"ชูวิทย์" เย้ย "พรรคส้ม" ! ดึง "พิธา" ปั่นกระแส "โค้งสุดท้าย" เหมือนคบเด็กเอาไว้สร้างบ้าน
">
วันที่ 25 ม.ค.2569 นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมืองคนดัง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุกส่วนตัว ระบุถึงการที่พรรคประชาชน ดึงนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล มาช่วนหาเสียงในช่วงโค้งสุดท้าย ว่า
" ปั่นกระแสโค้งสุดท้าย
เข้าสู่โค้งสุดท้ายอีกแค่ 2 อาทิตย์ จะถึงวันเลือกตั้ง
ทุกพรรคพยายาม “ปั่นกระแส” แต่ดูแล้วมีแค่ 3 พรรค ที่ปั่นขึ้น
พรรคน้ำเงิน แดง และส้ม
แน่นอนสำหรับพรรคส้มที่ใช้กระแสเป็นหลัก ไม่มีคะแนนจัดตั้ง ไม่มีเครือข่ายแกนนำแกนรอง
จึงใช้ฐานที่กรุงเทพฯ เมืองหลวงกระเพื่อมกระแสออกไปสู่ปริมณฑล และหัวเมืองต่างจังหวัด
หลังจากประสบความล้มเหลวในการปั่นกระแส “The Professional” ที่หายไปอย่างเงียบๆ
พรรคส้มต้องใช้บริการคนหน้าเดิมแค่ไม่กี่คนในพรรค
ไม่สมราคาพรรคใหญ่ที่พุ่งเป้าจะรื้อโครงสร้างประเทศ
ให้โรมไปดีเบตสลับกับวิโรจน์ และช่วยขึ้นเวทีปราศรัย
เท้งก็ไม่ได้ช่วยมาก เหมือนเด็กเพิ่งหัดปราศรัย
ส่วนธนาธรก็วิ่งพล่านขึ้นลงเวที ไปออกรายการจนหน้าเซียว พูดเหมือนท่องจำจากที่อาจารย์บรีฟมาแบบเดิมๆ
มีไอซ์เดินสายหาเสียงโชว์สื่อเลี้ยงกระแสไปวันๆ
แล้วรอ ”พิธา“ มาเป็นตัวช่วย หลังหลบไปนอกให้จางกระแส “ทหารมีไว้ทำไม?“
เมื่อหมดทางก็หวังปั่นกระแส “ดารา” ที่ได้ผล คราวที่แล้ว ให้มาเอาโค้งสุดท้ายเรียกเสียงฮือฮา
แต่พิธาบอบช้ำจากกระแส “รักชาติ” ที่ยังไม่จางหายจากใจคนไทยหัวใจรักชาติ
หากให้เลือกพิธากับทหาร ร้อยทั้งร้อยเลือกมอบพวงมาลัยให้ทหารที่ไปสู้รบที่ชายแดนมากกว่า
พิธาไม่ทำให้กระแสกระเตื้องขึ้นเพราะ ”หมดแสง“ และไม่ใช่ ”นายกฯ ตัวจริง“ ไม่ได้มีเนื้อหาสาระ ยกเว้นเดินโชว์ตัว
The Professional ก็แป๊กเอาดื้อๆ ไม่สามารถช่วยดึงกระแสได้สักนิด
กระแสครั้งนี้คนละกลิ่นกับเลือกตั้ง ปี 2566 อย่างลิบลับ
ที่ประชาชนคนทั่วไปสงสัยคือ พรรคที่จะทำงานให้บ้านเมืองถึงขนาดจะรื้อระบบโครงสร้างทั้งหมดเพื่อทำการเมืองใหม่
ทำไมถึงมีกันอยู่แค่นี้?
พรรคใหญ่อื่นๆ ที่เป็นการเมืองเก่ายังมีฐานข้าราชการ อดีตข้าราชการ ที่มือไม้คุ้นเคยร่วมเป็นองคาพยพที่ใหญ่กว่ามาก
การเมืองเก่าไม่ได้เลวร้าย 100% ไปเสียหมด คนดีก็มี คนเลวก็มี
ข้อเสียมีแน่ แต่จะเลวทั้งหมดยังพูดไม่ได้ บ้านเมืองยังไม่ได้ฉิบหายถึงขนาดที่ธนาธรพูดปั่นทุกเช้าเย็น
เพราะแม้แต่พรรคส้มมีกันแค่ 500 คน ก็ยังมีคนเลวผสมอยู่เสียแล้ว
และที่สำคัญอย่าลืมว่า “พรรคอื่นไม่ได้จะมารื้อโครงสร้างประเทศ” อย่างที่พรรคส้มป่าวประกาศ
สร้างใหม่กับเรโนเวท แตกต่างกันมากจึงเทียบกันไม่ได้
หากพรรคส้มได้เป็นรัฐบาลพรรคเดียวคงดูไม่จืด
ไอซ์ คงไปคุมเบื้องหลังกระทรวงแรงงาน เพราะเชี่ยวชาญประกันสังคม พูดทั้งตอนตื่นและตอนหลับ
แต่ด้วยวัยยังเป็นรัฐมนตรีไม่ได้ เพราะอายุแค่ 30 ปี ยังไม่ถึงเกณฑ์
โรม คงได้ไปคุมตำรวจอยู่เบื้องหลังเช่นกัน เพราะรู้เรื่อง “ตั๋วช้าง” และพอรู้เรื่องเทาๆ
ที่จะได้ประโยชน์เต็มๆ คือ ”โจ๊กและอัจฉริยะ“ ที่จะได้ถูมือเป็นที่ปรึกษา ถือว่าไม่เสียแรงเปล่า
วิโรจน์ แน่นอนสุด เพราะรู้เรื่องอาวุธ งบประมาณกองทัพ ต้องไปคุม “กระทรวงกลาโหม” ให้ทหารปลื้มอกปลื้มใจอย่างที่เจ้าตัวว่าไว้
หัวหน้าพรรคเท้ง เป็นนายกรัฐมนตรี และเงี่ยหูหารือ “นายกฯ ตัวจริงเสียงจริง“ คือ ธนาธร
ส่วนเรื่องแก้รัฐธรรมนูญยกให้อาจารย์ และบรรดานักวิชาการอย่าง พิชาย ศิโรจน์ เป็นทีมที่ปรึกษา
ลองคิดดูว่า ”พรรคส้ม“ จะจัดการรื้อโครงสร้างทั้งระบบสำเร็จได้ไหม กับคนเพียงกระหยิบมือเท่านี้?
การ ”ปั่นกระแสช่วงสุดท้าย“ จึงเหมือน “คบเด็กไว้สร้างบ้าน“ โดยแท้