โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

วิจัยชี้ 'ยุโรป-อังกฤษ' เจ็บหนัก หากเกิด 'สงครามการค้า' เต็มรูปแบบ

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ผลงานวิจัยล่าสุดจากมหาวิทยาลัยแอสตัน ระบุว่า สหภาพยุโรป (EU) และสหราชอาณาจักร มีโอกาสเผชิญกับความเสียหายทางเศรษฐกิจที่รุนแรงกว่าสหรัฐ หากเกิดสงครามการค้าในลักษณะขึ้นภาษีใส่กันทั้งสองฝ่าย (Retaliation) หลังจากที่โดนัลด์ ทรัมป์ เคยขู่ที่จะบังคับใช้มาตรการภาษีนำเข้าในอัตราสูงถึง 25% ต่อ 8 ประเทศในยุโรป เพื่อกดดันให้เดนมาร์กขายเกาะกรีนแลนด์

แบบจำลองทางเศรษฐกิจชี้ให้เห็นว่า การดำเนินมาตรการตอบโต้ทางการค้า จะทำให้ทุกประเทศในยุโรปตกอยู่ในสถานะที่ย่ำแย่กว่าการยอมรับและดูดซับผลกระทบจากภาษีนั้นไว้เอง

ข้อมูลจากการจำลองสถานการณ์พบว่าหากเกิดการตอบโต้ด้วยกำแพงภาษี 25% อย่างเต็มรูปแบบ ผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศต่อหัว (Real GDP per capita) ของสหราชอาณาจักรและอียู จะลดลงถึง 0.63% และ 0.61% ตามลำดับ ซึ่งในกรณีของสหราชอาณาจักรนั้น ความเสียหายจะพุ่งสูงเป็น 2 เท่าเมื่อเทียบกับการไม่โต้ตอบ แม้ว่าการส่งออกไปยังสหรัฐ จะได้รับผลกระทบอย่างหนักก็ตาม

บทวิเคราะห์ของไฟแนนเชียลไทม์ส รายงานว่า ภาคธุรกิจของอียู ได้เตรียมแผนรับมือด้วยภาษีตอบโต้สินค้านำเข้าจากสหรัฐ มูลค่ารวม 9.3 หมื่นล้านยูโร ครอบคลุมตั้งแต่เครื่องบินโบอิ้ง รถยนต์ ไปจนถึงสุราเบอร์เบิน อย่างไรก็ตาม ศาสตราจารย์ จุน ตู ผู้นำการวิจัยระบุว่า การร่วมมือกันตอบโต้ระหว่างอังกฤษและอียูจะส่งผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุดสำหรับอังกฤษ และทางเลือกที่ดีที่สุดคือการไม่ใช้มาตรการตอบโต้

นอกจากนี้ งานวิจัยยังเสนอแนะว่า หากยุโรปต้องการสร้างอำนาจต่อรองที่น่าเชื่อถือและส่งผลกระทบต่อสหรัฐได้จริง จำเป็นต้องขยายขอบเขตการตอบโต้ไปไกลกว่าสินค้าโภคภัณฑ์ โดยมุ่งเป้าไปที่ภาคบริการเทคโนโลยีและสถาบันการเงินผ่านการใช้มาตรการด้านกฎระเบียบ (Regulatory actions) เพื่อจำกัดผู้เล่นรายใหม่ในตลาด แทนการขู่แบนยักษ์ใหญ่ที่มีอยู่เดิมอย่าง Google หรือ Microsoft

ทั้งนี้ วิลเลียม เบน หัวหน้านโยบายการค้าของสภาหอการค้าอังกฤษ (BCC) มองว่าสถานการณ์นี้คือ "เกมที่มีแต่เสีย" (Negative sum game) และเน้นย้ำความจำเป็นในการกระจายความสัมพันธ์ทางการค้าไปยังตลาดใหม่อื่นๆ รวมถึงการเพิ่มอำนาจด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจเพื่อให้มีความแข็งแกร่งในการเจรจาข้อพิพาททางการค้าในอนาคต

อ้างอิง: Financial Times

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...