โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ชงปลดล็อกขุมทรัพย์ก๊าซชีวภาพ ดันเป้า 1,700 MW สู่แผนพีดีพี พลิกนํ้าเสีย-พืชเกษตรผลิตไฟฟ้า

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 18 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของโลก ที่มุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ขณะที่ประเทศไทยกำลังก้าวสู่จุดเปลี่ยนสำคัญในการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ PDP ฉบับใหม่ ซึ่งจะเป็นเข็มทิศกำหนดทิศทางพลังงานในอนาคต การนำก๊าซชีวภาพมาผลิตไฟฟ้า จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่การจัดการของเสีย แต่คือ “ขุมทรัพย์พลังงาน” ที่รอการปลดล็อก

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำนํ้าเสียจากอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปและพืชพลังงานมาใช้เป็นวัตถุดิบหลัก ซึ่งนอกจากจะช่วยสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในระดับท้องถิ่นแล้ว ยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (BCG Economy) ที่จะส่งผลถึงรายได้ของเกษตรกรทั่วประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

นายศุภฤกษ์ ยิ้มกอบกิจ นายกสมาคมการค้าก๊าซชีวภาพไทย เปิดเผยว่า จากข้อมูลการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพสะสมตั้งแต่อดีตจนถึงปี 2568 พบว่ามีวิวัฒนาการจากการสนับสนุนผ่านระบบ Adder ในยุคเริ่มต้น มาสู่ระบบ Feed-in Tariff (FiT) ทั้งในส่วนของนํ้าเสียและพืชพลังงาน รวมถึงโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมของเทคโนโลยีและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมก๊าซชีวภาพไทยที่สั่งสมประสบการณ์มาอย่างยาวนาน

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากร่างแผนปฏิบัติการด้านพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พ.ศ.2567-2580 (AEDP2024) และเป้าหมายเดิมใน AEDP 2018 จะเห็นได้การพัฒนาการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพยังมีศักยภาพอีกมาก เนื่องจากเป็นแหล่งพลังงานประเภท “Firmed” หรือพลังงานที่สามารถผลิตไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่องและมั่นคง สามารถควบคุมการผลิตได้ตามความต้องการของระบบไฟฟ้า

ทั้งนี้ จากการศึกษาศักยภาพก๊าซชีวภาพ พบว่าประเทศไทยมีแหล่งวัตถุดิบที่หลากหลายและปริมาณมาก โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มนํ้าเสียและของเสียอินทรีย์ กับกลุ่มพืชพลังงาน ซึ่งในกลุ่มนํ้าเสียมีศักยภาพหลักมาจากนํ้าเสียอุตสาหกรรมถึง 1,234.74 ktoe ตามมาด้วยนํ้าเสียจากการปศุสัตว์ 427.90 ktoe และขยะอินทรีย์จากเศษอาหารอีก 146.46 ktoe เมื่อแยกย่อยลงไปในภาคอุตสาหกรรม นํ้าเสียจากโรงงานแปรรูปมันสำปะหลัง โรงสกัดนํ้ามันปาล์ม และโรงงานเอทานอล ถือเป็นสัดส่วนที่ใหญ่ที่สุด โดยเฉพาะนํ้าเสียจากเอทานอลที่มาจากโมลาสและมันสำปะหลังรวมกันมีสัดส่วนสูงถึงกว่า 41% ของศักยภาพนํ้าเสียทั้งหมด

ขณะที่ภาคปศุสัตว์นั้น ฟาร์มโคเนื้อยังคงเป็นแหล่งวัตถุดิบหลักที่มีศักยภาพสูงสุดถึง 48% รองลงมาคือฟาร์มสุกร ฟาร์มโคนม ฟาร์มไก่ไข่ และฟาร์มไก่เนื้อ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าประเทศมีวัตถุดิบที่เป็นของเสียที่ต้องจัดการอยู่แล้ว หากสามารถเปลี่ยนของเสียเหล่านี้ให้เป็นไฟฟ้าได้ ไม่เพียงแต่จะได้พลังงานสะอาด แต่ยังช่วยลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมจากการปล่อยก๊าซมีเทนสู่ชั้นบรรยากาศโดยตรง ซึ่งมีผลกระทบต่อภาวะโลกร้อนรุนแรงกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หลายเท่า

จากตัวเลขการประเมินศักยภาพก๊าซชีวภาพภาคนํ้าเสียที่คงเหลืออยู่นั้น พบว่ายังมีโอกาสในการนำมาผลิตไฟฟ้า (On-grid) และใช้ในรูปแบบการผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เอง (IPS) อีกเป็นจำนวนมากสูงถึง 1,662.64 KTOE ซึ่งหากนำมาบริหารจัดการเพื่อผลิตพลังงานจะมีความสามารถเทียบเท่ากับการผลิตไฟฟ้าได้ถึง 772.58 เมกะวัตต์ หรือสามารถนำไปผลิตเป็นก๊าซชีวภาพอัดเหลว (LBM) ได้ปริมาณ 4,318 ตันต่อวัน

นายศุภฤกษ์ กล่าวอีกว่า ส่วนการประเมินศักยภาพก๊าซชีวภาพจากพืชพลังงานพบว่ามีสูงถึง 4,115.03 ktoe ซึ่งหากนำมาเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้าจะเทียบเท่ากับกำลังการผลิตไฟฟ้าถึง 4,050 เมกะวัตต์ คิดเป็นศักยภาพความร้อนที่เพิ่มขึ้นกว่า 1,539 KTOE หรือเทียบเท่ากับการผลิต LBM ได้มากถึง 13,333 ตันต่อวัน

การขับเคลื่อนพืชพลังงานนี้ไม่ได้เป็นการแย่งพื้นที่ปลูกพืชอาหาร แต่เป็นการใช้ประโยชน์จากพื้นที่เกษตรกรรมที่มีศักยภาพแต่ยังใช้ประโยชน์ได้ไม่เต็มที่ หรือการปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกพืชที่ไม่เหมาะสม มาเป็นการปลูกพืชพลังงานแทน เช่น หญ้าเนเปียร์ หรือการใช้ส่วนเหลือทิ้งจากอุตสาหกรรมอ้อยและนํ้าตาล ซึ่งประเทศไทยมีพื้นที่เหมาะสมสำหรับการปลูกพืชพลังงานกระจายอยู่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งมีศักยภาพสูงสุดถึง 1,129 เมกะวัตต์ รองลงมาคือภาคตะวันออก 37.14 เมกะวัตต์ และภาคเหนือ 30.60 เมกะวัตต์ ซึ่งการกระจายตัวของศักยภาพนี้จะช่วยส่งเสริมให้เกิดการสร้างโรงไฟฟ้าขนาดเล็กได้

ดังนั้น จากศักยภาพจากนํ้าเสียที่ยังไม่ได้ถูกนำมาใช้เต็มที่ เบื้องต้นสามารถที่จะผลิตก๊าซชีวภาพนำมาผลิตไฟฟ้าได้ถึงประมาณ 474.43 เมกะวัตต์ หากมีการสนับสนุนด้านนโยบายและราคารับซื้อไฟฟ้าที่เหมาะสม เนื่องจากโครงการก๊าซชีวภาพจากนํ้าเสียมักใช้เงินลงทุนน้อยกว่าเมื่อเทียบกับพืชพลังงาน และส่วนใหญ่ตั้งอยู่ใกล้กับแหล่งกำเนิดของเสีย ทำให้การบริหารจัดการวัตถุดิบมีความสะดวกและมีต้นทุนตํ่า ขณะที่ศักยภาพของพืชพลังงานนำมาผลิตก๊าซชีวภาพและผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ 1,197 เมกะวัตต์

ทางสมาคมการค้าก๊าซชีวภาพไทยเชื่อว่า หากมีการบรรจุการรับซื้อไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพเข้าไปอยู่ในพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าหรือ PDP ฉบับใหม่ ประมาณ 1,700 เมกะวัตต์ ในช่วงปี 2569-2580 จะส่งผลดีต่อประเทศในหลายมิติ ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อมที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ด้านเศรษฐกิจที่จะเกิดการจ้างงานและสร้างรายได้หมุนเวียนให้กับเกษตรกรจากการปลูกและจำหน่ายพืชพลังงาน และด้านพลังงานที่จะได้แหล่งไฟฟ้าที่มั่นคง สะอาด และผลิตได้เองภายในประเทศ ซึ่งสมาคมฯพร้อมที่จะร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดทำหลักเกณฑ์และแนวทางการส่งเสริม เพื่อให้ก๊าซชีวภาพไทยเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศสู่สังคมคาร์บอนตํ่าอย่างแท้จริง และยั่งยืนตลอดไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...