โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ย้อนรอยมหากาพย์ บังมัด-สันธนะ จากฝ่ามือพิฆาต สู่ข้าวกล่องหน้าห้องขัง

แนวหน้า

เผยแพร่ 23 ก.พ. เวลา 17.00 น.

เป็นประเด็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ที่สั่นสะเทือนวงการ "คนดัง" ตลอดปี 2568 สำหรับความขัดแย้งระหว่าง "บังมัด คลองตัน" (นายวันชัย มะอินทร์) อดีตผู้กว้างขวางย่านคลองตัน กับ "รองต่อ" สันธนะ ประยูรรัตน์ อดีตตำรวจสันติบาล ผู้ขึ้นชื่อเรื่องการตรวจสอบคนดัง ที่เปิดศึกกันชนิดไม่มีใครยอมใคร

จุดชนวน: ศักดิ์ศรีพี่น้อง…ยอมกันไม่ได้

ปมร้าวเริ่มปริแตกจากความคับแค้นใจสะสม โดยทางฝั่ง"บังมัด" ออกมาระบุชัดเจนว่า ทนไม่ได้กับพฤติกรรมของอดีตตำรวจรายนี้ ที่มักจะไประราน "คนตัวเล็ก" อย่างลูกน้องที่ดูแลรถในย่านเอกมัย 30 แต่ฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้บังมัดขาดผึง คือการที่สันธนะออกมาวิพากษ์วิจารณ์และดูถูก "สจ.โต้ง" ซึ่งเป็นคนสนิทที่บังมัดให้ความเคารพรัก จนกลายเป็นชนวนเหตุที่บังมัดลั่นวาจาว่า "ต้องเคลียร์ให้จบ"

เหตุการณ์มาถึงจุดเดือดในช่วงดึกของวันที่ 3 เมษายน 2568 บริเวณลานจอดรถสถานบันเทิงชื่อดังย่านทองหล่อ เมื่อทั้งคู่เผชิญหน้ากัน บังมัดยอมรับแบบลูกผู้ชายว่า "เป็นคนเปิดฉากตบหน้าสันธนะ" เพื่อสางแค้นปมดูถูกคนสนิทและรังแกลูกน้อง

หลังเหตุการณ์ บังมัดยังโชว์ความเก๋าด้วยการโพสต์ท้าทายผ่านโซเชียลมีเดียว่า"ถ้าไม่พอใจก็ไปแจ้งความ" ขณะที่ทางฝั่งสันธนะไม่รอช้า ใช้ช่องทางกฎหมายตอบโต้ทันทีด้วยการยื่นเรื่องขอถอนประกันตัวบังมัดในคดีเก่าที่ค้างคาอยู่ หวังให้ฝ่ายตรงข้ามกลับเข้าคุก

เวลาผ่านไปจนถึงเดือนพฤศจิกายน 2568 เมื่อสถานการณ์พลิกผัน สันธนะกลับเป็นฝ่ายถูกรวบตัวในคดีอื้อฉาวอย่าง "อุ้มรีดค่าไถ่" และถูกควบคุมตัวอยู่ที่ สน.ทองหล่อ ที่เดียวกับที่เคยเกิดเหตุตบหน้ากันนั่นเอง

บังมัดจึงโชว์ลีลา"เหนือชั้น" ด้วยการส่งเพื่อนสนิทหิ้ว "ข้าวกะเพรา" ไปมอบให้ที่โรงพัก พร้อมส่งข้อความเย้ยหยันในเชิงหยิกแกมหยอกว่า"เป็นห่วง กลัวพี่จะไม่มีข้าวกิน" กลายเป็นภาพจำที่ปิดท้ายความขัดแย้งได้อย่างแสบสัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...