โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“จีน-ญี่ปุ่น” เดินขยายลงทุนดัน “ไทย” ฐานผลิต

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยสถิติที่น่าสนใจของการลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติ พบว่า “ตลอดทั้งปีประเทศไทย 2568 ไทยมีเงินลงทุนจากต่างชาติถึง 324,148 ล้านบาท เพิ่มขึ้นปีก่อนหน้าร้อยละ 42” โดยเม็ดเงินลงทุนดังกล่าวถือว่าสูงที่สุดในรอบ 5 ปี (ช่วงปี 2564-2568) ซึ่งตัวเลขการลงทุนโตแบบก้าวกระโดด ตอกย้ำถึงศักยภาพและเสน่ห์ของไทยในฐานะฐานการลงทุนเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญของภูมิภาค

“เมื่อพิจารณาจากรายประเทศพบว่า สิงคโปร์ ครองแชมป์ในแง่ของมูลค่าเงินลงทุนด้วยจำนวน 103,399 ล้านบาท, ขณะที่ ญี่ปุ่น ยังคงรักษาสถานะแชมป์ในแง่จำนวนรายที่เข้ามามากที่สุดถึง 186 ราย เงินลงทุนแพ้จีนนิดหน่อยที่ 85,688 ล้านบาท ตามมาด้วยจีน สหรัฐอเมริกา และฮ่องกง ที่ยังคงเป็นกลุ่มทุนหลักที่เข้ามาลงทุนในไทย”

พื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ยังคงเป็นพื้นที่สำคัญ โดยดึงดูดนักลงทุนไปถึง 1 ใน 3 มีจำนวน 313 ราย มูลค่าการลงทุนกว่า 106,000 ล้านบาท โดยมีกลุ่มทุนจากจีน ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ เข้ามารลงทุนมากสุด

ที่น่าสนใจ เฉพาะเดือนธันวาคม 2568 เพียงเดือนเดียว มีการอนุญาตให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจเพิ่มอีก 105 ราย นำเงินเข้ามาหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยอีก 12,986 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยยังเป็นฐานการผลิตเชิงกลยุทธ์ที่นักลงทุนระดับโลกเลือกเดินหน้าลงทุนอย่างต่อเนื่อง

ดูตัวเลขในปี 2568 กันไปแล้ว มาดูตัวเลขในเดือนมกราคม 2569 กันบ้าง พบว่า การอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ในเดือนมกราคม 2569 “มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทย 113 ราย ขยายตัวร้อยละ 10 เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 33,779 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 46 เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อน”

นักลงทุนที่เข้ามาลงทุนในไทยสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน /ญี่ปุ่น /สหรัฐอเมริกา /สิงคโปร์ และฮ่องกง

กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ให้มุมมองถึงโอกาสการเติบโตของธุรกิจในไทยว่า ในปี 2569 แม้เศรษฐกิจไทยและโลกยังมีความผันผวน แต่ก็ยังมีกลุ่มธุรกิจที่มีโอกาสทางการตลาด สินค้าเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค และมีฐานการเติบโตที่ดี ได้แก่

1. ธุรกิจเทคโนโลยีและดิจิทัลทรานส์ฟอร์ม พบว่า ธุรกิจกลุ่มนี้มีสถิติการจดทะเบียนนิติบุคคลจัดตั้งใหม่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สอดรับกับความต้องการขององค์กรต่างๆ ที่หันมาใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการทำงาน การขยายตัวของศูนย์ข้อมูล (Data Center) และ Cloud Computing ที่ประเทศไทยเป็นหนึ่งในพื้นที่การลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Destination) การสร้างความปลอดภัยไซเบอร์ ที่มีความซับซ้อนสูงรองรับความปลอดภัยของข้อมูลขนาดใหญ่

2.ธุรกิจพลังงานหมุนเวียน โซลาร์และระบบกักเก็บพลังงาน ปัจจุบันมีการซื้อขายไฟฟ้าสีเขียวในรูปแบบ การทำสัญญาซื้อขายพลังงานไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) ทำให้ธุรกิจโซลาร์เซลล์เปลี่ยนจากการติดตั้งเพื่อลดค่าไฟ สู่การส่งออกตามมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน ( CBAM) ที่เริ่มบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 ม.ค. 2569 ที่ผ่านมา ธุรกิจระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ จึงเข้ามาช่วยเก็บไฟไว้ใช้ช่วงพีคหรือช่วงที่ผลิตได้น้อย และใช้ AI มาช่วยบริหารพลังงานให้มีประสิทธิภาพ

3.ธุรกิจสุขภาพและยา การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างทางสังคมที่เข้าสู่สังคมสูงวัย หรือแม้กระทั่งพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ใส่ใจในสุขภาพมากขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจนี้มีโอกาสเติบโตตามไปด้วย ซึ่งธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัวตามไปด้วยให้สอดรับกับความต้องการของตลาด ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าได้ในราคาที่เหมาะสม หรือมีบริการเสริมอื่นๆ เพื่อเชื่อมโยงผู้บริโภคให้เข้ามาสู่สินค้าของตนเอง เกิดการทดลองใช้และกลายเป็นความจงรักภักดีต่อสินค้าตามมา

4. ธุรกิจท่องเที่ยวและนันทนาการ ถือเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทยที่ยังมีแรงวิ่ง ขณะที่ไทยมีโอกาสในตลาดที่ดี โดยผู้ประกอบการไทย สามารถสร้างการบริการในรูปแบบการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ ที่จะเกิดความประทับใจให้ฝังอยู่ในความรู้สึกของนักท่องเที่ยวจนเกิดการบอกต่อ และกลับมาเที่ยวซ้ำ รวมถึงบริการ wellness ที่ครบวงจร ซึ่งผู้ประกอบการไทยมีความถนัดอยู่แล้ว อาทิ สปา ฟื้นฟูสุขภาพ โภชนาการ โปรแกรมพักผ่อนเชิงป้องกันโรค และการบริการที่เป็นมิตรกับครอบครัวและผู้สูงวัย อีกทั้ง หากผู้ประกอบการสามารถทำแพ็กเกจให้เลือกได้ตามงบประมาณ และใช้การรีวิวเป็นมาตรฐานบริการเพื่อสร้างความเชื่อมั่น ก็จะช่วยดึงลูกค้าจากทั่วโลกได้

5. ธุรกิจเกษตรอัจฉริยะ อาหารมูลค่าสูงและความปลอดภัยอาหาร มีแนวโน้มเติบโตโดดเด่น โดยภาคเกษตรอัจฉริยะจะขับเคลื่อนด้วยการลดต้นทุนและลดความเสี่ยงจากสภาพอากาศแปรปรวน อาทิ การจัดการน้ำ ปุ๋ย และโรคพืช แบบแม่นยำ ช่วยเพิ่มผลผลิตต่อไร่และทำให้รายได้สม่ำเสมอขึ้น ขณะที่อาหารมูลค่าสูงจะโตจากเทรนด์สุขภาพ สังคมสูงวัย และความต้องการอาหารเฉพาะกลุ่ม อาทิ โปรตีนทางเลือก อาหารเสริม โภชนาการเฉพาะบุคคล โดยสินค้าจะเน้นที่คุณภาพ และความปลอดภัยของอาหารที่ตรวจสอบย้อนกลับถึงต้นทางได้มากกว่าเลือกเพราะราคาถูกเพียงอย่างเดียว และเป็นโอกาสที่ผู้ประกอบการไทยจะนำพาสินค้าเกษตรของไทยเข้าสู่ตลาดพรีเมียมในระดับโลกได้

ทางด้านนักลงทุนญี่ปุ่น ยังมีความเชื่อมั่นลงทุนไทย ทางเจโทร กรุงเทพฯ นำเสนอผลสำรวจแนวโน้มเศรษฐกิจของบริษัทญี่ปุ่นในประเทศไทย ซึ่งมีผู้ตอบแบบสำรวจกว่า 520 บริษัท ในช่วงเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม 2568 พบว่า

“พบว่า ร้อยละ 23 ของบริษัทญี่ปุ่นที่ตอบแบบสำรวจมีแผนจะลงทุนเพิ่มในไทยภายในปีนี้ ขณะที่ร้อยละ 35 คาดว่าจะส่งออกเพิ่มขึ้น และร้อยละ 26 ของบริษัทญี่ปุ่นมีแผนจัดตั้งสำนักงานภูมิภาคในประเทศไทย”

บริษัทญี่ปุ่นมองแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งแรกของ ปี 2569 จะปรับตัวดีขึ้น เมื่อเทียบกับ 6 ไตรมาสที่ผ่านมา เนื่องจากการฟื้นตัวของการผลิตและบริโภค โดยเฉพาะจากธุรกิจใหม่ในหลายอุตสาหกรรม โดยอุตสาหกรรมที่บริษัทญี่ปุ่นมองว่าจะขยายตัวดีขึ้น เช่น ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เคมีภัณฑ์ อาหาร ธุรกิจการค้า และธุรกิจการเงิน

บริษัทญี่ปุ่น มีข้อเสนอในเรื่องที่ประเทศไทยควรดำเนินการเร่งด่วน เพื่อพัฒนาสภาพแวดล้อมการลงทุน เช่น การใช้มาตรการกระตุ้นการบริโภคในประเทศ การแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน การพัฒนาประสิทธิภาพด้านการตรวจสอบและคืนภาษี และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง สะท้อนความคาดหวังต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มการใช้จ่ายในประเทศ ควบคู่กับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

ผลการสำรวจดังกล่าว สอดคล้องกับภาพรวมการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากญี่ปุ่นในปี 2568 ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก โดยมีจำนวน 311 โครงการ เพิ่มขึ้นร้อยละ 17 มูลค่าเงินลงทุนกว่า 119,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 146 ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน อิเล็กทรอนิกส์ และดิจิทัล ตอกย้ำสถานะของประเทศไทยที่เป็นฐานการผลิตสำคัญของญี่ปุ่นในอาเซียน

ทางบีโอไอ ของไทย ระบุว่า นักลงทุนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทย และยึดไทยเป็นฐานการลงทุนหลักในระยะยาว ปัจจุบันมีกว่า 6,000 บริษัททำธุรกิจอยู่ในไทย ในปี 2568 ที่ผ่านมา ตัวเลขการลงทุนจากญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นถึงกว่าเท่าตัว

การลงทุนญี่ปุ่นเริ่มเปลี่ยนผ่านไปสู่เทคโนโลยีใหม่อย่างชัดเจน เช่น รถยนต์ไฮบริดและชิ้นส่วน การประกอบและทดสอบเซมิคอนดักเตอร์ แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) ชิ้นส่วนอากาศยาน ผลิตภัณฑ์ที่ใช้เทคโนโลยีชีวภาพ กิจการดาต้าเซ็นเตอร์ และพลังงานหมุนเวียน โดยบีโอไอจะเสริมสร้างความร่วมมือกับนักลงทุนญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด เพื่อต่อยอดการลงทุนคุณภาพยกระดับซัพพลายเชนในประเทศ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...