โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

"เงินฌาปนกิจสงเคราะห์" ความหวังสุดท้ายหรือกับดักความเสี่ยงของผู้สูงวัย ?

Thai PBS

อัพเดต 20 ก.พ. เวลา 08.30 น. • เผยแพร่ 20 ก.พ. เวลา 04.16 น. • Thai PBS

เงินฌาปนกิจสงเคราะห์ ถือเป็นหนึ่งในรูปแบบสวัสดิการสังคมที่ชาวไทยคุ้นเคยมานาน โดยเฉพาะในหมู่ผู้สูงอายุและกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่หวังพึ่งพาเป็นหลักประกันสุดท้าย เพื่อไม่ให้ครอบครัวต้องแบกรับภาระค่าจัดการศพและสงเคราะห์ทายาท

ในช่วงปีที่ผ่านมา ระบบนี้กำลังเผชิญกับพายุลูกใหญ่ ทั้งจากปัญหาโครงสร้างสังคมสูงวัยที่ทำให้อัตราการเสียชีวิตเพิ่มสูงขึ้น การบริหารจัดการที่ขาดความโปร่งใส และกรณีฉ้อโกงที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง จนนำไปสู่การยกเลิกสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์หลายแห่ง สร้างความเดือดร้อนและความกังวลใจให้กับสมาชิกจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้สูงวัยที่ส่งเงินสะสมมานานหลายสิบปีด้วยความหวังว่าจะได้รับการคุ้มครองเมื่อถึงเวลาจำเป็น

สถานการณ์ปัจจุบันของกิจการฌาปนกิจสงเคราะห์ในประเทศไทยกำลังถูกตั้งคำถามอย่างหนักหน่วงถึงความมั่นคงและความโปร่งใส โดยล่าสุดมีกรณีดรามาที่สร้างความตื่นตระหนกไปทั่วประเทศ เมื่อมีการเผยแพร่เอกสารประกาศยกเลิกสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์หลายแห่งในหลายจังหวัด เช่น

  • สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา
  • สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ผู้ฝากเงินธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาศรีสะเกษ
  • สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ชมรมสาธารณสุขแห่งประเทศไทย อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ

ส่งผลให้สมาชิกจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุที่ส่งเงินสะสมมานานหลายสิบปี เกิดความกังวลว่าการลงทุนทั้งชีวิตจะสูญเปล่า และเงินที่ส่งไปจะไม่สามารถเบิกคืนได้ตามสิทธิที่ควรได้รับ ทำให้เกิดกระแสเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงและหาทางออกเพื่อปกป้องสิทธิของประชาชน

สังคมสูงวัยทำกองทุนล่มสลาย ?

วิกฤตที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องการบริหารเงินเท่านั้น แต่ยังเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างจากสังคมสูงวัยที่กำลังกลายเป็นระเบิดเวลาของระบบนี้ ในประเทศไทย ซึ่งก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบแล้ว ประชากรผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ข้อมูลจากกรมกิจการผู้สูงอายุระบุว่าปี พ.ศ.2569 มีผู้สูงอายุมากกว่า 12 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 18 ของประชากรทั้งหมด ทำให้อัตราการเสียชีวิตในกลุ่มสมาชิกฌาปนกิจสูงขึ้นตามธรรมชาติ

สมาชิกที่ยังมีชีวิตอยู่ ต้องส่งเงินสงเคราะห์บ่อยครั้งขึ้น จากเดิมอาจเดือนละครั้งกลายเป็นสัปดาห์ละหลายครั้ง จนหลายคนแบกรับภาระไม่ไหวและเลือกถอนตัวออกจากระบบ ประกอบกับการขาดคนรุ่นใหม่เข้ามาเติมเต็มสมาชิกภาพ เนื่องจากวัยหนุ่มสาวหันไปพึ่งประกันชีวิตภาคเอกชนที่มั่นคงกว่า หรือมองว่าการส่งเงินฌาปนกิจไม่คุ้มค่าในระยะยาว ทำให้กองทุนขาดสมดุล รายรับจากเงินสงเคราะห์ไม่พอจ่ายให้ทายาทผู้เสียชีวิต สุดท้ายนำไปสู่การค้างจ่ายและการปิดตัวของสมาคม

นอกจากปัญหาโครงสร้างสังคมสูงวัยแล้ว การบริหารจัดการที่ขาดความเป็นมืออาชีพและความโปร่งใสในระดับท้องถิ่นยังเป็นช่องว่างสำคัญที่เปิดโอกาสให้เกิดการทุจริตและยักยอกเงินกองทุนไปใช้ส่วนตัว โดยจากข้อมูลกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ในปี พ.ศ.2569 พบว่ามีสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ทั่วประเทศกว่า 4,874 แห่ง แต่ยังดำเนินการอยู่จริงเพียง 3,839 แห่ง

โดยตั้งแต่เดือน เม.ย.2568 - ก.พ.2569 มีการยกเลิกสมาคมเพียง 10 แห่งเท่านั้น อาทิ สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ผู้ฝากเงินธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาศรีสะเกษ และสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา

สาเหตุหลักของการยกเลิกมาจากมติที่ประชุมใหญ่ของสมาคมเองที่เห็นว่าไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ เนื่องจากสมาชิกลาออกจำนวนมาก ขาดกรรมการบริหาร หรือมีพฤติการณ์ไม่สุจริต เช่น การค้างจ่ายเงินสงเคราะห์ผู้เสียชีวิตหรือการทุจริตเงินกองทุน ซึ่งนายทะเบียนท้องที่ (เช่น นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหรือนายกเทศมนตรี) มีอำนาจสั่งเลิกได้ตาม พ.ร.บ.การฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ.2545

พ.ร.บ.ฌาปนกิจสงเคราะห์ 2545 กฎเหล็กป้องกันการฉ้อโกง

เพื่อทำความเข้าใจระบบฌาปนกิจสงเคราะห์ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ย้อนดูความหมายและวัตถุประสงค์หลักตาม พ.ร.บ.การฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ.2545 ซึ่งกำหนดว่า การฌาปนกิจสงเคราะห์ หมายถึงกิจการที่บุคคลหลายคนตกลงเข้าร่วมกันเพื่อทำการสงเคราะห์ซึ่งกันและกันในการจัดการศพ หรือจัดการศพและสงเคราะห์ครอบครัวของสมาชิกที่ถึงแก่ความตาย โดยหัวใจสำคัญคือต้องไม่แสวงหากำไรหรือรายได้เพื่อนำมาแบ่งปันกัน ซึ่งแตกต่างจากประกันชีวิตหรือเงินออมที่เป็นการลงทุนเพื่อผลตอบแทนส่วนบุคคล

วัตถุประสงค์หลักของระบบนี้แบ่งเป็น 3 มิติสำคัญ ได้แก่

  • การพึ่งพาตนเองและสร้างสวัสดิการชุมชน โดยให้สมาชิกในชุมชนหรือหน่วยงานช่วยเหลือกันเอง
  • การบรรเทาภาระทางการเงินของทายาทในเรื่องค่าจัดการศพ ซึ่งในประเทศไทยค่าจัดงานศพเฉลี่ยอยู่ที่ 50,000-200,000 บาท ขึ้นอยู่กับพิธีกรรมและสถานที่
  • การสร้างสังคมแห่งการแบ่งปันผ่านเงินทำบุญรายศพที่รวมกันเป็นเงินก้อนใหญ่ โดยไม่ต้องพึ่งพาบริษัทเอกชนที่อาจมีเงื่อนไขซับซ้อนหรือเบี้ยประกันสูง

การจัดตั้งสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ในประเทศไทยแบ่งออกเป็น 2 กรณีหลัก ตามหน่วยงานกำกับดูแล เพื่อให้ครอบคลุมทั้งภาคเอกชนและภาครัฐ

  • ภาคเอกชนเรียกว่า สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์สำหรับประชาชนทั่วไป ซึ่งต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลกับนายทะเบียนท้องที่ โดยในกรุงเทพมหานครยื่นที่สำนักงานเขต และในต่างจังหวัดยื่นที่เทศบาลหรือองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) โดยต้องมีผู้เริ่มก่อการไม่น้อยกว่าเจ็ดคน และต้องมีข้อบังคับที่ชัดเจนเกี่ยวกับการบริหารจัดการเงิน การเรียกเก็บเงินสงเคราะห์ และการจ่ายเงินให้ทายาท
  • ภาครัฐเรียกว่า การฌาปนกิจสงเคราะห์ภาครัฐ ซึ่งดำเนินการโดยส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือองค์กรวิชาชีพที่อยู่ภายใต้การกำกับของรัฐ เพื่อเป็นสวัสดิการแก่เจ้าหน้าที่ในสังกัด เช่น การฌาปนกิจสงเคราะห์ของตำรวจ (กณ.ตร.) ทหาร (สสอท.) หรือครู (ช.พ.ค.) ซึ่งมีสมาชิกจำนวนมากและได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายเดียวกัน แต่มีการกำกับดูแลที่เข้มงวดกว่าเนื่องจากเกี่ยวข้องกับงบประมาณรัฐ

เมื่อสมัครเป็นสมาชิก ผู้สมัครต้องชำระค่าธรรมเนียมตามที่ระบุในข้อบังคับของสมาคม เช่น ค่าสมัครครั้งเดียว เงินค่าบำรุงรายปี และเงินสงเคราะห์ล่วงหน้าเพื่อสำรองไว้ใช้จ่ายเมื่อมีสมาชิกเสียชีวิต

หน้าที่หลักของสมาชิก คือ ต้องชำระเงินสงเคราะห์ทุกครั้งที่มีเพื่อนสมาชิกถึงแก่ความตาย โดยปกติเรียกเก็บศพละ 1 - 20 บาท ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ใน พ.ร.บ.การฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ.2545 ซึ่งอัตรานี้ถูกกำหนดเพื่อให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้โดยไม่เป็นภาระมากเกินไป

อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ อัตรานี้อาจเพิ่มขึ้นตามจำนวนสมาชิกที่เสียชีวิตมากขึ้นในช่วงสังคมสูงวัย ทำให้สมาชิกที่ยังมีชีวิตอยู่บางคนรู้สึกว่าเป็นภาระหนัก และนำไปสู่การลาออกหรือการร้องเรียนต่อหน่วยงานกำกับดูแลอย่างกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

สิทธิประโยชน์ที่สมาชิกจะได้รับ คือ เมื่อสมาชิกเสียชีวิต ทายาทที่ระบุชื่อไว้จะได้รับเงิน 2 ส่วนหลัก ได้แก่

  • เงินค่าจัดการศพ ซึ่งช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในการจัดพิธีกรรมและงานศพ
  • เงินสงเคราะห์ครอบครัวที่เหลือ เพื่อช่วยเหลือทายาทให้สามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้

โดยจำนวนเงินที่จะได้รับไม่แน่นอน เพราะขึ้นอยู่กับจำนวนสมาชิกที่ยังมีชีวิตอยู่ในวันที่สมาชิกคนนั้นเสียชีวิต และอัตราเงินสงเคราะห์ที่เรียกเก็บได้จริง ซึ่งในกรณีสมาคมที่มีสมาชิกมาก เช่น สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ครู (ช.พ.ค.) อาจจ่ายเงินได้สูงถึงหลักแสนบาท แต่ในสมาคมขนาดเล็กที่สมาชิกลดลงเนื่องจากสังคมสูงวัย เงินที่ได้รับอาจน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ จนทำให้สมาชิกบางกลุ่มรู้สึกว่าคุ้มค่าไม่พอเมื่อเทียบกับเงินที่ส่งสะสมมา

กระบวนการจ่ายเงินและการหักค่าบริหารจัดการถูกกำหนดไว้ในกฎหมายอย่างชัดเจน เพื่อป้องกันการทุจริต โดย พ.ร.บ.การฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ.2545 อนุญาตให้สมาคมหักเงินจากเงินสงเคราะห์ที่เรียกเก็บได้เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจการ โดยหากมีสมาชิกเกิน 10,000 คน จะหักได้ไม่เกินร้อยละ 4 ของเงินที่เรียกเก็บ

ตัวอย่างเช่น ในสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สกสค.) หรือ ช.พ.ค. เงินร้อยละ 4 นี้จะถูกแบ่งเป็นร้อยละ 20 เพื่อเก็บเป็นเงินทุนสำรองความมั่นคง และ ร้อยละ 80 เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและจัดสวัสดิการอื่น ๆ ให้สมาชิก อย่างไรก็ตาม ในกรณีสมาคมขนาดเล็กที่ขาดการกำกับดูแลที่ดี การหักเงินนี้บางครั้งถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ เช่น การยักยอกไปใช้ส่วนตัว ซึ่งนำไปสู่คดีฉ้อโกงที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในช่วงปีหลัง ๆ

ความเสี่ยงเมื่อสมาคมฯ ต้องปิดตัว

ความเสี่ยงและการคุ้มครองทางกฎหมายเป็นประเด็นสำคัญที่สมาชิกต้องตระหนัก โดยหนึ่งในภัยร้ายที่มาพร้อมกับเงินฌาปนกิจคือ "การฉ้อโกง" ซึ่งมีกรณีศึกษาจากศาลฎีกาที่เคยสั่งจำคุกผู้ที่ร่วมกันชักชวนประชาชนให้สมัครสมาคมฌาปนกิจที่ไม่ได้จดทะเบียนตามกฎหมาย โดยหลอกลวงว่าจะได้รับเงินหลักแสนเมื่อเสียชีวิต แต่แท้จริงแล้วไม่มีเจตนาจะจ่ายเงินให้ ส่งผลให้ผู้เสียหายจำนวนมากสูญเงินสะสมไปโดยเปล่าประโยชน์

นอกจากนี้ ผู้สูงอายุยังมีความเสี่ยงสูงในการถูกละเมิดทางทรัพย์สินจากบุคคลในครอบครัวหรือคนดูแลที่หวังจะเอาเงินสวัสดิการส่วนนี้ไป เช่น การหลอกให้เซ็นเอกสารมอบอำนาจเพื่อเบิกเงินประกันชีวิตหรือเงินฌาปนกิจ โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่คนเดียวหรือเจ็บป่วยซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางที่สุดต่อการถูกเอารัดเอาเปรียบ

ตามข้อมูลจากกระทรวง พม. ในปี พ.ศ.2569 พบว่ามีคดีเกี่ยวกับการฉ้อโกงเงินฌาปนกิจเพิ่มขึ้น โดยหลายคดีเกิดจากคณะกรรมการสมาคมที่ค้างจ่ายเงินสงเคราะห์ให้ทายาทผู้เสียชีวิต หรือนำเงินกองทุนไปใช้ส่วนตัว จนนำไปสู่การฟ้องร้องและการยกเลิกสมาคม

เมื่อสมาคมต้องปิดตัวลง ไม่ว่าจะจากมติที่ประชุมใหญ่หรือคำสั่งนายทะเบียน จะต้องมีการชำระบัญชีตามกฎหมาย โดยทรัพย์สินที่เหลือจากการชำระบัญชีแล้ว ห้ามนำมาแบ่งคืนให้สมาชิกโดยตรง แต่ต้องโอนไปให้สมาคมอื่นที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการกุศลสาธารณะตามที่ระบุในข้อบังคับ หากไม่มีระบุไว้ ทรัพย์สินนั้นจะตกเป็นของแผ่นดิน

ซึ่งจุดนี้เป็นความเข้าใจผิดที่พบบ่อย โดยสมาชิกหลายคนคิดว่าเงินที่ส่งไปคือเงินออมที่สามารถเบิกคืนได้

แต่ตาม พ.ร.บ.การฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ.2545 มีเพียงเงินสงเคราะห์ล่วงหน้าเท่านั้นที่สมาชิกอาจมีสิทธิได้รับคืน หากเงินส่วนนั้นยังไม่ถูกนำไปจ่ายเป็นเงินสงเคราะห์ศพให้ผู้อื่น ซึ่งในกรณีสมาคมที่ถูกยกเลิกในปี พ.ศ.2569 เช่น สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ผู้ฝากเงิน ธ.ก.ส. สาขาศรีสะเกษ สมาชิกหลายรายร้องเรียนว่ายังไม่ได้เงินคืนแม้สมาคมยกเลิกมานานกว่า 2 ปี ส่งผลให้เกิดการรวมตัวเรียกร้องผ่านคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและสื่อมวลชน

แนวทางพัฒนาระบบฌาปนกิจเพื่อรอดพ้นวิกฤตสูงวัย

เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับระบบฌาปนกิจในอนาคต งานวิจัย รูปแบบและแนวทางการบริหารจัดการการดำเนินงานสวัสดิการ ด้านการฌาปนกิจสงเคราะห์ของสำนักงานคณะกรรมการ สกสค. โดย มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ ได้เสนอรูปแบบการบริหารจัดการใหม่ ๆ เช่น โมเดล FORMATS และ FUNERAL ซึ่งเน้น 7 หัวข้อสำคัญเพื่อปรับปรุงระบบ ได้แก่

  • Friendship ติดตามสมาชิกและทำให้การสมัครเป็นเรื่องง่ายผ่านระบบออนไลน์ เพื่อดึงดูดคนรุ่นใหม่
  • Update ปรับข้อมูลให้ทันสมัยผ่านแอปพลิเคชัน หรือ SMS เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและลดความผิดพลาด
  • Necessary อธิบายเงื่อนไขที่สำคัญให้โปร่งใสและชัดเจนตั้งแต่แรก เพื่อป้องกันความเข้าใจผิด
  • Event จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์เชิงรุกเพื่อขยายฐานสมาชิก
  • Renewal ปรับปรุงนโยบายเพื่อดึงดูดคนรุ่นใหม่ โดยลดเพดานอายุการสมัครลงและเพิ่มสิทธิประโยชน์อื่น ๆ
  • Alternative ให้ทางเลือกอัตราการจ่ายเงินที่เหมาะสมกับรายได้ของสมาชิกแต่ละกลุ่ม เพื่อลดภาระ
  • Listening รับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะจากสมาชิกโดยตรงผ่านช่องทางต่างๆ เพื่อปรับปรุงระบบให้ตอบโจทย์

นอกจากนี้ กระทรวง พม. ยังย้ำว่าการยกเลิกสมาคมบางแห่งไม่กระทบทั้งระบบ และแนะนำให้สมาชิกตรวจสอบสถานะสมาคมกับนายทะเบียนท้องที่อย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อของการฉ้อโกงหรือการบริหารที่ไม่ดี

ที่มาข้อมูลเพิ่มเติม : กรมการปกครอง, รายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์ เรื่อง รูปแบบและแนวทางการบริหารจัดการการดำเนินงานสวัสดิการ ด้านการฌาปนกิจสงเคราะห์ของสำนักงานคณะกรรมการ สกสค., พ.ร.บ.การฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ.2545

อ่านข่าวอื่น :

พม.แจงเลิกฌาปนกิจสงเคราะห์ ขอคืนเงินไม่ได้ ต้องโอนให้สมาคมอื่น-ตกเป็นของแผ่นดิน

ตั้ง 3 ข้อหา ชายยิงรองนายก อบต.ในสระบุรี บาดเจ็บสาหัส

สู้ไม่ไหว "มอลลี่" กลับดาวหมา เจ้าของเตรียมรับร่าง - ตร.เร่งดำเนินคดี

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก Thai PBS

ลอบยิงอดีตกำลังพลนาวิกโยธินเสียชีวิต 1 คน จ.ปัตตานี

23 นาทีที่แล้ว

ย้อนคดี "นาฬิกายืมเพื่อน" หลังศาลสั่งจำคุก 3 ปี อดีต 2 ป.ป.ช.

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

จนท.กู้ภัยแจ้งพบแล้ว 5 คน ติดถ้ำในลาว อาการปลอดภัยดี – เร่งค้นหาอีก 2 คน

2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

การเปลี่ยนรูปความรุนแรงที่ชายแดนใต้ : อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์

2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิดีโอแนะนำ

ข่าว สังคม อื่น ๆ

ด่วนมาก!!! คืนวันนี้ 27 พ.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล ถนนพระสุเมรุตัดถนนราชดำเนินกลาง ซ่อมท่อประธาน ที่แตกรั่ว เป็นกรณีเร่งด่วน

สวพ.FM91

ลูกค้าใจหาย! ปิดตำนาน 20 ปี ร้านการ์ตูนดัง ไปต่อไม่ไหว ประกาศปิดหน้าร้านแล้ว

สยามนิวส์

เปิด 5 ขั้นตอน Thailand Privilege มาตรฐานตรวจสอบคัดกรองสมาชิกสุดรัดกุม

Amarin TV

ศาลสั่งจำคุก 2 ปี ปู มัณฑนา คดีหมิ่น ทนายกุ้ง

สยามนิวส์

จุลพันธ์ ส่งโฆษกฯ รับหนังสือกลุ่มไรเดอร์ค้านเข้าประกันสังคม ย้ำ เปิดพื้นที่รับฟัง พร้อมตั้งคณะทำงานร่วมทุกฝ่าย ดูแลสวัสดิการที่เหมาะสม

สยามนิวส์

กฟภ. แจงดรามา ค่ารักษามิเตอร์พุ่ง 3.2 หมื่น ตอนนี้เคลียร์เรียบร้อยแล้ว

Amarin TV
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...