โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ทะลุมิติชาตินี้ ฉันขอใช้ชีวิตในชนบทอย่างสุขสำราญยุค 70 by ไหหม่า

นิยาย Dek-D

เผยแพร่ 19 มิ.ย. 2567 เวลา 08.04 น. • enjoybook
หากต้องทะลุมิติมาเป็นลู่เซี่ยในยุค 70 เธอจะใช้ชีวิตอยู่อย่างสุขสำราญได้ไหม เมื่อเธอเป็นสาวที่ทะลุมิติจากศตวรรษที่ 21 แถมยังต้องมาใช้ชีวิตอยู่ในชนบทอย่างยากลำบาก เธอจะผ่านเรื่องราวเหล่านี้ไปได้หรือไม่

ข้อมูลเบื้องต้น

ทะลุมิติชาตินี้ ฉันขอใช้ชีวิตในชนบทอย่างสุขสำราญยุค 70 by ไหหม่า
穿书七零:我的炮灰丈夫十项全能
***ลิขสิทธิ์ถูกต้องภายใต้หจก. EnJoyBook ***
ได้รับลิขสิทธิ์ออนไลน์ (Digital license) สำหรับแปลขายลงบนเว็บไซต์ได้อย่างถูกลิขสิทธิ์ 100%
สงวนลิขสิทธิ์
ผู้แต่ง : 静似骄阳 ผู้แปล : ไหหม่า

เรื่องย่อ
‘ลู่เซี่ย’ หญิงสาวกำพร้าจากศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด จำต้องจบชีวิตลงด้วยอาการเจ็บแปลบที่หน้าอก จากการทำงานที่ล่วงเลยไปถึงเวลาเที่ยงคืน
เมื่อลู่เซี่ยจากศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดตื่นขึ้นมาภายในห้องนอนอันคับแคบ เธอจึงคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงความฝัน และในสิ่งที่เธอเข้าใจว่าเป็นเพียงความฝันนั้น เธอกลับตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนจะตระหนักได้ว่า เธอในตอนนี้คือ ‘ลู่เซี่ยในยุคเจ็ดศูนย์’ หญิงสาวที่จบชีวิตลงในเวลาเดียวกันกับเธอ
ทั้งสองสลับร่างกันหรือมีเพียงเธอผู้เดียวที่ทะลุมิติมา แล้วลู่เซี่ยในยุคเจ็ดศูนย์จะใช่ตัวละครจากนิยายที่เคยอ่านหรือไม่ หากใช่… ชีวิตเธอจะจบลงอย่างน่าอนาถเช่นเดียวกับในนิยายหรือเปล่า? เช่นนั้นเธอควรทำอะไรสักอย่างเพื่อให้ใช้ชีวิตอยู่ในยุคเจ็ดศูนย์ได้อย่างสงบสุข!

บทที่ 1 การข้ามภพ

บทที่ 1 การข้ามภพ

เมื่อลู่เซี่ยตื่นขึ้น เสียงจากภายนอกก็เงียบสงบลงแล้ว คาดว่าคนในบ้านน่าจะออกไปกันหมดแล้ว

เธอค่อย ๆ ลุกขึ้นนั่งอย่างระมัดระวัง แล้วมองไปรอบ ๆ ห้อง ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบา ๆ

ห้องนี้มีขนาดเล็กมาก แต่กลับมีข้าวของวางอยู่เต็มไปหมด ดูอึดอัดมากเลยทีเดียว

ก็อยู่กันสามคนนี่ จะไม่ให้คับแคบได้ยังไง!

ฝั่งตรงข้ามมีเตียงเหล็กสองชั้นวางอยู่แนบชิดกำแพง นั่นคือเตียงของพี่สาวคนโตกับน้องสาวของเธอ

มีกล่องหลายใบวางอยู่ข้างเตียง ถัดไปก็สุดขอบกำแพงห้องแล้ว

ส่วนเตียงของเธออยู่อีกฝั่งหนึ่ง ซึ่งแทบจะเรียกว่า ‘เตียง’ ไม่ได้ด้วยซ้ำ เพราะมันก็แค่เอาแผ่นไม้สองแผ่นมาวางประกอบกันง่าย ๆ มีความยาวเพียงหนึ่งเมตรครึ่งเท่านั้น ไม่แปลกใจเลยที่เธอจะรู้สึกว่าเท้าลอย ๆ

มุมห้องอันคับแคบถูกเบียดเสียดด้วยโต๊ะเครื่องแป้งที่ดูไม่จืดเอาไว้ ซึ่งโต๊ะนี้เป็นที่เฉพาะของพี่สาวเธอ

ส่วนพื้นที่เหลือของห้องก็เต็มไปด้วยข้าวของ เว้นเพียงตรงกลางไว้เป็นทางเดินแคบ ๆ โชคดีที่ภายในห้องนี้มีหน้าต่างบานเล็ก ๆ เลยไม่รู้สึกว่าบรรยากาศมืดทึบจนเกินไป

ลู่เซี่ยมองไปยังเตียงเหล็กสองชั้นฝั่งตรงข้ามที่ดูแข็งแรง แล้วกลับมามองเตียงที่แสนจะธรรมดาของตัวเอง ไม่รู้เลยว่าเจ้าของร่างเดิมทนอยู่ได้ยังไง

ใช่แล้ว เจ้าของร่างเดิม

ลู่เซี่ยคนปัจจุบันไม่ใช่ลู่เซี่ยคนเดิมอีกต่อไปแล้ว

ลู่เซี่ยคนปัจจุบันทะลุมิติมาจากศตวรรษที่ 21

เธอใช้เวลาทั้งเช้ากว่าจะยอมรับความจริงนี้ได้

แล้วเจ้าของร่างเดิมไปไหนล่ะ?

เรื่องนี้ยาวนานมาก…

ลู่เซี่ยถอนหายใจเฮือกใหญ่ เมื่อคิดถึงเจ้าของร่างเดิม เธอรู้สึกใจหายและมีความรู้สึกงุนงงเกิดขึ้นเล็กน้อย

เจ้าของร่างเดิมชื่อ ‘ลู่เซี่ย’ เธอเป็นลูกคนที่สองของ ‘ตระกูลลู่’ พ่อแม่ของลู่เซี่ยเป็นคนงานธรรมดาในเมืองหลวงยุค 70

‘ลู่เจี้ยนไห่’ ผู้เป็นพ่อ เป็นพนักงานขนส่งสินค้าในโกดังของโรงงานทอผ้า

ตามหลักแล้ว งานขนส่งสินค้าที่เป็นงานหนักแบบนี้ คนงานหนุ่มสาวหรือลูกมือจะเป็นคนทำ แต่พ่อลู่ที่ทำงานในโรงงานทอผ้ามาแล้วกว่ายี่สิบปีกลับยังไม่ได้เปลี่ยนตำแหน่ง

พ่อลู่เป็นคนซื่อสัตย์ พูดไม่เก่ง มักจะถูกคนอื่นเอาเปรียบอยู่เสมอ เมื่อมีโอกาสที่จะได้เปลี่ยนตำแหน่ง หัวหน้าก็มักจะคิดถึงคนอื่นก่อน ดังนั้นหลายปีมานี้จึงยังคงทำงานแบบนี้ต่อไป โชคดีที่ร่างกายแข็งแรง ก็ยังพอทนได้

ส่วน ‘ซุนกุ้ยฟาง’ ผู้เป็นแม่ เป็นคนงานปั่นด้ายธรรมดาในห้องปฏิบัติการของโรงงานทอผ้าเช่นกัน

ทั้งคู่เป็นคนงานรุ่นแรกของโรงงานทอผ้าแห่งนี้ ที่ก่อตั้งขึ้นหลังการสถาปนาประเทศ เนื่องจากทั้งคู่ทำงานในโรงงานเดียวกัน จึงเป็นเรื่องปกติที่จะได้รู้จักและแต่งงานกัน

หลังแต่งงาน ทั้งคู่มีลูกสาวด้วยกันสามคนและลูกชายอีกหนึ่งคน

ลูกสาวคนโตชื่อ ‘ลู่ชุน’ แม้จะเป็นผู้หญิง แต่เนื่องจากเป็นลูกคนแรกทั้งคู่จึงรักเธอมาก

ตอนตั้งท้องลูกคนที่สอง ทั้งคู่คาดหวังให้เป็นผู้ชาย แต่กลับได้ลูกสาวอีกคน ความผิดหวังที่เกิดขึ้นทำให้ดูแลเธอน้อยลงและละเลยเธอไปบ้าง

และลูกสาวคนนี้ก็คือ ‘ลู่เซี่ย’

ต่อมาทั้งคู่ก็มีลูกแฝดชายหญิง ซึ่งก็คือ ‘ลู่ชิว’ ลูกคนที่สาม และ ‘ลู่ตง’ ลูกคนที่สี่

แม้การให้กำเนิดพวกเขาจะทำให้ซุนกุ้ยฟางไม่สามารถมีลูกได้อีก แต่เธอกลับมีความสุขมาก เพราะการให้กำเนิดลูกแฝดชายหญิงถือว่านับเป็นสิ่งแรกที่เกิดขึ้นในตระกูลลู่ และในที่สุดเธอก็มีลูกชายสืบสกุล ดังนั้นเธอจึงดูแลลูกชายคนเล็กเป็นอย่างดี

สถานการณ์เช่นนี้ ในบรรดาลูก ๆ ทั้งหลาย ลูกคนโตและลูกคนเล็กจึงเป็นที่โปรดปรานของพ่อแม่ ส่วนลูกคนที่สามก็พลอยได้ใช้ประโยชน์จากน้องคนเล็กไปด้วย ดังนั้น ลูกที่ไม่เป็นที่โปรดปรานที่สุดในบ้านก็คงเป็นคนที่สองอย่าง ‘ลู่เซี่ย’

และเธออาจรู้ตัวมาตั้งแต่เด็กว่าพ่อแม่ไม่รักเธอ ทำให้เธอมีนิสัยที่ชอบเก็บตัว พยายามทำงานบ้านอย่างหนักเพื่อให้พ่อแม่รักเธอมากขึ้น

ด้วยเหตุผลนี้ เธอจึงรับผิดชอบงานบ้านทั้งหมดมาตั้งแต่อายุยังน้อย

แม้เธอจะไม่เป็นที่โปรดปรานของพ่อแม่ แต่พวกเขาก็ไม่อยากแสดงความลำเอียงต่อหน้าคนอื่น ดังนั้นเมื่อถึงวัยเรียน พวกเขาก็ให้เธอเรียนด้วย

บทที่ 2 งาน

บทที่ 2 งาน

แม้ลู่เซี่ยจะอายุน้อยกว่าลู่ชุนผู้เป็นพี่สาวเพียงปีเดียว แต่ตั้งแต่เล็กจนโต เธอนั้นฉลาดกว่าลู่ชุนมาก และผลการเรียนก็ยังดีกว่าด้วย

ปีนั้นลู่ชุนสอบไม่ติดโรงเรียนมัธยมปลาย เพื่อที่จะไม่ต้องไปทำงานในชนบท เธอจึงพยายามอย่างหนักที่จะเรียนซ้ำชั้นอีกหนึ่งปี ซึ่งบังเอิญว่าเรียนชั้นเดียวกับลู่เซี่ย เธอจึงขอให้ลู่เซี่ยช่วยติวหนังสือให้ เพื่อที่จะสอบเข้าเรียนในระดับมัธยมปลายได้

และลู่เซี่ยก็เก่งจริง ๆ เธอช่วยติวหนังสือจนลู่ชุนสอบเข้าเรียนในระดับมัธยมปลายได้สำเร็จ

ส่วนลู่เซี่ยเองซึ่งเรียนเก่งอยู่แล้ว เธอจึงสอบเข้าเรียนในระดับมัธยมปลายได้อย่างง่ายดาย แต่พ่อแม่ไม่ได้ตั้งใจให้เธอเรียนต่อ อยากให้เธอรีบหางานทำ เพื่อหารายได้ให้กับครอบครัวมากกว่า

แต่เมื่อพี่สาวของเธอต้องเรียนซ้ำชั้น และเธอก็ช่วยติวหนังสือให้พี่สาวจนสอบเข้าเรียนในระดับมัธยมปลายได้ หากไม่ให้โอกาสเธอเรียนต่อก็คงเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง

ดังนั้น เธอกับพี่สาวจึงได้เรียนมัธยมปลายด้วยกัน

และเมื่อไม่กี่วันก่อน พวกเธอก็เพิ่งจะจบมัธยมปลายพร้อมกัน

หลังจากจบมัธยมปลาย พวกเธอจำเป็นต้องเผชิญกับการหางานทำ ไม่เช่นนั้นก็ต้องตอบรับนโยบายของรัฐบาลในการส่งกำลังคนรุ่นใหม่ไปทำงานในพื้นที่ชนบท

เพียงแต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน โรงงานไม่ค่อยรับพนักงานใหม่เข้าทำงาน และหลายโรงงานก็ยังไม่เปิดรับสมัครพนักงาน ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากที่จะหางานทำได้

สำนักงานเขตได้เข้ามาติดตามเรื่องนี้หลายครั้งแล้ว กฎระเบียบในตอนนี้ระบุไว้ว่า ทุกครอบครัวต้องส่งบุตรหลานคนใดคนหนึ่งลงไปเป็นปัญญาชนในพื้นที่ชนบท

ลู่ชุนไม่อยากใช้ชีวิตอยู่ในชนบท ช่วงเวลาก่อนหน้านี้เธอจึงวิ่งวุ่นอยู่บ่อยครั้ง เพื่อหาข้อมูลการรับสมัครงานของโรงงานต่าง ๆ ส่วนพ่อแม่ของเธอก็พยายามติดต่อญาติพี่น้อง เพื่อขอความช่วยเหลือในการสืบหาข้อมูลให้ลูกสาวเช่นกัน

แต่สำหรับลู่เซี่ย ดูเหมือนพวกเขาจะไม่ได้ให้ความสนใจเลย ไม่แน่ใจว่าลืม หรือไม่ได้ใส่ใจเลยจริง ๆ กันแน่

ถึงอย่างไรลู่เซี่ยเป็นเด็กเรียนดีและได้รับคำชื่นชมจากครูอยู่บ่อยครั้ง ดังนั้นเมื่อใกล้จบการศึกษา ครูจึงให้ข้อมูลว่าโรงงานผลิตหลอดไฟกำลังรับสมัครพนักงานอยู่ แต่เนื่องจากมีการเปิดรับสมัครจำนวนน้อย ข่าวสารจึงไม่ได้แพร่หลายออกไป

ลู่เซี่ยดีใจมากเมื่อได้ยิน และเธอก็ไม่ได้บอกที่บ้าน

แม้ลู่เซี่ยจะขี้อาย แต่เธอก็ไม่ได้เป็นโง่ กลับเฉลียวฉลาดรู้ทันคน เธอรู้ว่าหากบอกเรื่องนี้กับครอบครัว เธอคงโดนคัดค้าน เพราะพ่อแม่ของเธอจะต้องคำนึงถึงพี่สาวเป็นอันดับแรก

แต่เธอไม่อยากเสียโอกาสนี้ไป จึงเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ รอจนถึงวันที่กำหนดก็แอบไปสอบ

จนกระทั่งเธอสอบติดและได้รับการตอบรับจากโรงงานผลิตหลอดไฟ เธอจึงบอกเรื่องนี้กับครอบครัวด้วยความดีใจ

จากนั้นที่บ้านก็ระเบิด!

ลู่ชุนโวยวายอย่างหนัก พ่อแม่ของเธอก็รู้สึกผิดหวังในตัวเธอ และด่าว่าเธอเห็นแก่ตัว มีเรื่องดี ๆ ก็ไม่คิดถึงคนในครอบครัว

ส่วนน้องชายและน้องสาวที่เพิ่งจบประถมก็ดูเฉย ๆ

ลู่เซี่ยคาดไม่ถึงว่าพวกเขาจะแสดงปฏิกิริยาเช่นนี้ออกมา การที่เธอใช้ความพยายามของเธอเองในการหางานจนสำเร็จ มันก็ถือเป็นเรื่องดี ๆ ไม่ใช่เหรอ ทำไมพวกเขาถึงได้โกรธขนาดนี้?

หรือเพราะคนที่ได้งานไม่ใช่พี่สาวคนโตหรือเปล่า? แล้วเธอล่ะ เธอก็เป็นลูกสาวของพวกเขาไม่ใช่เหรอ?

สุดท้ายเรื่องนี้ก็จบลงไม่สวยนัก พ่อกลับเข้าห้องของตัวเอง ขณะที่แม่ก็ไปปลอบพี่สาวคนโต

ไม่มีใครแสดงความยินดีกับเธอ

เมื่อลู่เซี่ยต้องเผชิญกับการปฏิบัติเช่นนี้ หัวใจของเธอก็เย็นชาลงอีกครั้ง…

แต่หลังจากที่หัวใจเย็นชาลงแล้ว ลู่เซี่ยก็คิดได้ว่าอย่างน้อยเธอก็ได้งานเรียบร้อยแล้ว จากนี้ไปก็แค่ใช้ชีวิตของตัวเองให้ดีก็พอ

จากนั้นเธอกก็วางแผนที่จะไม่สนใจท่าทีของคนในครอบครัวอีกต่อไป พวกเขาจะทำอย่างไรก็ตามใจ ขอแค่ไม่กระทบถึงเธอก็พอ

แต่ลู่เซี่ยคิดไม่ถึงว่าเธอจะมองพวกเขาในแง่ดีจนเกินไป

ลู่เซี่ยไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่า แม่กับพี่สาวของเธอจะแอบลงชื่อให้เธอไปเป็นปัญญาชนในชนบท

กว่าเธอจะรู้ตัว เอกสารจากสำนักงานจัดหางานก็ถูกส่งมาแล้ว และไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้

เมื่อวานที่ลู่เซี่ยรู้เรื่องนี้ เธอรู้สึกเหมือนถูกฟ้าผ่าลงกลางกระบาล ยิ่งไปกว่านั้น แม่ของเธอยังแสร้งปลอบใจให้เธอทำใจและยอมรับมัน

เธอจะทำใจยอมรับมันได้ไหม? ในเมื่อเธอเองก็รู้ดีว่าการไปเป็นปัญญาชนในชนบทมันเป็นอย่างไร

ไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ ในละแวกนี้ก็มีคนรุ่นใหม่ที่เคยเป็นปัญญาชนในชนบทกลับมาเยี่ยมญาติ พวกเธอที่เคยเป็นเด็กสาววัยรุ่นอายุน้อย แต่กลับมาด้วยใบหน้าที่ดูโทรมจนแทบจะจำพวกเธอไม่ได้เลย!

บทที่ 3 สลับตัวตน

บทที่ 3 สลับตัวตน

ลู่เซี่ยไม่คาดคิดว่าแม่ของเธอจะใจร้ายได้ขนาดนี้!

สิ่งที่ใจร้ายยิ่งกว่าคือ แม่ของเธอกล้าที่จะพูดสาเหตุที่ทำเช่นนี้ออกมาตรง ๆ!

โดยขอให้ลู่เซี่ยยอมยกงานที่ได้ให้แก่พี่สาวของเธอ ทั้งยังพูดออกมาอย่างหน้าไม่อาย “ยังไงเธอก็ต้องลงไปเป็นคนรุ่นใหม่ในชนบทอยู่แล้ว ก็ยกงานนั้นให้คนในครอบครัวซะเถอะ”

หลังจากได้ยินคำพูดเหล่านั้น หัวใจของลู่เซี่ยไม่เพียงแต่จะเย็นชาลง แต่ทั้งร่างกายยังสั่นสะท้านด้วยความโกรธ เธอพยายามควบคุมอารมณ์ที่อยากจะลงไม้ลงมือผลักแม่ของเธอออกจากห้อง

แต่ไม่ว่าจะอย่างไรลู่เซี่ยก็ระงับความโกรธนี้เอาไว้ไม่ได้ เธอรับไม่ได้ที่คนในครอบครัวปฏิบัติเช่นนี้กับเธอ ยิ่งคิดก็ยิ่งโกรธ จนกระทั่งคืนนั้นก็กลั้นใจที่จะมีชีวิตต่อไปไม่ได้ เธอจึงตัดสินใจจากไป…

ส่วนลู่เซี่ยในตอนนี้ก็ข้ามภพมาในช่วงเวลานี้เอง

ชื่อจริงของเธอก็คือ ‘ลู่เซี่ย’ เช่นกัน ในศตวรรษที่ 21 เธอเป็นเพียงพนักงานธรรมดาที่เพิ่งเรียนจบมาได้หนึ่งปี

เมื่อคืนหลังจากเลิกงานแล้วกลับมาถึงบ้าน เจ้านายก็ส่งข้อความมาในกลุ่มเพื่อให้เธอแก้ไขโครงการ ซึ่งโครงการนี้เธอแก้ไขไปแล้วหลายสิบฉบับ แต่ก็ยังไม่ได้รับการอนุมัติเสียที

สุดท้ายเวลาก็ล่วงเลยมาถึงเที่ยงคืน ลู่เซี่ยรู้สึกเจ็บแปลบที่หน้าอก สายตาพร่ามัว เมื่อรู้สึกตัวอีกทีเธอก็กลายมาเป็นลู่เซี่ยในยุค 70 เสียแล้ว

ลู่เซี่ยได้รับความทรงจำจากเจ้าของร่างเดิม เมื่อลืมตาขึ้นมาก็คิดว่าตัวเองกำลังฝันอยู่ แต่เพราะยังรู้สึกเหนื่อยเกินไป เธอจึงหลับลงไปอีกครั้ง

ไม่คาดคิดว่าหลังจากที่หลับไปแล้ว เธอจะฝันอีกครั้ง…

ในความฝัน ลู่เซี่ยในศตวรรษที่ 21 ตื่นขึ้นมา เดิมทีเธอรู้สึกประหลาดใจและไม่คุ้นเคย จากนั้นก็หวนรำลึกความทรงจำอยู่ครู่หนึ่ง และพยายามปรับตัวให้เข้ากับชีวิตของลู่เซี่ยในยุค 70 อย่างระมัดระวัง และใช้ชีวิตแทนเธอต่อไป…

หลังจากที่ลู่เซี่ยตื่นขึ้นมา และตระหนักได้ว่าเธอเองได้ข้ามภพมาแล้ว เธอจึงเข้าใจเอาเองว่า เจ้าของร่างเดิมก็น่าจะข้ามภพไปเป็นเธอเช่นกัน…

ลู่เซี่ยสองคนในสองยุคที่แตกต่างได้สลับตัวตนกันแล้ว

เมื่อคิดถึงตรงนี้ ลู่เซี่ยก็รู้สึกสะท้อนใจ อันที่จริงแล้วสถานการณ์ของพวกเธอทั้งสองคนก็ไม่อาจบอกได้ว่าใครดีกว่าใคร มีแต่จะบอกได้ว่าต่างคนต่างมีปัญหาของตัวเอง

ลู่เซี่ยในศตวรรษที่ 21 เธอเป็นเด็กกำพร้าไร้ญาติพี่น้อง เพิ่งจบการศึกษาระดับปริญญาตรี ยังไม่มีเงินเก็บมากนัก และยังต้องเก็บเงินเพื่อชำระคืนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา เรียกได้ว่าชีวิตค่อนข้างขัดสน

ในทางกลับกัน ลู่เซี่ยในยุค 70 แม้จะมีครอบครัวที่สมบูรณ์ แต่ก็เหมือนไม่มีเช่นกัน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ลู่เซี่ยในความฝันยอมรับบทบาทใหม่ได้อย่างรวดเร็ว คงเพราะหมดหวังจากชีวิตเดิมแล้วจริง ๆ

ตอนนี้เธอกลายเป็นลู่เซี่ยในยุคนี้แล้ว ทั้งยังต้องรับช่วงต่องานที่ยากลำบากนี้ และเธอมีความรู้สึกว่าตัวเองคงไม่ได้กลับไปในศตวรรษที่ 21 อีกแล้ว ดังนั้น เธอจึงต้องคิดหาทางออกสำหรับอนาคตเอาไว้บ้าง

คิดถึงตรงนี้ ลู่เซี่ยก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เธอจึงก้มลงมองข้อมือขวา และแน่นอนว่าเห็นรอยกำเนิดรูปใบไม้บนนั้นจริง ๆ

ในความทรงจำ เจ้าของร่างเดิมไม่มีรอยกำเนิดนี้ ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่าเธอเป็นคนนำมันมา

เธอใช้มือซ้ายสัมผัสรอยกำเนิดนั้นอีกครั้ง จนในที่สุดก็เห็น ‘ช่องว่างมิติ’ ขนาดไม่ใหญ่นักปรากฏอยู่ในห้วงความคิด

ลู่เซี่ยถอนหายใจโล่งอก ยังดีที่ช่องว่างมิติติดตามมาด้วย

ถูกแล้ว! ลู่เซี่ยมีช่องว่างมิติอยู่หนึ่งช่อง เป็นสิ่งที่เธอซื้อมาจากแผงลอยริมถนนใกล้มหาวิทยาลัยในปีที่จบการศึกษา

ในตอนนั้นลู่เซี่ยจ่ายเงินไปยี่สิบห้าหยวน ซึ่งถือเป็นเงินจำนวนมหาศาลสำหรับคนประหยัดอย่างเธอ เงินก้อนนั้นเท่ากับค่าอาหารทั้งวันเลยทีเดียว

ลู่เซี่ยเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตอนนั้นเธอกำลังคิดอะไรอยู่ ทั้ง ๆ ที่มันก็แค่จี้พลาสติกรูปใบไม้เล็ก ๆ แม้ว่าจะดูดีก็ตาม แต่มันก็ไม่คุ้มกับราคานี้ แต่เธอก็ยังควักเงินซื้อมันมาโดยไม่รู้ตัว

เมื่อกลับถึงบ้านในคืนนั้น แม้จะรู้สึกเสียใจที่ซื้อมันมา แต่ก็สายไปเสียแล้ว

ลู่เซี่ยคิดเพียงว่า เมื่อซื้อมาแล้วก็ต้องใช้ให้คุ้มค่า เธอจึงหาเชือกมาผูกเพื่อจะแขวนไว้ที่คอ แต่หาเชือกที่มีความยาวพอดีไม่ได้ จึงหยิบเอาเชือกถักห้าสีที่เพื่อนร่วมห้องให้มาในช่วงเทศกาลไหว้บ๊ะจ่างมาผูกแทน แต่ก็ยังสั้นไป เธอจึงตัดสินใจผูกไว้ที่ข้อมือ

ใครจะไปคิดว่าหลังจากตื่นขึ้นมา จี้รูปใบไม้จะกลับกลายเป็นรอยกำเนิดรูปใบไม้ปรากฏขึ้นที่ข้อมือ

ลู่เซี่ยตกใจจนเกือบจะร้องลั่น หลังจากตั้งสติได้ก็รู้สึกตื่นเต้น เพราะเธอเคยอ่านนิยายมาบ้าง จึงรู้ว่าตัวเองอาจจะได้พบเจอกับเหตุการณ์พิสดารบางอย่างเข้าแล้ว

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...