โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

'เวิลด์แบงก์' เตือนวิกฤติแรงงานโลก 1.2 พันล้าน คนแย่ง 400 ล้านงาน

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เมลินดา กู้ด ผู้อํานวยการธนาคารโลกประจําประเทศไทยและประเทศเมียนมา ฉายภาพความท้าทายของเศรษฐกิจโลกและไทยผ่านมุมมองด้านตลาดแรงงานและการลงทุนในงาน “Futuready Dinner Thought" โดยระบุว่าโลกกำลังเข้าสู่ภาวะความไม่แน่นอนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งเปรียบเสมือน "ภาษี" ที่ฉุดรั้งการตัดสินใจลงทุนของภาคเอกชน ท่ามกลางการรุกคืบของเทคโนโลยี AI และหุ่นยนต์ที่เข้ามาปรับเปลี่ยนโครงสร้างห่วงโซ่มูลค่าโลก (Global Value Chain) อย่างมีนัยสำคัญ

เธอกล่าวว่า ในช่วงทศวรรษข้างหน้าจะมีประชากรโลกเข้าสู่ตลาดแรงงานถึง 1.2 พันล้านคน แต่คาดการณ์ว่าจะมีตำแหน่งงานรองรับเพียง 400 ล้านตำแหน่ง เท่านั้น ช่องว่างที่หายไปกว่า 800 ล้านตำแหน่งนี้ ถือเป็นวิกฤติครั้งใหญ่สำหรับคนรุ่นใหม่ทั่วโลกที่ต้องเผชิญกับภาวะการแข่งขันที่รุนแรงและการขาดแคลนโอกาส

"สถานการณ์ของไทยมีความซับซ้อนกว่าหลายประเทศ เนื่องจากไทยต้องเผชิญกับภาวะ "สังคมสูงวัย" (Aging Population) ไปพร้อมกับความท้าทายด้านการสร้างงาน"

เมลินดา กล่าวว่า แม้ว่าไทยจะมีจุดแข็งจากการเป็นผู้นำด้านจำนวนผู้ใช้งาน AI ในอาเซียน (เป็นรองเพียงสิงคโปร์) แต่ปัญหาสำคัญคือเทคโนโลยีเหล่านี้ยังไม่ถูกกระจายตัวเข้าสู่ภาคธุรกิจอย่างทั่วถึง นอกจากนี้ จากการรับฟังความคิดเห็นของเหล่าซีอีโอในหลากหลายอุตสาหกรรม ทั้งเกษตรอัจฉริยะ, ดิจิทัล, การท่องเที่ยว และการผลิต พบว่าสิ่งที่ฉุดรั้งการเติบโตและขัดขวางไม่ให้เงินลงทุนจากต่างชาติ (FDI) ไหลเข้าประเทศมากที่สุดคือ "ปัญหาด้านทักษะแรงงาน" (Skills Gap)

ผู้อำนวยการเวิลด์แบงก์ระบุด้วยว่า ไทยยังเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำในระดับที่น่าตกใจ ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจาก "ทักษะพื้นฐาน" ที่ไม่เท่ากัน โดยเน้นย้ำว่าการจะดึงดูดอุตสาหกรรมอนาคตและพลังงานสะอาดได้นั้น ไทยจำเป็นต้องปรับปรุงระบบการศึกษาและโครงการ Upskilling ในระดับมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยให้เชื่อมโยงกับความต้องการของตลาดงานจริง

ท้าบที่สุด เธอประเมินว่าไทยจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนสูงถึง 7% ของตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ต่อปี ในช่วง 15 ปีข้างหน้า เพื่อปรับตัวและบรรเทาผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศ (Adaptation & Mitigation) ซึ่งงบประมาณภาครัฐเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแบกรับได้

ทางออกคือการสร้าง "ระบบนิเวศการเงินสีเขียว" (Green Financing Ecosystem) เช่น พันธบัตรที่เชื่อมโยงกับความยั่งยืน (Sustainability-linked bonds) และตลาดคาร์บอน เพื่อดึงดูดเงินทุนจากภาคเอกชนและ SMEs เข้าสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ซึ่งจะเป็นตัวขับเคลื่อนการจ้างงานในรูปแบบใหม่ในอนาคต

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...