โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เปิดสูตรสร้างชื่อเสียงบริษัทให้แกร่ง ช่วยสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่ม 4.78%

Amarin TV

อัพเดต 25 นาทีที่แล้ว • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา
เปิดสูตรสร้างชื่อเสียงองค์กร เมื่อผลการศึกษาชี้ บริษัทที่ชื่อเสียงดี สร้าง ‘ผลตอบแทนส่วนเพิ่ม’ ถึง 4.78%

แม้จะเป็นที่รับรู้กันมานานว่า การมีชื่อเสียงที่ดีเป็นผลบวกต่อธุรกิจแน่ ๆ แต่ที่ผ่านมา ‘ชื่อเสียงองค์กร’ ถูกมองเป็นสินทรัพย์เชิงนามธรรม ยังไม่เคยมีการประเมินมูลค่าเป็นตัวเลขได้อย่างชัดเจนว่าชื่อเสียงมีมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์มูลค่าเท่าใด อย่างไรก็ตาม ล่าสุด มีการประเมินมูลค่าของ ‘ชื่อเสียงองค์กร’ ได้จริงแล้ว โดยเบอร์สัน (Burson) บริษัทด้านการสื่อสารภาพลักษณ์องค์กรจากสหรัฐอเมริกา

เบอร์สันใช้วิธีการ Reputation Capital ในการศึกษาบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ 66 บริษัท ในสหรัฐฯและทั่วโลก ระหว่างเดือนตุลาคม 2024 ถึงตุลาคม 2025 โดยประเมินปัจจัยด้านชื่อเสียง 8 ปัจจัย ได้แก่ citizenship (ความเป็นพลเมือง), creativity (ความคิดสร้างสรรค์), governance (ธรรมาภิบาล), innovation (นวัตกรรม), leadership (ภาวะผู้นำ), performance (ประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ), products (คุณภาพของผลิตภัณฑ์และบริการ) และ workplace (สถานที่ทำงาน)

จากการศึกษาดังกล่าว เบอร์สันสามารถประเมินมูลค่าทางการเงินของ ‘ชื่อเสียงองค์กร’ ได้สำเร็จ นับเป็นการเปลี่ยนความเข้าใจต่อ ‘ชื่อเสียง’ จากที่เป็นแนวคิดเชิงนามธรรมให้กลายเป็นสินทรัพย์ที่จับต้องได้ ซึ่งผลการศึกษาดังกล่าวถูกเผยแพร่เป็นรายงานชื่อ “The Global Reputation Economy: A New Asset Class for a New Era”

ชื่อเสียงที่แข็งแกร่งสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่มได้ 4.78%

การศึกษานี้มีข้อค้นพบที่สำคัญว่า บริษัทที่มีชื่อเสียงแข็งแกร่งสามารถสร้าง ‘ผลตอบแทนผู้ถือหุ้นส่วนเพิ่ม’ ได้ถึง 4.78% ต่อปี นำไปสู่ “เศรษฐกิจแห่งชื่อเสียง” (Reputation Economy) ที่ทั่วโลกมีมูลค่าประเมินกว่า 7.07 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 220 ล้านล้านบาท)

รายงานอธิบายเพิ่มเติมว่า “ผลตอบแทนจากชื่อเสียง” (reputation return) อาจเพิ่มมูลค่าให้ผู้ถือหุ้นได้ตั้งแต่ 2 ล้านดอลลาร์ จนถึง 202,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นมูลค่าส่วนเพิ่มเหนือกว่าที่คาดการณ์จากตัวชี้วัดทางการเงินทั่วไปเพียงอย่างเดียว

คอรีย์ ดูโบรวา (Corey duBrowa) ซีอีโอของเบอร์สัน กล่าวว่า การวิจัยของเบอร์สันแสดงให้เห็นว่า ชื่อเสียงคือระบบที่เชื่อมโยงถึงกัน เมื่อบริหารจัดการอย่างเป็นระบบแล้ว จะสามารถสร้างผลตอบแทนที่วัดมูลค่าได้นับพันล้าน สร้างภูมิคุ้มกันต่อวิกฤต และช่วยให้ผู้นำมั่นใจในการเลือกเดินแผนธุรกิจสำคัญ ๆ ได้

“… ชื่อเสียงนั้นมีชีวิตและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เมื่อเราเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าองค์ประกอบใดของชื่อเสียงแข็งแกร่งอยู่แล้ว หรือองค์ประกอบใดต้องแก้ไข ธุรกิจจะสามารถโฟกัสได้อย่างแม่นยำ ทั้งการคาดการณ์และชี้นำปัจจัยที่ขับเคลื่อนการรับรู้และผลักดันผลลัพธ์ทางการเงินได้” ซีอีโอของเบอร์สันกล่าว และเขาบอกอีกว่า ชื่อเสียงที่สร้างผลกระทบทางการเงินได้จริงนั้น ไม่ได้หมายถึงแค่ ‘ความไว้วางใจ’ แต่เป็นผลรวมของหลายมิติที่สอดประสานกัน

เบอร์สันระบุอีกว่า เมื่อ ‘ชื่อเสียง’ ไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดเชิงนามธรรมอีกต่อไป แต่เป็นสินทรัพย์ที่สามารถวัดผลได้จริง และมีผลโดยตรงต่อมูลค่าขององค์กร การบริหารชื่อเสียงอย่างเป็นระบบจึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการแข่งขันและสร้างชัยชนะ

ผลการศึกษาที่สำคัญ

นอกจากมูลค่าทางเศรษฐกิจและผลตอบแทนส่วนเพิ่มจากชื่อเสียงแล้ว การศึกษาดังกล่าวยังมีมีข้อค้นพบที่สำคัญอื่น ๆ ดังตัวอย่างต่อไปนี้

1. ปัจจัยด้านสถานที่ทำงาน (workplace) เป็นปัจจัยที่มีช่องว่างของคะแนนมากที่สุดระหว่างบริษัทที่ทำได้ดีที่สุดและแย่ที่สุดสูง โดยห่างกันถึง 11.8% ซึ่งสิ่งที่ส่งผลต่อคะแนนคือ การนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้อย่างเหมาะสม กล่าวคือ องค์กรที่นำ AI มาใช้ในการพัฒนาทักษะและสร้างอนาคตร่วมกับพนักงาน จะได้รับคะแนนด้านชื่อเสียง แต่องค์กรที่ใช้ AI เป็นเพียงเครื่องมือเพื่อลดคน จะเสียคะแนน และส่งผลต่อชื่อเสียงในระยะยาว

2. องค์กรที่มีชื่อเสียงแข็งแกร่งทำคะแนนได้เหนือกว่าคู่แข่งในทั้ง 8 ปัจจัยด้านชื่อเสียง โดยมีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าคู่แข่ง 11-15 คะแนนในทุกมิติ โดยเฉพาะด้านนวัตกรรม (+15.5 คะแนน) คุณภาพผลิตภัณฑ์ (+15.2 คะแนน) และธรรมาภิบาล (+14.4 คะแนน)

3. สำหรับอุตสาหกรรมที่ “ความผิดพลาดมีต้นทุนสูงมหาศาล” หรือถูกสังคมจับตาเป็นพิเศษ การฟื้นฟูชื่อเสียงกำลังเกิดขึ้นจาก “ข้างในสู่ข้างนอก” ไม่ใช่จากการโชว์เทคโนโลยีหรือผลิตภัณฑ์ล้ำสมัย แต่เป็นการยกระดับมาตรฐานการทำงานภายใน ในรายงานนี้ระบุถึงสองบริษัทในอุตสาหกรรมการบินซึ่งมีคะแนนชื่อเสียงดีขึ้นมากจากด้านธรรมาภิบาล (+7.9%) และสภาพแวดล้อมการทำงาน (+6.2%) ขณะที่อุตสาหกรรมพลังงานก็มีพัฒนาการที่ชัดเจนในด้านการทำงานภายในองค์กร (+0.9%) และความรับผิดชอบต่อสังคม (+0.9%) ไม่ใช่เพียงการสื่อสารเรื่องความยั่งยืนเท่านั้น

4. บริษัทในภาคการเงินมีคะแนนลดลงต่อเนื่องในหลายมิติ ทั้งภาวะผู้นำ (-24%) ธรรมาภิบาล (-11%) และความรับผิดชอบต่อสังคม (-15%) ส่งผลให้มูลค่าชื่อเสียงกว่า 4,300 ล้านดอลลาร์ (คิดเป็น 38% ของมูลค่าชื่อเสียงรวม 11,400 ล้านดอลลาร์) ตกอยู่ในความเสี่ยงโดยตรง

ถอดสูตรสร้างชื่อเสียงองค์กรจากผลการศึกษา

เมื่อชื่อเสียงขององค์กรเป็นสิ่งที่ดีและเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่า คำถามต่อมาคือ จะสร้างและรักษาชื่อเสียงขององค์กรได้อย่างไรบ้าง เราสามารถถอดบทเรียนหรือแกะสูตรจากผลการศึกษาของเบอร์สันได้ ดังนี้

1. คำเตือนจากผลการศึกษาของเบอร์สัน ซึ่งนับว่าเป็นสูตรหนึ่งในการสร้าง (และรักษา) ชื่อเสียงขององค์กร คือ การนำ AI มาใช้ ต้องนำมาใช้ในการพัฒนาทักษะคนทำงาน เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน โดยที่คนทำงานยังมีอนาคตไปต่อกับองค์กร ไม่ใช่นำ AI มาใช้แทนคนโดยมีเป้าหมายจะลดจำนวนคนทำงาน

2. จากผลการศึกษาที่ว่า องค์กรที่มีชื่อเสียงแข็งแกร่งนั้นทำคะแนนได้เหนือกว่าคู่แข่งในทุกปัจจัยด้านชื่อเสียง ดังนั้น สรุปออกมาเป็นแนวทางทางสร้างและรักษาชื่อเสียงขององค์กร ได้ว่า องค์กรที่จะเป็นผู้นำนั้นต้องไม่ปล่อยให้องค์กรมีจุดอ่อน เพราะจุดอ่อนเพียง 1 ด้านก็ทำให้องค์กรเสื่อมเสียชื่อเสียงได้ และจุดแข็งอื่น ๆ ไม่สามารถมาชดเชยหรือหักล้างจุดอ่อนนั้นได้

3. หากเกิดความเสื่อมเสียชื่อเสียงขึ้น การฟื้นฟูชื่อเสียงอาจไม่สามารถทำได้จากการโชว์เทคโนโลยีหรือนวัตกรรม หรือการสื่อสารเรื่องความยั่งยืน แต่เกิดจากการปรับปรุง-ยกระดับมาตรฐานการทำงานภายในองค์กร อย่างในผลการศึกษาที่ว่า สองบริษัทอุตสาหกรรมการบินในรายงานผลการศึกษาของเบอร์สันมีคะแนนชื่อเสียงดีขึ้นมากจากด้านธรรมาภิบาล และสภาพแวดล้อมการทำงาน

4. หากไม่สร้างและรักษาชื่อเสียงของบริษัทอย่างจริงจัง ต้นทุนจากการที่ชื่อเสียงแย่ลงอาจสูงถึงหลายพันล้านดอลลาร์ ดังผลการศึกษาของเบอร์สันที่ว่า บริษัทในภาคการเงินมีคะแนนลดลงต่อเนื่องในหลายมิติ ส่งผลให้มูลค่าชื่อเสียงกว่า 4,300 ล้านดอลลาร์ (คิดเป็น 38% ของมูลค่าชื่อเสียงรวม 11,400 ล้านดอลลาร์) ตกอยู่ในความเสี่ยงโดยตรง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...