ชี้ปมหนุ่ม 18 จับตัวประกันยิง “ผอ.รร.” สะท้อนภาวะเรื้อรัง-ขาดยา ย้ำ “ครอบครัว” คือ ด่านหน้าสำคัญ
เมื่อวันที่ 14 ก.พ. พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. เปิดเผยถึงกรณีเหตุความสูญเสียบุคลากรทางการศึกษา ณ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ว่า เหตุการณ์นี้นับเป็นกรณีศึกษาสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงภัยคุกคามจากปัญหายาเสพติดที่มีความซับซ้อน โดยเฉพาะในกลุ่ม “ผู้ป่วยจิตเวชที่มีประวัติการใช้สารเสพติดร่วม” (Dual Diagnosis) ซึ่งส่งผลกระทบรุนแรงต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ถือเป็นปัญหาสังคมที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วนและเป็นระบบ ตนขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของ ผอ.ศศิพัชร สินสโมสร และผู้ได้รับผลกระทบทุกท่าน
พ.ต.ต.สุริยา เผยข้อมูลจากการตรวจสอบระบบข้อมูลการบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดของประเทศ (บสต.) และการสอบทานข้อมูลร่วมกับ รพ.ธัญญารักษ์สงขลา, รพ.จิตเวชสงขลาราชนครินทร์ และ รพ.หาดใหญ่ พบข้อมูลสำคัญที่สังคมต้องตระหนัก ดังนี้ ผู้ก่อเหตุเริ่มเข้ารับการรักษาอาการทางจิตเวชตั้งแต่อายุ 13 ปี และมีประวัติการใช้ยาเสพติดร่วมกันหลายชนิด (Poly-drug use) ได้แก่ ยาบ้า ไอซ์ กัญชา และพืชกระท่อม ซึ่งส่งผลกระทบทำลายสมองและพฤติกรรมในระยะยาว โดยมีประวัติก้าวร้าวและทำร้ายตนเองมาอย่างต่อเนื่อง และแม้ผ่านการบำบัดมาแล้วหลายครั้ง โดยช่วงเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม 2568 ได้เข้ารับการรักษาต่อเนื่อง จนกระทั่งเดือนสิงหาคม 2568 ถึงปัจจุบัน ถูกส่งตัวไปรักษาต่อที่ รพ.จิตเวชสงขลาราชนครินทร์
เนื่องจากพบภาวะซึมเศร้า พฤติกรรมแปรปรวน และมีความเสี่ยงสูง โดยหลังเกิดเหตุพนักงานสอบสวนตรวจไม่พบสารเสพติดในร่างกายผู้ต้องหา ซึ่งผู้ต้องหาได้ให้การว่าเสพยาบ้าครั้งสุดท้ายเมื่อปลายปี 2568 ทั้งนี้ เหตุการณ์นี้สะท้อนชัดเจนว่า การที่ผู้ป่วยจิตเวชที่มีประวัติใช้สารเสพติดขาดความต่อเนื่องในการรับประทานยารักษาอาการจิตเวชจะทำให้อาการทางจิตกำเริบรุนแรง จนไม่สามารถควบคุมตนเองได้ นำไปสู่ความสูญเสียที่ไม่ควรเกิดขึ้น
พ.ต.ต.สุริยา เผยอีกว่า ครอบครัว คือ ปราการด่านแรกที่สำคัญที่สุด เป็นหัวใจสำคัญที่สุดในการป้องกันเหตุ โดยต้องหมั่นสังเกตสัญญาณเตือนที่มักจะเกิดขึ้นก่อนการก่อเหตุเสมอ ได้แก่ ไม่หลับไม่นอน หรือเดินไปเดินมาผิดปกติ หงุดหงิดง่าย ก้าวร้าว พูดคนเดียว หรือหวาดระแวง ปฏิเสธการกินยารักษาอาการจิตเวช หรือกลับไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด/สิ่งมึนเมา หากพบสัญญาณข้างต้น ห้ามรอดูอาการและห้ามปะทะโดยตรง ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุข หรือนำส่งโรงพยาบาลทันที เพื่อปรับยาหรือนำเข้าสู่ระบบการรักษาแบบผู้ป่วยใน ก่อนที่จะเกิดอาการคลุ้มคลั่ง อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนราคาแพงที่ย้ำว่า การบำบัดรักษาไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่การติดตามดูแลหลังการรักษา (Aftercare) โดยครอบครัวและชุมชนคือหัวใจสำคัญ
พ.ต.ต.สุริยา เผยต่อว่า สำนักงาน ป.ป.ส. จะเร่งดำเนินการเชื่อมโยงข้อมูลผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงสูง (SMI-V) ระหว่างหน่วยงานสาธารณสุข ตำรวจ และฝ่ายปกครอง ให้เป็นระบบ Real-time เพื่อให้เจ้าหน้าที่หน้างานสามารถประเมินความเสี่ยงได้ทันท่วงทีเมื่อได้รับแจ้งเหตุ และขอให้พี่น้องประชาชนช่วยเป็นหูเป็นตา หากพบผู้ป่วยจิตเวชที่มีพฤติกรรมเสี่ยงในชุมชน สามารถแจ้งสายด่วน ป.ป.ส. 1386 ที่พึ่งทุกปัญหายาเสพติด ได้ตลอด 24 ชั่วโมง.