ก.อุตฯลงพื้นที่เหมืองทองอัครา หลังยุติข้อพิพาท ย้ำเหมืองต้องโตสมดุลศก. – สิ่งแวดล้อม
นายธนกร วังบุญคงชนะ รมว.อุตสาหกรรม พร้อมด้วยนายอดิทัต วะสีนนท์ อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ นายนันทวุธ หิมะมาน ผู้อำนวยการสำนักงานอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่เขต 5 พิษณุโลก และคณะผู้บริหาร ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของบริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) (อัครา) ณ เหมืองแร่ทองคำชาตรี จังหวัดพิจิตร เพื่อติดตามการดำเนินงานของภาคอุตสาหกรรมเหมืองแร่ในพื้นที่จริง และให้แนวทางการบริหารจัดการที่มุ่งสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยมีนางสาวธนียา นัยพินิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร และนายวิศิษฐ์ เบญจพิทักษ์กุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ หัวหน้าส่วนและผู้แทนส่วนราชการในพื้นที่ร่วมให้การต้อนรับ
นายธนกร เปิดเผยระหว่างการตรวจเยี่ยยมว่า ได้ย้ำถึงการก้าวข้ามความขัดแย้งภายหลังการยุติข้อพิพาทด้วยดี พร้อมมอบหมายให้กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ดำเนินงานตามนโยบายที่ปรับบทบาทจาก “ผู้กำกับดูแล” สู่การเป็น “ผู้บริหารจัดการทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์” โดยตระหนักถึงความสำคัญของอุตสาหกรรมเหมืองแร่ในฐานะอุตสาหกรรมต้นน้ำที่มีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากแร่เป็นวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ อิเล็กทรอนิกส์ แบตเตอรี่ ยานยนต์ไฟฟ้า และโซลาร์เซลล์
ทั้งนี้ระบุว่า อุตสาหกรรมเหมืองแร่ไทยต้องเติบโตภายใต้กฎหมายที่เข้มแข็งและเป็นธรรม ยึดหลักความสมดุลระหว่างการเติบโตทางธุรกิจกับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยกระทรวงฯ พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการที่ดำเนินงานอย่างถูกต้องและโปร่งใส เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจควบคู่ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม
ด้าน นายเชิดศักดิ์ อรรถอารุณ ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายความยั่งยืนขององค์กร บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ได้นำเสนอภาพรวมการดำเนินงานของอัคราว่าสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศรวมกว่า 7.7 พันล้านบาทต่อปี สร้างการจ้างงานกว่า 1,000 ตำแหน่ง ซึ่งเกือบร้อยละ 90 เป็นคนในพื้นที่สามจังหวัดรอบเหมือง และแม้อัคราจะเป็นผู้ผลิตทองคำรายเดียวของประเทศ แต่สามารถสร้างรายได้กลับคืนสู่รัฐในรูปแบบค่าภาคหลวงติดอันดับ 1 ใน 5 ของกลุ่มอุตสาหกรรมเหมืองแร่ทั้งหมด โดยตั้งแต่กลับมาเปิดดำเนินการในเดือนมีนาคม 2566 จนถึงสิ้นเดือนมกราคม 2569 บริษัทฯ ได้ชำระค่าภาคหลวงแร่แล้วประมาณ 2,900 ล้านบาท สะท้อนบทบาทของอุตสาหกรรมทองคำในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ อัคราได้โชว์นวัตกรรมตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ผ่านโครงการ “อิฐบล็อกหางแร่” ซึ่งร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พัฒนาหางแร่ให้เป็นวัสดุก่อสร้างคุณภาพสูง เปลี่ยนจากของเหลือทิ้งให้มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ (Waste-to-Wealth) เพื่อสร้างงานและรายได้เสริมแก่ชุมชน พร้อมกันนี้ บริษัทฯ ยังได้แสดงความมั่นใจในมาตรฐานสิ่งแวดล้อมด้วยการนำปลาที่เลี้ยงในบ่อเหมืองที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว ซึ่งมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ยืนยันว่าปลอดภัย มาปรุงเป็นเมนูอาหารรับรองคณะ เพื่อยืนยันถึงความพร้อมในพัฒนาให้เป็นแหล่งน้ำเพื่อประโยชน์ของชุมชนในอนาคต
ในระหว่างการลงพื้นที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและคณะได้รับชมการแสดงดนตรีจากเยาวชนในโครงการ “อัคราสานฝัน ปันปัญญา” พร้อมพบปะพนักงานหญิงผู้ปฏิบัติหน้าที่ขับรถบรรทุกสินแร่ขนาดใหญ่ โดยได้ขึ้นไปทดลองนั่งภายในรถ รวมถึงพบปะกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่ได้รับการสนับสนุนจากบริษัทฯ รวมถึงเครื่องเงินในพื้นที่ ซึ่งอัครามีแผนส่งเสริมการใช้โลหะเงินที่ได้จากกระบวนการผลิตของเหมืองทองคำชาตรี มาเป็นวัตถุดิบในการสร้างสรรค์งานหัตถกรรม เพื่อเพิ่มมูลค่าทรัพยากรและสร้างอาชีพเสริมให้กับชุมชนต่อไป
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวชื่นชม กพร. ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลหลัก ตลอดจนบริษัทฯ ที่ดำเนินงานภายใต้ระบบมาตรฐานสากล ISO และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ที่ให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และการบริหารจัดการอย่างมีความรับผิดชอบ ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล
ในโอกาสนี้ นายเชิดศักดิ์ ได้กล่าวขอบคุณรัฐบาลและกระทรวงอุตสาหกรรมที่ให้ความสำคัญกับการลงพื้นที่ตรวจติดตามการดำเนินงานถึงสถานประกอบการจริง ซึ่งช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นว่าภายใต้การกำกับดูแลที่เข้มแข็งและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน อุตสาหกรรมเหมืองแร่ของไทยจะสามารถพัฒนาไปอย่างโปร่งใสและยั่งยืนในระยะยาว