AI ดันดีลควบรวมกิจการบูมปี 2568-2569
ข้อตกลงเข้าซื้อและควบรวมกิจการ (M&A) ทั่วโลกส่งสัญญาณบูมต่อเนื่องตั้งแต่ปีที่แล้วจนถึงปีนี้ เนื่องจากบริษัทเริ่มประเมินสินทรัพย์ในมือ ท่ามกลางความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนด้านการค้า ประกอบกับความต้องการปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เพิ่มขึ้น มีส่วนหนุนธุรกรรม M&A ขนาดใหญ่ทั่วโลก
ข้อมูลจากบริษัทวิเคราะห์ข้อมูล “พิชบุ๊ก” (Pitchbook) ระบุว่า การดำเนินการข้อตกลง M&A เริ่มต้นค่อนข้างช้าในช่วงต้นปีที่แล้ว เนื่องจากมาตรการภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ส่งผลให้ข้อตกลง M&A และการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เผชิญภาวะหยุดชะงักชั่วคราว แต่ตลอดทั้งปีที่แล้ว มูลค่าธุรกรรม M&A ก็ทำสถิติสูงสุดที่ 4.9 ล้านล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 40
มูลค่าธุรกรรม M&A ดังกล่าวสูงกว่า 4.86 ล้านล้านดอลลาร์ ที่เคยทำสถิติไว้เมื่อปี 2564 ทั้งในแง่จำนวนและมูลค่าข้อตกลง เหตุผลที่ธุรกรรมเร่งตัวขึ้นได้แรงหนุนจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางต่าง ๆ รวมถึงมูลค่าธุรกิจที่สูงขึ้น และการใช้จ่ายด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เพิ่มขึ้น
ตลาดคาดการณ์ว่าธุรกรรม M&A ยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจากนักลงทุนต้องการธุรกรรมขนาดใหญ่ท่ามกลางต้นทุนการกู้ยืมที่ลดลง
ผลสำรวจของ “เบน แอนด์ คอมพานี” ที่สอบถามผู้บริหารที่ดูแลด้าน M&A 300 คน พบว่า ราวร้อยละ 80 ของผู้บริหารเหล่านี้คาดว่าธุรกรรรม M&A มีแนวโน้มทรงตัวหรือเพิ่มขึ้นในปีนี้ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจมหภาคดีขึ้น ประกอบกับสินทรัพย์ของธุรกิจลงทุนในหุ้นนอกตลาด หรือไพรเวต อีควิตี้ (Private Equity) และธุรกิจร่วมลงทุน (venture capital-VC) พร้อมสำหรับการลงทุน
“โกลด์แมน แซคส์” สำรวจความเห็นของบริษัทและลูกค้าสถาบันการเงิน 600 ราย พบว่า ร้อยละ 57 มองว่าขนาดและการเติบโตเชิงกลยุทธ์จะเป็นตัวขับเคลื่อนการตัดสินใจเรื่องธุรกรรม M&A ในปีนี้
แม้ว่าความต้องการทำธุรกรรมควบรวมกิจการจะยังแข็งแกร่ง แต่เงินทุนที่สามารถตัดสินใจได้กลับเผชิญภาวะตึงตัวเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้ผู้บริหารต้องเดินหน้าธุรกรรมที่น่าจะได้รับผลตอบแทนอย่างชัดเจนเท่านั้น
ข่าวที่เกี่ยวข้อง