ผ่าบิ๊กดีลประวัติศาสตร์ เมื่อ “อไรซ์” เดิมพัน “แสนล้าน” รับซื้อหุ้น TRUE ยกพอร์ตจาก “เทเลนอร์”
การตัดสินใจขายหุ้น บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE สัดส่วน 24.95% ของกลุ่มเทเลนอร์ (Telenor) ให้กับ บริษัท อไรซ์ ดิจิทัล เทคโนโลยี จำกัด (Arise) ในราคาหุ้นละ 11.70 บาท คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 120,000 ล้านบาท ไม่ได้เป็นเพียงดีลซื้อขายหุ้นขนาดใหญ่ระดับประวัติศาสตร์ของตลาดทุนไทยเท่านั้น หากยังเป็น “จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง” ของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมและเศรษฐกิจดิจิทัลไทยในระยะยาว
ดีลดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางคำถามจากนักลงทุนจำนวนมาก ทั้งในมิติของแรงจูงใจในการขายของผู้ถือหุ้นต่างชาติ ผลกระทบต่อพื้นฐานธุรกิจของ TRUE ความเหมาะสมของราคาซื้อขาย ตลอดจนทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ของทรูหลังจากโครงสร้างผู้ถือหุ้นเปลี่ยนมืออย่างเป็นทางการ
“กรุงเทพธุรกิจ” ชวนถอดรหัสดีลครั้งนี้ในหลากหลายมิติ ทำไม Telenor จึงขาย และเหตุใด Arise จึงกล้าเข้าซื้อ
การถอนการลงทุนของเทเลนอร์ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมายในสายตานักลงทุนสถาบัน เนื่องจากบริษัทมีแผนยุทธศาสตร์ชัดเจนมาตั้งแต่ช่วงปี 2021–2022 ที่ต้องการปรับพอร์ต ลดสัดส่วนการลงทุนในตลาดเอเชีย และหันกลับไปโฟกัสตลาดหลักในกลุ่มประเทศนอร์ดิก ซึ่งมีระดับมาร์จิ้นและผลตอบแทนจากเงินลงทุน (ROCE) สูงกว่า และมีความเสถียรเชิงกฎระเบียบมากกว่า
การขายหุ้น TRUE ครั้งนี้จึงเป็นการ “ล็อกกำไร” หลังจากมูลค่าเงินลงทุนในไทยเติบโตขึ้นมากกว่า 3 เท่า จากผลของการควบรวมกิจการระหว่างทรูและดีแทค ซึ่งช่วยยกระดับโครงสร้างการแข่งขัน ลดแรงกดดันด้านราคา และสร้างเสถียรภาพทางการเงินในระยะยาว
ขณะที่ฝั่งผู้ซื้ออย่าง Arise ซึ่งเป็นบริษัทลงทุนที่ “ศุภชัย เจียรวนนท์” จัดตั้งขึ้นเพื่อรองรับการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ มองเห็นโอกาสระยะยาวของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศไทย การเข้าถือหุ้น TRUE ไม่ใช่เพียงการลงทุนในธุรกิจโทรคมนาคมแบบดั้งเดิม
แต่เป็นการปักหมุดเข้าสู่ Sunrise Sector ตั้งแต่ AI, Cloud, Data Center, Digital Platform ไปจนถึง Fintech ซึ่งล้วนต้องพึ่งพาโครงข่ายสื่อสารและข้อมูลเป็นหัวใจหลักของระบบเศรษฐกิจยุคใหม่
ในเชิงยุทธศาสตร์ ดีลนี้จึงสะท้อนการมองทรูในฐานะ “Digital Infrastructure Platform” มากกว่าการเป็นโอเปอเรเตอร์มือถือเพียงอย่างเดียว
พื้นฐาน TRUE เปลี่ยนไปหรือไม่ หลังผู้ถือหุ้นเปลี่ยนมือ
นักวิเคราะห์จำนวนมากประเมินตรงกันว่า พื้นฐานธุรกิจของ TRUE ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมในเชิงโครงสร้าง ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบรายได้หลักที่ยังคงมีเสถียรภาพจากโมเดล Subscription ทั้งมือถือ บรอดแบนด์ และบริการดิจิทัล ขณะเดียวกันบริษัทกำลังเร่งทรานส์ฟอร์มจาก Telco ไปสู่การเป็น Platform + AI + Digital Infrastructure ซึ่งเป็น Upside ใหม่ในระยะกลางถึงระยะยาว
ด้าน“วินัยทางการเงิน” TRUE ยังคงยึดกรอบบริหารต้นทุน การลดหนี้ และนโยบายการจ่ายเงินปันผลตามแผนเดิม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุนสถาบัน
ขณะที่โครงสร้างตลาดโทรคมนาคมไทยซึ่งเหลือผู้เล่นหลักเพียงสองราย คือ TRUE และ ADVANC ทำให้การแข่งขันด้านราคาลดความรุนแรงลง เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถบริหารต้นทุนได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มจากบริการดิจิทัลแทนการเผาเงินเพื่อแย่งส่วนแบ่งตลาด
ไขข้อสงสัยเรื่อง “ราคา 11.70 บาท” และความเชื่อมั่นของตลาด
หนึ่งในประเด็นที่นักลงทุนตั้งคำถามมากที่สุด คือเหตุใดราคาซื้อขายจึงอยู่ที่ 11.70 บาทต่อหุ้น ซึ่งต่ำกว่าราคาตลาดในวันประกาศดีลที่ประมาณ 12.40 บาท
หากพิจารณาเชิงกระบวนการ ดีลขนาดระดับแสนล้านบาทย่อมต้องใช้เวลาการเจรจาและจัดโครงสร้างธุรกรรมล่วงหน้าหลายเดือน เมื่อย้อนกลับไปดูราคาหุ้น TRUE ในช่วงก่อนหน้า พบว่าราคาซื้อขายในตลาดเคยอยู่ต่ำกว่าระดับ 11 บาทมาแล้ว จึงไม่สามารถสรุปได้ว่าราคาดังกล่าวสะท้อนการด้อยค่าของธุรกิจโดยตรง
อีกประเด็นคือความกังวลเกี่ยวกับ Synergy ระยะสั้น หลังการถอนตัวของเทเลนอร์ซึ่งเป็นพันธมิตรเชิงเทคโนโลยีระดับโลก อย่างไรก็ตาม“ซิกเว่ เบรกเก้” ยังคงดำรงตำแหน่งประธานคณะผู้บริหาร (Group CEO) ของ TRUE ต่อไป และมีบทบาทควบตำแหน่งใน Arise เพื่อกำกับยุทธศาสตร์ดิจิทัลให้เกิดความต่อเนื่อง ลดความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนผ่านเชิงนโยบายและเทคโนโลยี
ก้าวต่อไปของ TRUE ในยุคการรวมศูนย์ทุน
ดีลนี้สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากยุคที่ผู้เล่นต่างชาติเป็นกำลังหลักในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทย สู่ยุคการรวมศูนย์ทุนและยุทธศาสตร์ดิจิทัลภายใต้กลุ่มทุนไทยรายใหญ่ พร้อมกันนี้ยังถือเป็นการปิดตำนาน“dtac” อย่างเป็นทางการภายในวันที่ 1 มีนาคม 2569 ซึ่งครบกำหนด 3 ปีของการควบรวมกิจการตามเงื่อนไข กสทช. และมีความเป็นไปได้สูงว่าแบรนด์ดีแทคจะหายไปจากตลาดโดยสมบูรณ์
เป้าหมายการเติบโตของ TRUE นับจากนี้จะไม่ได้วัดจากการขยายจำนวนผู้ใช้เพียงอย่างเดียว แต่จะเน้นประสิทธิภาพการดำเนินงาน การใช้ AI และเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อเพิ่ม Productivity ลดต้นทุน และสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนให้ผู้ถือหุ้น ภายใต้กรอบคิด“Efficiency + Discipline + Dividend”
ประเด็นที่ต้องจับตาคือการเคลื่อนไหวของราคาหุ้น TRUE ในระยะสั้น ซึ่งอาจเป็นเพียงปฏิกิริยาตลาดต่อการเปลี่ยนโครงสร้างผู้ถือหุ้น มากกว่าจะสะท้อนมูลค่าพื้นฐานที่แท้จริง ในระยะยาว ความท้าทายอยู่ที่ความสามารถของ TRUE ในการต่อยอดบทบาทสู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศอย่างแท้จริง
การที่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่เปลี่ยนมาเป็นกลุ่มทุนที่เข้าใจระบบนิเวศธุรกิจไทยอย่างลึกซึ้ง และกล้าทุ่มเงินลงทุนส่วนตัวระดับแสนล้านบาท ถือเป็น“สัญญาณความเชื่อมั่น” ต่อศักยภาพของ TRUE และเศรษฐกิจดิจิทัลไทยในระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญ