โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

ทางรอดวิกฤตสิ่งแวดล้อมไทย ต้องการ “นักการเมืองกล้าหาญ” ผู้เล่นต้องไม่ใช่แค่ “รัฐ”

Thai PBS

อัพเดต 36 นาทีที่แล้ว • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Thai PBS

เปิดสัญญา 5 พรรคการเมือง เลือกตั้ง 69 แก้วิกฤตสิ่งแวดล้อม ประเทศไทยต้องอยู่บนฐานความรู้และการมีส่วนร่วม ไม่ใช่เพียงแค่ทำประชาพิจารณ์ตามรูปแบบ เพื่อให้เกิดความยั่งยืนสำหรับคนทุกรุ่น

“ใน 70 ปีข้างหน้า จะเกิดวิกฤตโลกร้อนสูงสุด น้ำทะเลขึ้นสูงสุด และการกัดเซาะชายฝั่งจะรุนแรงมากที่สุด และประเทศไทยจะต้องลงทุนอย่างมหาศาลเพื่อปกป้องพื้นที่ภาคกลาง 1.6 ล้านไร่ ซึ่งเป็นเมืองหลวง และ 3 เมืองเขตเศรษฐกิจที่มีผู้คนอาศัยอยู่ 50%”

หนึ่งในเสียงสะท้อนจากตัวแทน 5 พรรคการเมือง ในเวทีดีเบต “พรรคการเมืองเรื่องสิ่งแวดล้อม” เมื่อวันที่ 30 ม.ค. 69 สะท้อนว่า วิกฤตสิ่งแวดล้อม เป็นโจทย์ท้าทายของรัฐไทยที่ต้องไม่ลืมว่า ผู้ได้รับผลกระทบไม่ใช่แค่กลุ่มคนที่มีสิทธิ์เลือกตั้งในปีนี้ (2569) แต่ยังหมายถึงกลุ่มเยาวชน เด็กรุ่นใหม่ การกำหนดนโยบายเพื่อใช้แก้ปัญหาวิกฤตสิ่งแวดล้อม จำเป็นต้องคำนึงถึงผลกระทบที่จะถูกส่งต่อข้ามรุ่น

เวทีนี้เป็นการตกลงร่วมกัน ว่า นโยบายสิ่งแวดล้อมในอนาคตต้องไม่ใช้ “รัฐ” เป็นตัวตั้งเพียงฝ่ายเดียว แต่อยู่บนพื้นฐานของความรู้ (Knowledge Society) และการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อให้เกิดความยั่งยืนสำหรับคนทุกรุ่น

หากนโยบายที่เดินหน้า เผชิญกับ แรงกดดันทางการเมือง

“หากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ใช้ประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ขัดกับแรงกดดันทางการเมือง เช่น ใบสั่งทางการเมือง จะจัดการความขัดแย้งนี้อย่างไร ?”

เป็นหนึ่งในคำถามที่น่าสนใจจาก รศ.สมปรารถนา ฤทธิ์พริ้ง นักวิชาการจากภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตัวแทนฝ่ายวิชาการ

โดยทุกพรรคการเมืองเห็นตรงกันว่า หลายโครงการด้านสิ่งแวดล้อมของรัฐผ่านกระบวนการสีเทา และไม่ได้มีแค่แรงกดดันจากนายทุน แต่มีถึง 3 ส่วน ทั้งจากส่วนราชการ, เบื้องหลังการเมือง (กลุ่มทุน) และพี่น้องประชาชน ขณะที่การจะเดินหน้านโยบายนั้น จำเป็นต้องพิจารณาจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งปัจจุบัน ร่วมกับผู้ที่จะต้องรับผลกระทบจากนโยบายในอนาคตไปพร้อมกัน

ปลอดประสพ สุรัสวดี จากพรรคเพื่อไทย บอกว่าตนในฐานะผู้ที่มีส่วนในการก่อตั้งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของไทย ย้ำว่า อีกไม่กี่ปี จะต้องเจอกับ 3 โจทย์ท้าทาย คือ

  • EBM: Ecosystem-Based Management แนวคิดคือ มองสิ่งแวดล้อม เป็น “องค์รวม” แยกส่วนไม่ได้ ส่งผลกระทบต่อการปรับระบบราชการในอนาคต
  • IUS: Industrial–Urban Symbiosis อุตสาหกรรม กับ เมืองจะต้องอยู่ร่วมกันแบบเกื้อกูล
  • EPR: Extended Producer Responsibility ผู้ผลิต ต้องรับผิดชอบตั้งแต่ผลิต สู่การใช้ และกลายเป็นขยะ ไม่ใช่โยนภาระให้รัฐหรือประชาชนอย่างเดียว และทำงานภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน Circular Economy

ไทยต้องเปลี่ยนเป็นประเทศที่อยู่บนฐานข้อมูลองค์ความรู้ ถึงจะสามารถแก้วิกฤตสิ่งแวดล้อมของประเทศได้

สร้างสมดุล “Grey Infrastructure (สิ่งก่อสร้างสีเทา) vs. Green Solutions (ธรรมชาติสีเขียว)”

อีกเรื่องที่เป็นหัวข้อสำคัญด้านวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่ถูกพูดถึงในเวที คือ ทางออกกับปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง “ประเทศไทยควรแก้ปัญหาด้วยแนวทางแบบใด : Grey Infrastructure (สิ่งก่อสร้างสีเทา) vs. Green Solutions (ธรรมชาติสีเขียว)”

ซึ่งแต่ละพรรคการเมืองมีรายละเอียดข้อเสนอที่แตกต่างกัน โดยมีพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย เห็นตรงกันว่า ควรใช้ Hybrid Solution ขณะที่พรรคประชาชนและพรรคไทยสร้างไทย เสนอแนวทาง Nature-Based Solution ที่ต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วม

ขณะปัญหาที่ดินและโฉนดตกน้ำ เป็นประเด็นที่ภาคประชาชนสะท้อนอย่างหนัก คือ เมื่อที่ดินถูกกัดเซาะจนจมน้ำ (โฉนดตกน้ำ) ประชาชนเสียสิทธิ แต่เมื่อที่ดินงอกกลับมากลับกลายเป็นของรัฐหรือเกิดข้อพิพาท ทุกพรรคเห็นตรงกันว่าควรมีการ ทำแผนที่แนวขอบชายฝั่งใหม่ ให้ชัดเจนและมีมาตรการเยียวยาหรือพิสูจน์สิทธิ์ที่เป็นธรรม

พรรคเพื่อไทย : ปลอดประสพ สุรัสวดี เสนอหลักการ “Planetary Limit” ใช้ Hybrid Solution ผสมผสานทั้งโครงสร้างแข็ง-อ่อน และธรรมชาติ เน้นการรักษาดุลยภาพระหว่างมนุษย์กับทรัพยากร จำเป็นต้องให้ท้องถิ่นทำหน้าที่บำรุงรักษา ติดตามประเมินผล และย้ำถึงการทำ “แผนที่การใช้ประโยชน์ชายฝั่งทะเลใหม่” และแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวของกับชายฝั่งทะเลให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และการใช้ระบบ Polluter Pay System ให้ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้รับผิดชอบค่าเสียหาย

พรรคภูมิใจไทย : วราวุธ ศิลปอาชา สนับสนุน Hybrid Solution เช่นกัน เน้นความสมดุลระหว่าง การพัฒนาเศรษฐกิจ และการอนุรักษ์ พร้อมทั้งเสนอให้ปรับปรุงการจัดเก็บภาษีที่ดินเพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการอนุรักษ์ป่าชายเลน

พรรคประชาชน : เดชรัต สุขกําเนิด มองว่าการบริหารจัดการชายฝั่งมีความซับซ้อนทั้งใน มิติเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และชุมชน จำเป็นต้องคุยกันทั้งเรื่องการวางผังเมือง การประเมินผลกระทบ และระยะถอยร่น เสนอให้ทำโครงสร้างแข็งน้อยที่สุด ยกตัวอย่าง การสร้างเกาะเทียม กระตุ้นการสะสมของตะกอนโดยกระบวนการธรรมชาติ ตามแบบเนเธอร์แลนด์ ที่ต้องปรับเปลี่ยนไปตามภัยแบบใหม่ แต่ หากต้องดำเนินการต้องคำนวณเรื่องสมดุลตะกอนให้ชัดเจน และต้องทำ EIA อย่างเข้มงวด นอกจากนี้ พรรคประชาชนยังมีนโยบายที่เกี่ยวเนื่องกัน คือ “กองทุนพิสูจน์สิทธิ์ในที่ดิน” 10,000 ล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาโฉนดตกน้ำ และการกัดเซาะอย่างเป็นธรรม

พรรคประชาธิปัตย์ : สาทิตย์ วงศ์หนองเตย เน้นการ “เปิดประตูทำเนียบ” ให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมแก้ปัญหาแบบ Case-by-case โดยใช้ข้อเท็จจริง

พรรคไทยสร้างไทย: ปริเยศ อังกูรกิตติ เสนอผลักดัน Green Solution เต็มรูปแบบ และคัดค้านโครงการ Grey Infrastructure ที่ไม่มีประสิทธิภาพ และเป็นบ่อเกิดของคอร์รัปชันโครงสร้างสีเทา ที่ไม่ผ่าน EIA กลายเป็นปัญหาคอร์รัปชัน ที่ทำให้โครงการเสียหายไปกว่า 100 โครงการ มูลค่าความเสียหายมากกว่า 8,000 ล้านบาท โดยที่ไม่ได้สร้างประโยชน์ในเรื่องกัดเซาะชายฝั่งเลย

ฉันทามติ เดินหน้าผลักดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาด

ปริเยศ จากพรรคไทยสร้างไทย ยังได้ตั้งคำถามไปถึง พรรคเพื่อไทยและชาติไทยพัฒนาในขณะนั้นถึงประเด็นการแก้ปัญหามลพิษทางอากาศ และไม่สามารถผลักดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาดได้สำเร็จ จึงต้องจับตาดูต่อว่าภายใน 60 วัน หลังการเลือกตั้ง จะทำให้ พ.ร.บ.อากาศสะอาด ตกไปอีกหรือไม่

ขณะที่ ปลอดประสพ จาก พรรคเพื่อไทย ตอบสั้น ๆ ว่า “ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด มีมากกว่า 300 มาตรา เกี่ยวข้องกับ 50-60 หน่วยงาน วุฒิสภา จึงดองไว้ เพราะในทางปฏิบัติไม่สามารถทำได้จริง หลังจากนี้มี 2 ทางเลือกให้กับรัฐบาลใหม่ หากดันเรื่องนี้ต่อไปในทางปฏิบัติจะทำได้ไม่ได้ หรือ หากผลักดันต่อได้แต่ต้องไม่เกิน 150 มาตราเท่านั้น”

แต่ท้ายที่สุด สำหรับความเห็นเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ทุกพรรคยืนยันจะผลักดันกฎหมายนี้เพื่อแก้ปัญหา PM 2.5 อย่างจริงจัง โดยครอบคลุมถึงปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดน

สัญญาประชาคมเรื่อง “การมีส่วนร่วม”

โดยสรุป เวทีนี้เป็นการตกลงร่วมกันว่า นโยบายสิ่งแวดล้อมในอนาคตต้องไม่ใช้ “รัฐ” เป็นตัวตั้งเพียงฝ่ายเดียว แต่อยู่บนพื้นฐานของความรู้ (Knowledge Society) และการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยทุกโครงการสิ่งแวดล้อมของรัฐต้องให้ประชาชนในพื้นที่ร่วมประเมินผลและมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่การทำประชาพิจารณ์ตามรูปแบบ เพื่อให้เกิดความยั่งยืนสำหรับคนทุกรุ่น

ด้าน วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) ซึ่งร่วมฟังเวทีดีเบตครั้งนี้ด้วยได้ย้ำว่า ไทยต่างจากนานาประเทศ ที่มีความกล้าหาญมากกว่าในการจัดการกับปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยยกตัวอย่าง สิงคโปร์ ที่สามารถจัดการปัญหาฝุ่นควันได้อย่างมีนัยสำคัญ หลังจากรัฐบาลสามารถจัดการกับผู้ก่อมลพิษและสามารถรณรงค์ให้ประชาชนไม่ใช้สินค้าจากการเผาได้ สวนทางกับไทย ที่ยังไม่เห็นบทบาทเหล่านั้นในการแก้ปัญหาวิกฤตสิ่งแวดล้อม

พร้อมทิ้งท้ายด้วยความคาดหวังว่าพรรคการเมืองจะมีความกล้าอย่างนี้บ้าง ในการจัดการปัญหาอย่างตรงไปตรงมา

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก Thai PBS

เลือกตั้งล่วงหน้า 1 ก.พ. นี้ ไปช่วยกันจับตาที่คูหาเลือกตั้ง We Check เผยอาสาสมัครยังไม่เพียงพอ เปิดรับสมัครด่วน!

42 นาทีที่แล้ว

พลังคนไทยในเกาหลีใต้ ใช้สิทธิเลือกตั้ง สส. - ออกเสียงประชามติ

4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ทั่วไป อื่น ๆ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...