'เวิลด์แบงก์' เตือนวิกฤติแรงงานโลก 1.2 พันล้าน คนแย่ง 400 ล้านงาน
เมลินดา กู้ด ผู้อํานวยการธนาคารโลกประจําประเทศไทยและประเทศเมียนมา ฉายภาพความท้าทายของเศรษฐกิจโลกและไทยผ่านมุมมองด้านตลาดแรงงานและการลงทุนในงาน “Futuready Dinner Thought" โดยระบุว่าโลกกำลังเข้าสู่ภาวะความไม่แน่นอนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งเปรียบเสมือน "ภาษี" ที่ฉุดรั้งการตัดสินใจลงทุนของภาคเอกชน ท่ามกลางการรุกคืบของเทคโนโลยี AI และหุ่นยนต์ที่เข้ามาปรับเปลี่ยนโครงสร้างห่วงโซ่มูลค่าโลก (Global Value Chain) อย่างมีนัยสำคัญ
เธอกล่าวว่า ในช่วงทศวรรษข้างหน้าจะมีประชากรโลกเข้าสู่ตลาดแรงงานถึง 1.2 พันล้านคน แต่คาดการณ์ว่าจะมีตำแหน่งงานรองรับเพียง 400 ล้านตำแหน่ง เท่านั้น ช่องว่างที่หายไปกว่า 800 ล้านตำแหน่งนี้ ถือเป็นวิกฤติครั้งใหญ่สำหรับคนรุ่นใหม่ทั่วโลกที่ต้องเผชิญกับภาวะการแข่งขันที่รุนแรงและการขาดแคลนโอกาส
"สถานการณ์ของไทยมีความซับซ้อนกว่าหลายประเทศ เนื่องจากไทยต้องเผชิญกับภาวะ "สังคมสูงวัย" (Aging Population) ไปพร้อมกับความท้าทายด้านการสร้างงาน"
เมลินดา กล่าวว่า แม้ว่าไทยจะมีจุดแข็งจากการเป็นผู้นำด้านจำนวนผู้ใช้งาน AI ในอาเซียน (เป็นรองเพียงสิงคโปร์) แต่ปัญหาสำคัญคือเทคโนโลยีเหล่านี้ยังไม่ถูกกระจายตัวเข้าสู่ภาคธุรกิจอย่างทั่วถึง นอกจากนี้ จากการรับฟังความคิดเห็นของเหล่าซีอีโอในหลากหลายอุตสาหกรรม ทั้งเกษตรอัจฉริยะ, ดิจิทัล, การท่องเที่ยว และการผลิต พบว่าสิ่งที่ฉุดรั้งการเติบโตและขัดขวางไม่ให้เงินลงทุนจากต่างชาติ (FDI) ไหลเข้าประเทศมากที่สุดคือ "ปัญหาด้านทักษะแรงงาน" (Skills Gap)
ผู้อำนวยการเวิลด์แบงก์ระบุด้วยว่า ไทยยังเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำในระดับที่น่าตกใจ ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจาก "ทักษะพื้นฐาน" ที่ไม่เท่ากัน โดยเน้นย้ำว่าการจะดึงดูดอุตสาหกรรมอนาคตและพลังงานสะอาดได้นั้น ไทยจำเป็นต้องปรับปรุงระบบการศึกษาและโครงการ Upskilling ในระดับมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยให้เชื่อมโยงกับความต้องการของตลาดงานจริง
ท้าบที่สุด เธอประเมินว่าไทยจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนสูงถึง 7% ของตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ต่อปี ในช่วง 15 ปีข้างหน้า เพื่อปรับตัวและบรรเทาผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศ (Adaptation & Mitigation) ซึ่งงบประมาณภาครัฐเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแบกรับได้
ทางออกคือการสร้าง "ระบบนิเวศการเงินสีเขียว" (Green Financing Ecosystem) เช่น พันธบัตรที่เชื่อมโยงกับความยั่งยืน (Sustainability-linked bonds) และตลาดคาร์บอน เพื่อดึงดูดเงินทุนจากภาคเอกชนและ SMEs เข้าสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ซึ่งจะเป็นตัวขับเคลื่อนการจ้างงานในรูปแบบใหม่ในอนาคต