกาศขายหัวบริษัททางสื่อสั่งคมออนไลน์ ให้ใช้ความระมัดระวังให้มาก มิฉะนั้นอาจตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ และอาจจะมีความผิดไปด้วย ซึ่งกรมสามารถตรวจสอบและตามตัวถึง หากพบว่า มีบริษัทใด ที่ถูกขายหัวไปแล้ว และถูกนำไปใช้ในการกระทำความผิด
ลุยตรวจนอมินีกว่าแสนบริษัท
นอกจากการเข้มงวดเรื่องการจดทะเบียนบริษัท เพื่อนำมาใช้เป็นบัญชีม้านิติบุคคล โดยสกัดการดำเนินการจัดตั้งตั้งแต่ต้นทางแล้ว นายพูนพงษ์กล่าวว่า กรมยังดำเนินการตรวจสอบนิติบุคคลที่จัดตั้งและทำธุรกิจแล้ว แต่มีความเสี่ยงที่จะเป็นนอมินีให้กับคนต่างชาติด้วย โดยมีเป้าหมายตรวจสอบบริษัทที่มีคนต่างชาติร่วมลงทุนกับคนไทย จำนวน 121,096 บริษัท ซึ่งเป็นบริษัทที่มีชาวต่างชาติร่วมทุนไม่ถึง 50% คือ ตั้งแต่ 0.01-49.99% กว่า 117,496 บริษัท คิดเป็น 97% ของบริษัทที่มีคนต่างชาติร่วมลงทุน และในนี้มี 109,046 บริษัท ตั้งอยู่ใน 12 จังหวัดสำคัญ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต สมุทรปราการ เชียงใหม่ ปทุมธานี ประจวบคีรีขันธ์ นนทบุรี สมุทรสาคร ระยอง และกระบี่ อีก 8,007 บริษัทอยู่ในจังหวัดอื่น ๆ
โดยจังหวัดที่มีบริษัทที่มีคนต่างชาติร่วมลงทุนมากสุด ได้แก่ กรุงเทพฯ 42,220 บริษัท ชลบุรี 23,707 บริษัท สุราษฎร์ธานี 11,530 บริษัท ภูเก็ต 11,294 บริษัท สมุทรปราการ 5,347 บริษัท เชียงใหม่ 3,745 บริษัท ปทุมธานี 2,467 บริษัท ประจวบคีรีขันธ์ 2,417 บริษัท นนทบุรี 2,106 บริษัท สมุทรสาคร 1,875 บริษัท ระยอง 1,592 บริษัท กระบี่ 746 บริษัท
“หากตรวจสอบพบ จะดำเนินการขั้นเด็ดขาด ทั้งส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดี ส่ง ปปง.ตรวจสอบเส้นทางการเงิน ส่งกรมสรรพากร ดำเนินการด้านภาษี มีเป้าหมาย เพื่อขจัดนอมินี บัญชีม้าให้หมดไป และช่วยให้ธุรกิจคนไทยทำธุรกิจได้ แข่งขันได้อย่างเป็นธรรม”นายพูนพงษ์กล่าว
เปิดมาตรการสกัดนอมินี-บัญชีม้าปี 69
นายพูนพงษ์กล่าวว่า สำหรับแนวทางการป้องกันและปราบปรามนอมินี ในปี 2569 กรมจะนำเทคโนโลยีมาใช้คัดกรองนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยงแบบเชิงลึกพุ่งเป้ามากยิ่งขึ้น โดยมีระบบคัดกรองรายชื่อบุคคลเสี่ยงที่อยู่ในบัญชี HR-03 กลุ่มบุคคลที่มีชื่ออยู่ในบัญชีผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ บริษัทที่ใช้ที่อยู่เดียวกันเป็นจำนวนมาก รวมถึงมีวิธีการใหม่ ๆ ที่จะใช้ตรวจสอบ
ขณะเดียวกัน จะตรวจสอบสำนักงานบัญชีและสำนักงานทนายความทุกแห่งที่เอาตัวเองเข้าไปเป็นกรรมการหรือผู้ถือหุ้นร่วมกับชาวต่างชาติตั้งบริษัทในลักษณะนอมินี โดยไม่มีการร่วมลงทุนกันจริง เพราะที่ผ่านมา มีการพบว่า มีบุคคลเหล่านี้เข้าไปให้ความช่วยเหลือคนต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจที่สงวนไว้ให้กับคนไทย ซึ่งได้มีการจับกุมดำเนินคดีไปบ้างแล้ว และจะทำต่อเนื่อง
นอกจากนี้ จะเข้าไปตรวจสอบนิติบุคคลที่ถือครองที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ โดยใช้คนไทยถือหุ้นแทน เบื้องต้นมีเป้าหมายตรวจสอบ 21,459 บริษัท โดยจะร่วมมือกับ 17 หน่วยงานภาครัฐ บูรณาการการทำงานในการป้องกัน ตรวจสอบ และจัดการปัญหาชาวต่างชาติใช้คนไทยเป็นนอมินีในการถือครองที่ดินและอสังหาริมทรัพย์โดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ รวมถึงบั่นทอนความเป็นธรรมต่อการประกอบธุรกิจของผู้ประกอบการชาวไทย
ทั้งนี้ จะตรวจสอบบัญชีและงบการเงินของบริษัทกลุ่มเสี่ยงนอมินีว่ามีความผิดปกติอะไรหรือไม่ และส่งข้อมูลนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยงให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ เช่น สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) และกรมสรรพากร
โชว์ผลงาน ปี 68
นายพูนพงษ์กล่าวว่า ผลการดำเนินการปราบนอมินีในปี 2568 ที่ผ่านมา ได้มีการตั้งกองป้องกันและปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมาย แต่งตั้งคณะกรรมการ โดยมีตนเป็นประธาน และตั้งคณะอนุกรรมการ 4 คณะ เพื่อกำกับดูแล โดยคณะอนุกรรมการจะกำกับดูแลในแต่ละด้าน ได้แก่ การจดทะเบียนธุรกิจ การวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจ การตรวจสอบบัญชีธุรกิจ และด้านกฎหมาย
ส่วนการลงพื้นที่ตรวจสอบเชิงลึก หลังจากได้ข้อมูลการเป็นนอมินี ได้ลงไปตรวจสอบเชิงลึก 19 พื้นที่ รวม 8 จังหวัด โดยพบความผิดปกติ ทั้งการเป็นนอมินี การทำธุรกิจสงวน ซึ่งได้ดำเนินการส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการเอาผิดตามกฎหมายแล้ว
นอกจากนี้ ยังมีการออก 4 คำสั่ง 2 ประกาศ ที่ใช้บังคับกับการจดทะเบียนนิติบุคคลใหม่ ตามที่ได้กล่าวมาแล้ว และมีการแสดงเจตจำนงร่วมกับสภาวิชาชีพบัญชีและสมาคมด้านบัญชี 7 สมาคม ไม่รับทำบัญชี ไม่รับจดทะเบียน ไม่สนับสนุนทุนเทา และจัดงานมหกรรม รวมพลังปราบนอมินี บัญชีม้า เสริมภูมินักบัญชีไทย รู้ทันธุรกิจผิดกฎหมาย มีนักบัญชีเข้าร่วม 1,625 ราย
ขณะเดียวกัน ได้ส่งข้อมูลให้ ปปง. ตรวจสอบเส้นทางการเงิน 357 ราย ส่งข้อมูลให้กรมสรรพากรตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่ 3,634 ราย ส่งเรื่องนิติบุคคลเข้าข่ายกระทำผิด 11 รายให้ บก.ปอศ.ดำเนินคดีตามกฎหมาย
เตือนอย่าสนับสนุนผู้กระทำผิด
นายพูนพงษ์กล่าวว่า กรมขอเตือนไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องในการที่เอื้อประโยชน์ให้กับผู้กระทำผิด และขอเน้นย้ำให้คนไทยระมัดระวังไม่ให้ความช่วยเหลือ สนับสนุน หรือถือหุ้นแทนคนต่างด้าวเพื่อให้คนต่างด้าวเหล่านั้นเข้ามาประกอบธุรกิจโดยหลีกเลี่ยงหรือฝ่าฝืนกฎหมาย หากตรวจสอบพบการกระทำผิดก็จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเข้มงวด โดยผู้กระทำผิดจะต้องได้รับโทษ คือ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของบุคคลต่างด้าว พ.ศ.2542 ตามมาตรา 36 กรณีคนไทยที่ให้ความช่วยเหลือสนับสนุนคนต่างด้าวให้กระทำความผิด และมาตรา 37 กรณีคนต่างด้าวที่ประกองธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต โทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือ ปรับตั้งแต่ 100,000-1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยหากฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลต้องระวางโทษ ปรับรายวัน วันละ 10,000-50,000 บาท จนกว่าจะเลิกฝ่าฝืน
website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO