จากม้าดี ถึงเกรียนคีย์บอร์ด คุยกับ ผศ.ดร.จันจิรา สมบัติพูนศิริ รู้จัก IO กับความตั้งใจให้ ‘ธรรมดา’
“อยากให้แยกเส้นยาวๆ เป็นมาตรวัดไว้ ฝั่งหนึ่งเป็นการตลาด-การสื่อสารมวลชน อีกฝั่งหนึ่งเป็น IO โดยระหว่างนี้จะมีตัวละคร และ Tactics หรือคำที่เราใช้กัน เช่น นางแบก ด้อมส้ม ซึ่งทั้งสองมันจะอยู่ระหว่างสองฝั่งนี้”
ถ้าจะทำความเข้าใจโลกของ ‘ไอโอ’ (IO) อาจต้องตั้งหลักด้วยมาตรวัดนี้ก่อน เพราะเส้นแบ่งระหว่างงานด้านการตลาด การประชาสัมพันธ์กับมวลชน กับปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร บางลงไปทุกที
โดยเฉพาะในช่วงการเมืองดุเดือด ตั้งแต่เลือกตั้ง ปี 2562 ถึงปี 2566 และล่าสุดกับการเลือกตั้ง 2569 เกิดอะไรขึ้นบ้างกับปฏิบัติการข่าวสาร รายการ HEADLINE ขีดเส้นใต้ประเด็นใหญ่ โดย สำนักข่าว TODAY ชวน ผศ.ดร.จันจิรา สมบัติพูนศิริ นักวิจัยประจำสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ German Institute of Global and Area Studies (GIGA)
เข้าใจ ‘โลกของไอโอ’ ที่ไม่ได้มีแค่คอมเมนต์แย่
อ.จันจิรา เริ่มว่า ‘ไอโอ’ (IO) ในยุคปัจจุบัน อาจต้องพูดถึงคำว่า ‘Influence Operation’ ซึ่งแตกต่างจากคำที่หลายคนคุ้นหู อย่าง ‘Information Operation’
ความแตกต่างของทั้งสองคำนี้ เริ่มจาก Information Operation เป็นคำวิชาการที่มีรากฐานจากปฏิบัติการทางทหาร จิตวิทยา แต่ปัจจุบัน ปฏิบัติการดังกล่าวถูกโยงเข้ากับโลกโซเชียลมีเดียมากขึ้น อ.จันจิรา เล่าว่า แคมเปญ IO จะเริ่มจากการฉวยใช้อัลกอริทึมโซเชียลฯ ทำให้เกิดการมองเห็นวงกว้าง และมุ่งเป้าคนรับสารเจาะจง ผ่านการมอนิเตอร์สมรภูมิข้อมูลข่าวสาร ต้องสื่อสารอะไร และต่อสู้กับอะไร
ลักษณะแบบนี้เกิดขึ้นในหลายประเทศ แต่ถูกเรียกต่างกันไป อย่าง cyber troop กองทัพไซเบอร์ในเวียดนาม ขณะที่ อินโดนีเซีย เรียก Buzzer คือ ผู้ทำให้เกิดกระแส และฟิลิปปินส์ เรียกกลุ่มเหล่านี้ว่า troll เหมือน ‘เกรียน’ บ้านเรา กลุ่มคนเหล่านี้เป็นทั้งกองแช่ง และกองเชียร์ ด้วยการตีความข้อมูลแบบใหม่ บิดจนเข้าเป้าตามที่อยากใช้
หากจะลองนึกภาพตาม ผู้ปฏิบัติการ IO มักใช้ข้อมูลเดียวกัน เผยแพร่ซ้ำหลายบัญชี แบบถี่ๆ ถึงขนาดที่ข้อความเดียวอาจถูกโพสต์มากถึง 300-400 ครั้งในเวลาเพียงชั่วโมงเดียว
อ.จันจิรา เล่าว่า ในการเก็บข้อมูลวิจัยทำให้รู้ว่า ผู้ปฏิบัติงานไอโอ 1 คน อาจถือบัญชีโซเชียลมีเดียนับ 100 บัญชี เสียด้วยซ้ำ เพื่อสำรองกรณีถูกตรวจจับ แถมแต่ละบัญชีก็มีบทบาทเป็นของตัวเอง
“ข้อความนึงโพสต์ไป วันนึงเป็นพันๆ ครั้ง อัลกอริทึมแพลตฟอร์มพอเวลาเห็นความถี่ของข้อความมากๆ ก็คิดว่าเอนเกจเมนต์เยอะ มันก็อนุญาตให้คนมองเห็น ทั้งที่ในความเป็นจริงคนไม่ได้กดไลก์”
ยกตัวอย่าง บางบัญชีมีหน้าที่โจมตีฝ่ายตรงข้ามแบบก้าวร้าว อาจเน้นคอมเมนต์เป็นหลัก ไม่มีความเคลื่อนไหวอื่น บางบัญชีใช้ปั่นกระแสเพื่อหลอกอัลกอริทึ่มว่า คอนเทนต์ที่ต้องการส่งสารมีความนิยม ไปจนถึงบางบัญชีที่เรียกว่า “ม้าดี” จนสร้างความน่าเชื่อถือได้เป็นอย่างดี
ถึงได้เกิดเป็นข้อสรุปว่า จะจับ IO ไม่ใช่ดูแต่จำนวนคอมเมนต์โจมตี แต่ต้องดูข้อความซ้ำกันในหลายบัญชี ความถี่ และจำนวนการเผยแพร่ ว่าผิดปกติหรือไม่ ประกอบกับการพิจารณาลักษณะบัญชี เช่น วันสร้างโปรไฟล์ กิจกรรมส่วนตัว และภาพโปรไฟล์
อย่างที่เกิดในการเลือกตั้งปี 2566 มีบัญชีหลายชุดถูกตั้งขึ้นก่อนการเลือกตั้ง เพื่อปั่นข้อมูลเพิ่มการมองเห็น เมื่อเลือกตั้งเสร็จ บัญชีเหล่านี้หยุดกิจกรรม
จากต้านคอมมิวนิสต์ เสื้อแดง ถึงไอโอการเมือง
เท้าความกลับไป อ.จันจิรา เล่าว่า รากเหง้าของ IO (Information Operation) ในไทย เริ่มจากสงครามต้านภัยคอมมิวนิสต์ ฝ่ายความมั่นคงไทยเรียนรู้จากโลกตะวันตกว่า จะสู้รบกันไม่ใช่แค่จับปืน แต่ยังรวมถึงสู้ข้อมูลข่าวสาร รวมถึงจิตวิทยามวลชน Psychological Operations (PSYOP) เราถึงได้เห็นภาพโครงการพัฒนาต่างๆ
“มันมากับองค์กรที่ทำงานเรื่องนี้โดยตรง เช่น กอ.รมน. ไม่ได้พูดลอยๆ มีเอกสารที่บันทึก และมีการยอมรับเป็นเรื่องธรรมดาว่าทำอันนี้กัน”
เมื่อองค์กรที่ทำเรื่องนี้มีงบประมาณ อย่าง กอ.รมน. รวมถึงหน่วยปฏิบัติการจิตวิทยาในกองทัพ ยังคงอยู่ ก็จะทำให้การปฏิบัติการเหล่านี้สืบต่อ
อ.จันจิรา ยกตัวอย่างที่ชัดเจน คือ ช่วงความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง จนฝ่ายความมั่นคงมองเห็น ‘ภัยเสื้อแดง’ ซึ่งเกี่ยวข้องกับอุดมการณ์ ในเวลานั้นเอง ที่การต่อสู้มีทั้งบนถนนและโลกออนไลน์ IO ก็ขยับขยายในโซเชียลฯ แต่ราชการยังติดความเป็นทางการสูง
จนมาช่วงปี 2563–2564 หน่วยงานรัฐต้องรับมือกับผู้ชุมนุม ที่ใช้โซเชียลฯ ได้ดี ประกอบสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้การปรับปฏิบัติการ IO ให้ทันนสมัยขึ้น
จากนั้น ในการเลือกตั้ง 2566 อ.จันจิรา เปรียบเทียบว่า คล้ายเป็น ‘การกระจายอำนาจ IO’ เพราะปฏิบัติการเคลื่อนตัวจากราชการไปสู่พรรคการเมือง เพื่อสร้างฐานและโจมตีคู่แข่ง
“ตัวละครมากขึ้น พรรคการเมืองหลายพรรคเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดา ที่จะใช้ ‘Influence Operation’ ซึ่งพรรคใช้ในหลายรูปแบบ ทั้งไปจ้างเอกชนมา มีอาสาสมัครที่เขาเป็นแฟนแล้วช่วย ทั้งไอโอที่ถูกจ้างมาอยู่ในระบบราชการ หลากหลายมากขึ้น”
จับสัญญาณไอโอ ไม่ต่างกับการเดา
ถ้าเป็นอุตสาหกรรมต้องมีเม็ดเงินสะพัด ดังนั้น ‘เงิน’ จึงเป็นข้อสังเกตใหญ่ ที่จะตอบได้ว่า IO เกิดการขยายตัวจริงหรือไม่ ตามความเห็น ของ อ.จันจิรา
“ความยากคือ ไม่มีใครบอกว่าเราตั้งงบไปทำ IO เวลาที่เราแงะงบประมาณกัน มันเป็นการเดาทั้งสิ้น อย่างที่เราบอกว่าเป็น IO ราชการ ก็ไปดูงบความมั่นคง เดาเอาว่าเป็นการอบรมทักษะการประชาสัมพันธ์ หรืออบรมสื่อโซเชียลฯ”
อ.จันจิรา กล่าวว่า เรื่องเล่านี้สังเกตยากขึ้นไปอีกขั้น หากพรรคการเมืองใช้ประโยชน์จากสิ่งนี้ในการหาเสียง
“กลายเป็นเรื่องการตลาดทางการเมือง การประชาสัมพันธ์ หรือเป็นเรื่องส่วนบุคคลที่ผู้สมัคร สส. จะมีงบตัวเอง และจ้างคนทำประชาสัมพันธ์ให้ตัวเอง”
ทว่า จุดหนึ่งที่พอจะจับสัญญาณการขยายตัวได้ อ.จันจิรา ชี้ว่า มีความพยายามทำให้ IO เป็น ‘เรื่องธรรมดา’ อย่างที่ระหว่างการอภิปรายในสมัยประชุมก่อน มีการเปิดเผยโครงสร้างปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร ที่มีการบูรณาการหน่วยงานรัฐที่เคยทำงานแยกกัน มารวมเป็นหน่วยเฉพาะกิจ และยอมรับว่าจำเป็นต่อความมั่นคง
“เมื่อก่อนคนพูดเรื่อง IO ยังมี Taboo (ข้อต้องห้าม) คือเป็นเรื่องที่อย่าพูดเยอะ เพราะเดี๋ยวเขาหาว่าผู้สนับสนุนเราไม่ใช่ธรรมชาติ แต่เป็นการจัดตั้ง แต่หลังๆ คนไม่ได้ใช้คำว่า IO เสียทีเดียว แต่ใช้คำว่า มีการทำประชาสัมพันธ์ มีอินฟูฯ มีด้อมของตัวเอง ก็เป็นเรื่องธรรมดามากขึ้น”
อย่างไรก็ตาม อ.จันจิรา มองว่า เส้นที่บางลงเรื่อยๆ ระหว่างความเป็นธรรมชาติ และการจัดตั้ง ผลกระทบที่ตามมา คือ เกิดพื้นที่เทาๆ ให้คนหาผลประโยชน์ได้ จนนำไปสู่การคุกคาม การทำลายชื่อเสียงผู้เห็นต่าง ปล่อยข่าวเท็จ มากไปถึงขั้นการทำนิติสงคราม
“มันมีผลในโลกความเป็นจริง และเป็นผลในการทำลายรากฐานการเป็นประชาธิปไตย เป็นการบิดเบือนการเลือกตั้งที่ควรจะบริสุทธิ์ยุติธรรม ทำลายชื่อเสียงผู้เห็นต่างทางการเมือง ปั้นให้เขาถูกทำเดินคดี”
เมื่อมีผลในโลกความจริง ทั้งหมดนี้จึงสมควรต้องถูกตั้งคำถาม โดยเฉพาะกรณีที่ใช้เงินภาษี
“IO ราชการ ที่ใช้เงินภาษีประชาชนไปทำ แล้วส่งผลในโลกความเป็นจริง ต้องตั้งคำถามว่าทำไมภาษีจองเราถูกใช้แบบนี้”
อ.จันจิรา กล่าว่า ตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2566 ได้เผยร่องรอยชัดเจนของ Influence Operation (IO) ในไทย ตัวละครหลากหลาย ทั้งรัฐ พรรคการเมือง อาสาสมัคร และเอกชน ผสมปนเปกัน จนแยกไม่ออกว่าบัญชีไหนเป็นธรรมชาติหรือจัดตั้ง
ยุทธวิธี IO ในภูมิภาค อย่าง ไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ เริ่มมีความแนบเนียนเพิ่มขึ้น ปรับพฤติกรรมให้เป็นธรรมชาติ เช่น สลับเรื่องการเมืองกับเรื่องทั่วไปอย่างกาแฟ ท่องเที่ยว หรืออาหาร เพื่อหลีกเลี่ยงกฎของแพลตฟอร์ม ที่ไม่ต้องการให้เกิดการจัดตั้ง และปลุกปั่น จนต่อมา ปี 2568 เหตุการณ์ไทย-กัมพูชา เผยการต่อสู้เชิงอุดมการณ์และข่าวสาร บรรดาอินฟลูฯ ฝั่งกัมพูชาเน้นสื่อสารประชาคมนานาชาติ ขณะที่ไทยยังเน้นภายในประเทศแบบธรรมชาติ
ช่วงท้าย อ.จันจิรา ยังกล่าวถึง โลกออนไลน์ในยุค IO ผสมผสานกับ AI ซึ่งถูกนำมาใช้แบบ Multimodal ทั้งภาพ เสียง และเคลื่อนไหว ทำให้เนื้อหาดูสมจริงยิ่งขึ้น แม้ตอนนี้ยังไม่เห็น AI ผลิตนักการเมืองพูดจริงจังในไทย แต่แนวโน้มและเทคโนโลยีพร้อมแล้ว
อ.จันจิรา ให้ความเห็นว่า เมื่อ IO และ AI ถูกผสมผสานเข้ากับโลกออนไลน์ นำมาซึ่งความท้าทายที่สำคัญ คือผู้คนต้องเรียนรู้ที่จะแยกแยะ และไม่เชื่อทุกอย่างที่เห็น