โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

PIMO เคาะวงเงิน 30 ลบ. ซื้อหุ้นคืน 27 ล้านหุ้น ดีเดย์ 2 มี.ค.นี้

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 26 ก.พ. เวลา 14.02 น. • เผยแพร่ 26 ก.พ. เวลา 14.02 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

บริษัท ไพโอเนียร์ มอเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ PIMO แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 ได้มีมติอนุมัติโครงการซื้อหุ้นคืน (Treasury Stock) เพื่อบริหารทางการเงิน โดยอนุมัติวงเงินสูงสุดที่จะใช้ในการซื้อหุ้นคืนไม่เกิน 30,000,000 บาท จำนวนหุ้นที่จะซื้อคืนมีจำนวนไม่เกิน 27,000,000 หุ้น (มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.25 บาท) คิดเป็นอัตราไม่เกินร้อยละ 3.56 ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทซึ่งมีจำนวน 757,635,269 หุ้น

สำหรับการซื้อหุ้นคืนในครั้งนี้ บริษัทจะดำเนินการด้วยวิธีจับคู่อัตโนมัติผ่านระบบซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เท่านั้น โดยกำหนดระยะเวลาที่จะซื้อหุ้นคืนเป็นเวลา 6 เดือน เริ่มตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม 2569 ถึงวันที่ 1 กันยายน 2569 หลักเกณฑ์ในการกำหนดราคาหุ้นที่จะซื้อคืนนั้น จะต้องไม่เกินกว่าร้อยละ 115 ของราคาปิดเฉลี่ย 5 วันทำการซื้อขายก่อนหน้าวันที่ทำการซื้อหุ้นคืน ทั้งนี้ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณา ราคาตลาดของหุ้นเฉลี่ยย้อนหลัง 30 วันทำการ (ตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม ถึงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569) มีมูลค่าเท่ากับ 1.04 บาทต่อหุ้น

เมื่อพิจารณาข้อมูล ณ วันที่ 20 มิถุนายน 2568 บริษัทมีหุ้นที่ซื้อคืนไว้แล้วทั้งหมดจำนวน 24,793,300 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 3.27 ของหุ้นที่จำหน่ายได้ทั้งหมด ดังนั้น หากนับรวมจำนวนหุ้นที่จะซื้อคืนตามโครงการใหม่นี้ บริษัทจะมีหุ้นซื้อคืนสะสมรวมทั้งสิ้น 51,793,300 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 6.84 ของหุ้นที่จำหน่ายได้ทั้งหมด สำหรับกำหนดระยะเวลาจำหน่ายและตัดหุ้นที่ซื้อคืน บริษัทจะดำเนินการเสนอขายด้วยวิธีจับคู่อัตโนมัติผ่านระบบซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์ ภายหลัง 3 เดือนนับแต่การซื้อหุ้นคืนเสร็จสิ้น แต่ต้องไม่เกิน 3 ปี โดยคณะกรรมการบริษัทจะพิจารณากำหนดระยะเวลาและแจ้งให้ทราบต่อไป

ด้านข้อมูลทางการเงินและสภาพคล่อง อ้างอิงจากงบการเงินฉบับตรวจสอบงวดล่าสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 บริษัทมีกำไรสะสมส่วนที่ยังไม่ได้จัดสรรสูงถึง 370.97 ล้านบาท และไม่มีภาระหนี้สินกับสถาบันการเงินที่ถึงกำหนดชำระภายใน 6 เดือน นอกจากนี้ บริษัทยังมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดจำนวน 132.53 ล้านบาท รวมกับสินทรัพย์ทางการเงินหมุนเวียนอื่น (เงินลงทุนในกองทุนเปิดตราสารหนี้) อีก 264.19 ล้านบาท รวมเป็นสภาพคล่องทั้งสิ้นประมาณ 396.72 ล้านบาท ซึ่งกระแสเงินสดส่วนเกินนี้เพียงพอต่อการซื้อหุ้นคืนตามโครงการอย่างแน่นอน

สำหรับการดำเนินการดังกล่าวมีเหตุผลสำคัญเพื่อบริหารสภาพคล่องส่วนเกินให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพิ่มอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) และอัตรากำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) รวมถึงเพื่อเป็นการแสดงความเชื่อมั่นในศักยภาพการสร้างรายได้และกำไรในอนาคต ตลอดจนฐานะการเงินที่แข็งแกร่งของบริษัท ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นคือผู้ถือหุ้นอาจได้รับอัตราผลตอบแทนและกำไรต่อหุ้นที่สูงขึ้น รวมถึงปริมาณหุ้นในตลาดที่ลดลงอาจช่วยลดความผันผวนและสร้างความเสถียรให้กับราคาหุ้น ในขณะที่บริษัทจะมีสินทรัพย์สภาพคล่องและมูลค่าตามบัญชีลดลงตามวงเงินที่ใช้เมื่อสิ้นสุดโครงการ

ส่วนข้อมูลการกระจายการถือหุ้น ณ วันที่ 12 มีนาคม 2568 บริษัทมีทุนจดทะเบียนที่เรียกชำระแล้ว 189,408,817.25 บาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญ 757,635,269 หุ้น โดยมีจำนวนผู้ถือหุ้นสามัญรายย่อย (Free float) คิดเป็นร้อยละ 46.82 ของทุนชำระแล้ว ขณะที่กลุ่มผู้ถือหุ้นที่เป็น Strategic Shareholder รวมจำนวน 12 ราย ถือหุ้นรวมกันร้อยละ 52.94 ของทุนชำระแล้ว (และมีสัดส่วนหุ้นที่ซื้อคืนในรายงานการกระจายหุ้นร้อยละ 0.23) สำหรับรายชื่อ Strategic Shareholder ประกอบด้วยบุคคลในตระกูลอิทธิโรจนกุลและผู้บริหาร นำโดยนายวสันต์ อิทธิโรจนกุล (รวมบุคคลที่เกี่ยวข้อง) ถือหุ้นรวมร้อยละ 24.70

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...