ทะลุมิติไปเป็นแม่ลูกสามผู้มั่งคั่ง By ไหหม่า
ข้อมูลเบื้องต้น
ทะลุมิติไปเป็นแม่ลูกสามผู้มั่งคั่ง By ไหหม่า
丧夫后,她把侯府小反派养成大佬
***ลิขสิทธิ์ถูกต้องภายใต้หจก. EnJoyBook ***
ได้รับลิขสิทธิ์ออนไลน์ (Digital license) สำหรับแปลขายลงบนเว็บไซต์ได้อย่างถูกลิขสิทธิ์ 100%
สงวนลิขสิทธิ์
ผู้แต่ง : 余弗 ผู้แปล : ไหหม่า
เรื่องย่อ
'ถังซูอี๋' หญิงสาวผู้บ้างาน เคยพยายามผลักดันตัวเองจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายขายธรรมดา สู่ประธานบริหารของบริษัทประจำภูมิภาค เพียงหวังเพื่อให้มีชีวิตที่หรูหรา เงินตราที่เหลือใช้ และหน้าที่การงานที่มั่นคง เธอจำต้องเสียสละเวลาตั้งแต่เช้าจนดึกเพื่อทุ่มเทให้กับงาน แต่ทุกอย่างกลับสูญสิ้น เมื่อชีวิตของเธอต้องจบลงด้วยด้วยสิ่งที่เธอทุ่มเทให้กับมัน
เมื่อได้โอกาสกลับมาเกิดใหม่ ทุกสิ่งอย่างที่เคยพยามเพื่อให้ได้มันมา ถังซูอี๋ผู้นี้กลับได้มันมาอย่างง่ายดาย ทั้งทรัพย์สมบัติ เงินตรา และความมั่นคง แต่เมื่อตระหนักได้ว่าตนเองคือผู้ใด และจะเกิดสิ่งใดขึ้น ความคิดที่จะใช้ชีวิตอย่างสุขสบายกลับเปลี่ยนไป เธอจะเปลี่ยนแปลงโชคชะตาที่ถูกเขียนไว้ได้หรือไม่ จะรักษาตระกูลให้คงอยู่หรือเปล่า… ล้วนขึ้นอยู่กับเธอ!
บทที่ 1 จุดสูงสุดของจักรวาลแห่งการทะลุมิติ
บทที่ 1 จุดสูงสุดของจักรวาลแห่งการทะลุมิติ
ถังซูอี๋ได้ทะลุมิติมาแล้ว
บัดนี้ นางเอนกายอย่างเกียจคร้านบนตั่งไม้หอมแกะสลัก ข้างกายถูกห้อมล้อมด้วยสาวใช้ราวสี่ห้าคน พวกนางคอยนวดบ่า นวดขา พัดวี และคอยปอกองุ่นให้
นางรับองุ่นจากสาวใช้แล้วค่อย ๆ กัดกินเพื่อลิ้มรส เนื้อผลไม้รสหวานอมเปรี้ยวทำให้นางรู้สึกสบายใจนัก
ถังซูอี๋ในยามนี้ไม่เพียงแค่รู้สึกสบายใจเท่านั้น ทว่านางแทบจะกระโดดโลดเต้นไปด้วยความยินดี
สำหรับผู้ที่ทำงานจนตายแล้วมีโอกาสได้กลับมาเกิดใหม่ ทั้งยังนอนพักผ่อนได้อย่างสบายใจ ไม่ว่าผู้ใดก็คงรู้สึกดีใจกับเรื่องแบบนี้ใช่หรือไม่?
ในชาติก่อน ถังซูอี๋เป็นคนบ้างานตัวยง เป็นพวกบ้างานตัวจริง
นางสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมดา แต่เป็นเพราะโชคชะตาที่เข้าข้าง ทำให้นางได้รับเลือกเข้าทำงานในบริษัทต่างชาติ ในตำแหน่งผู้ช่วยฝ่ายขาย ด้วยการทำงานหนักเป็นเวลาแปดปีโดยไม่มีวันหยุด นางจึงได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธารบริหารของบริษัทประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ทว่าหลังจากเข้ารับตำแหน่งได้ไม่นาน ชีวิตนางก็ดับลงเพราะการทำงานที่หนักเกินไป
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ นางรู้สึกว่ามันไม่คุ้มค่าเอาเสียเลยเลย ต้องตื่นแต่เช้าทำงานจนดึก ทุ่มเททุกสิ่งอย่างเพื่อให้ได้มีชีวิตที่หรูหรา ทว่ามีความสุขกับสิ่งเหล่านั้นได้ไม่นานก็ต้องตายจาก
หลังจากทำงานหนักมาหลายปี ก็กลับคืนสู่…
ไม่สิ นางไม่ได้กลับไปก่อนที่จะได้รับอิสรภาพ เพราะนางในยามนี้คือฮูหยินแห่งจวนโหวหย่งหนิงในราชวงศ์ต้าฉาว มีเงิน มีบรรดาศักดิ์ มีบุตรไม่มีพ่อสามี ไม่มีแม่สามี สำคัญที่สุดคือสามีของนางได้ตายไปแล้ว เช่นนั้นนางจึงกุมอำนาจทั้งหมดในจวนไว้แต่เพียงผู้เดียว
ฮ่า ฮ่า!
คิดมาถึงตรงนี้ ถังซูอี๋ก็กดมุมปากลง ด้วยเกรงว่าจะเผลอหัวเราะออกมา ความรู้สึกของการได้สิ่งได้สิ่งใดสิ่งหนึ่งมาโดยไม่ต้องลงแรงนั้นมันช่างดีเหลือเกิน
นี่คงเป็นจุดสูงสุดของจักรวาลแห่งการทะลุมิติแล้วใช่หรือไม่?
ขณะที่กำลังวางผลองุ่นลงบนริมฝีปาก เสียงของสาวใช้ข้างกายนามว่า ชุ่ยหวิน ดังขึ้น “ฮูหยิน ข้ารับฟังมาว่า คุณหนูรองแห่งตระกูลอู๋ตกน้ำเมื่อวานนี้ และยังคงไร้สติจนถึงบัดนี้”
ถังซูอี๋ดึงสติกลับจากความตื่นเต้นที่ได้มาอย่างง่ายดาย และพยายามตรึกตรองว่าคุณหนูรองแห่งตระกูลอู๋คือผู้ใด บุคคลผู้นี้จำต้องมีสายสัมพันธ์กับนางแน่นอน มิฉะนั้นชุ่ยหวินคงไม่กล่าวถึงโดยปราศจากเหตุผล
แม้มรดกความทรงจำจากเจ้าของร่างเดิมจะมีมากมาย ทว่าก็เกินกำลังที่นางจะจัดระเบียบให้เข้าที่เข้าทางได้ในทันที
หลังจากทานองุ่นหมดไปหนึ่งผล ในที่สุดนางก็ล่วงรู้แล้วว่าคุณหนูรองแห่งตระกูลอู๋คือผู้ใด นางคือคู่หมั้นของบุตรชายคนโตของนาง
“เกิดเหตุใดจึงตกน้ำ?” นางเอียงกายเล็กน้อย ทำทีราวกับรอฟังเรื่องสนุกสนาน
“ข่าวจากตระกูลอู๋แจ้งว่า คุณหนูรองเล่นอยู่ริมทะเลสาบ แล้วพลัดตกน้ำโดยไม่ทันระวัง” ชุ่ยหวินคีบองุ่นหนึ่งลูกแล้วยื่นให้นาง
ดวงตาของนางเปล่งประกายแวววาว นี่มันละครชีวิตที่ตบตีกันในจวนชัด ๆ คุณหนูในนิยายมักถูกผลักตกน้ำ หรือถูกวางยาแล้วเกิดอะไรต่อมิอะไร นี่มันนับได้ว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ทั่วไปเลยนะเนี่ย
ก่อนที่นางจะข้ามภพมา นางเคยฟังนิยายเสียงเพื่อช่วยนอนหลับ และนางเอกของนิยายเรื่องนั้นก็เกิดใหม่หลังจากตกน้ำ ทั้งยังอยู่ในตระกูลอู๋เหมือนกันอย่างไม่ผิดเพี้ยน
มันจะเป็นเรื่องบังเอิญถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?
“คุณหนูรองแห่งตระกูลอู๋มีนามว่าอะไร?” นางถามชุ่ยอวิ๋นอย่างไม่เจตนา
ชุ่ยอวิ๋นมีสีหน้างุนงง นางสงสัยว่าเหตุใดฮูหยินจึงลืมนามของคุณหนูรอง ทว่าก็ตอบออกไปด้วยความนอบน้อม “คุณหนูรองแห่งตระกูลอู๋มีนามว่า อู๋จิ้งอวิ๋น”
ถังซูอี๋กำผ้าเช็ดหน้าแน่นขึ้น นางเอกในนิยายที่ฟังก็มีนามว่า ‘อู๋จิ้งอวิ๋น’ เช่นกัน
ถังซูอี๋ถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะถามต่อ “บุตรชายคนโตของข้ามีนามอะไร?”
ไม่เพียงแค่ชุ่ยอวิ๋นเท่านั้นที่ตกใจ แม้แต่สาวใช้นางอื่นต่างก็แสดงสีหน้าประหลาดใจออกมาไม่แพ้กัน ฮูหยินจะลืมนามคุณชายใหญ่ได้เช่นไร?
ถังซูอี๋ไม่ได้รับคำตอบ เมื่อนางหันกลับมาก็พบว่าสาวใช้ทุกคนต่างแสดงสีหน้าประหลาดใจ นางเข้าใจดีว่าพฤติกรรมของนางในตอนนี้ดูผิดแผกไปมากในสายตาของสาวใช้เหล่านั้น ทว่านางจำต้องยืนยันให้ได้ว่าตนเองได้ตกอยู่ในนิยายที่เคยฟังจริงหรือไม่!
“ไม่รู้หรือ?” ถังซูอี๋มองชุ่ยอวิ๋นด้วยสายตาเรียบเฉย ราวกับกำลังสนทนาเรื่องที่แสนจะธรรมดา ทว่าชุ่ยอวิ๋นกลับรู้สึกหวั่นวิตก จึงรีบกล่าวว่า "ข้ารู้เจ้าค่ะ คุณชายใหญ่มีนามว่า เซียวอวี้เฉิน”
วันนี้ฮูหยินดูน่าเกรงขามนัก!
ถังซูอี๋รู้สึกราวกับสมองของนางว่างเปล่าไปชั่วขณะ นางเคยฟังนิยายเรื่องหนึ่งที่ตัวเองของฝ่ายชายมีชื่อว่า ‘เซียวอวี้เฉิน’
“คุณชายใหญ่ไปตรอกเหมยฮวาอีกหรือ?" ถังซูอี๋ถามต่อ ในนิยายเรื่องนั้น เซียวอวี้เฉินได้วางแผนอย่างลับ ๆ ให้คนรักในวัยเยาว์ของเขาอาศัยอยู่ที่บ้านหลังหนึ่งในตรอกเหมยฮวา
ครานี้ภายในห้องเงียบสงัดราวกับแมลงกระซิบ แม้แต่สาวใช้ก็หายใจเบาลง
“เจ้าไม่รู้หรือ?” ถังซูอี๋มองไปยังชุ่ยอวิ๋นอีกครั้ง
ชุ่ยอวิ๋นรู้สึกประหม่ายิ่งขึ้น พลางกล่าวอย่างติด ๆ ขัด ๆ “ข้า… ข้าไม่รู้เจ้าค่ะ”
ถังซู่อี้ถอนหายใจออกเบา ๆ ดูเหมือนว่าตรอกเหมยฮวาจะมีอยู่จริง และเซียวอวี้เฉินน่าจะไปที่นั่นบ่อย ๆ เพียงแค่ชุ่ยอวิ๋นไม่กล้าเอ่ยออกมาเท่านั้น
อู๋จิ้งอวิ๋น เซียวอวี้เฉิน จวนโหวหย่งหนิง ตรอกเหมยฮวา…
ทะลุมิติเข้ามาในนิยายจริง ๆ ด้วย!
“พวกเจ้าออกไปก่อนเถิด” ซูอี๋โบกมือไล่ แม้ชุ่ยอวิ๋นจะสงสัยว่าวันนี้ฮูหยินเป็นอันใดไป ทว่านางก็ยังคำนับแล้วเดินออกไปเงียบ ๆ เมื่อนางออกไปแล้ว สาวใช้นางอื่นก็ตามออกไปเช่นกัน
ภายในห้องเหลือเพียงถังซูอี๋ผู้เดียว นางเอนกายลงบนตั่ง พลางสบถออกมาอย่างหยาบคาย "วะ!"
ยังคิดจะนอนเฉยอยู่หรือ?
นอนตาหลับตาพริ้บได้ไง!
ไม่เพียงแค่นางจะทะลุมิติเข้าไปในนิยายเท่านั้น ทว่านางยังกลายเป็นตัวร้าย และครอบครัวของนางก็เป็นตัวร้ายที่ร้ายกาจที่สุดอีกด้วย
หลังจากได้ทบทวนเรื่องราวในนิยายอีกครั้ง ถังซูอี๋ก็อยากจะสบถออกมาดัง ๆ ในฐานะฮูหยินของนาง แท้จริงแล้วนางล้วนมีทรัพย์สมบัติ ยศถาบรรดาศักดิ์ รวมถึงบุตรธิดา ทว่าบุตรธิดาทั้งสามของนางกลับไม่มีผู้ใดทำให้นางสบายใจได้เลย
บุตรชายคนโต ในฐานะทายาทผู้สืบทอดตระกูลขุนนาง บัดนี้มีเพียงความคิดเพ้อฝันเรื่องรักใคร่ ในตัวคนรักที่เป็นสหายมาตั้งแต่วัยเยาว์ จนเกือบจะตัดขาดความสัมพันธ์กับครอบครัว บุตรชายคนรอง เป็นทายาทผู้ดี มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั้งเมืองหลวง ในเรื่องของความเกเร ไม่ร่ำเรียนวิชา วันทั้งวันเอาแต่เล่นสนุกกับบรรดาสัตว์เลี้ยง ส่วนธิดาคนเล็ก แม้นางจะมีอายุเพียงแปดขวบ ทว่ากลับมีนิสัยดื้อรั้นและก้าวร้าวนัก
ยิ่งกว่านั้น ตัวนางเองก็จะล้มป่วยและตายลงในไม่ช้า จากนั้นบรรดาศักดิ์ของขุนนางก็จะถูกริบไปทั้งตระกูล ส่วนบุตรธิดาทั้งสามจะประสบกับชะตากรรมที่น่าสังเวชยิ่งกว่ากัน
แม่เจ้าเอ๋ย! สถานการณ์มันแย่จริง ๆ และไม่มีทางแก้ไขได้เลย
หลังจากทรุดตัวลงบนตั่งผ้าไหมด้วยความท้อแท้ ถังซูอี๋มองไปรอบ ๆ ห้องอันหรูหรา ตกแต่งไปด้วยเครื่องเรือนที่ทำจากไม้นานมู่*[1]ประดับด้วยเส้นไหมสีทอง ฉากกั้นห้องที่ประดับประดาด้วยเครื่องลายครามและหยก รวมถึงภาพเขียนจากจิตรกรชื่อดังที่แขวนอยู่บนผนัง แม้แต่จอกน้ำที่นางใช้ก็ทำมาจากหยกเนื้อละเอียด แท้จริงแล้วนี่คือชีวิตที่ล้นเหลือด้วยทรัพย์สมบัติและความหรูหรา
ทว่าชีวิตที่ร่ำรวยหรูหราก็ไม่ได้ดีเสมอไป
ถังซูอี๋ไม่ใช่ผู้ที่ยอมแพ้กับอะไรง่าย ๆ ในอดีตนางเคยเป็นเพียงผู้ช่วยฝ่ายขาย สุดท้ายก็ก้าวขึ้นมาเป็นประธารบริหารของบริษัทในแถบภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปัญหาเล็กน้อยเพียงนี้จะทำให้นางท้อได้เช่นไรกัน?
ถังซูอี๋ถอนหายใจยาว ๆ จากนั้นก็ลุกนั่งขึ้นด้วยความมุ่งมั่นอันสูงส่ง ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่ได้มาง่ายดาย หากปรารถนาชีวิตที่หรูหราและดั่งฮูหยินในยุคนี้ นางจำต้องทุ่มเทด้วยแรงกายแรงใจทั้งหมดที่มี
ไม่ต้องวิตกถึงสถานการณ์ที่ย่ำแย่ สิ่งสำคัญในยามนี้คือ คิดหาวิธีการรับมือ หากบุตรธิดาทั้งสามไม่เชื่อฟัง นางก็จะลงโทษอย่างเด็ดขาด ในเมื่อนางยังบริหารบริษัทที่มีพนักงานนับพันคนได้ เช่นนั้นนางจะจัดการกับเด็กก้าวร้าวทั้งสามไม่ได้เชียวหรือ?
ยิ่งกว่านั้น นางเอกที่กำลังจะเกิดใหม่ หากเป็นดั่งในนิยายจริง หลังจากเกิดใหม่นางก็เริ่มจัดการกับจวนโหว นางก็คงไม่ประนีประนอมเช่นกัน เพราะการเป็นตัวร้ายอาจจะสนุกกว่าด้วยซ้ำ
ถังซูอี๋เอนกายลงบนตั่งผ้าไหมอีกครั้ง ก่อนจะเริ่มทบทวนเรื่องราวในนิยาย อู๋จิ้งอวิ๋น ผู้เป็นนางเอกกำลังจะเกิดใหม่ในไม่ช้า และสิ่งแรกที่อู๋จิ้งอวิ๋นจะทำคือ ถอนหมั้นกับเซียวอวี้เฉิน บุตรชายคนโตของนาง ผู้ที่ถูกเรียกว่าเป็น ‘คนรักราคาถูก’
ทว่าอู๋จิ้งอวิ๋นจะไม่ยอมถอนหมั้นอย่างง่ายดาย เพราะในชาติก่อนนางมีชีวิตที่ทุกข์ทรมาน นางจะถอนหมั้นพร้อมทั้งสร้างความเสียหายอย่างหนักให้แก่จวนโหวหย่งหนิง ด้วยการเปิดโปงว่า เซียวอวี้เฉินให้ที่พักพิงแก่หลิวปี้ฉิน ธิดาของขุนนางกบฏ
การให้ที่พักพิงแก่ครอบครัวของขุนนางกบฏนั้นถือเป็นความผิดร้ายแรง แม้ว่าจวนโหวหย่งหนิงจะมีฐานอำนาจที่มั่นคงในเมืองหลวง ก็จะได้รับความเสียหายอย่างหนัก ในนิยายกล่าวว่า เหตุการณ์นี้เป็นจุดเริ่มต้นของการล่มสลายของจวนโหวหย่งหนิง
ถังซูอี๋หรี่ตาลง เหตุการณ์นี้ต้องได้รับการจัดการให้เร็วที่สุด มิฉะนั้นจะเกิดเรื่องร้ายแรงขึ้น
เมื่อนึกถึงเรื่องราวในนิยาย ถังซูอี๋ก็ถอนหายใจอีกครั้ง ในชาติก่อน อู๋จิ้งอวิ๋นมีชีวิตที่ทุกข์ทรมาน ทั้งโดนเซียวอวี้เฉินเพิกเฉย และโดนหลิวปี้ฉินกลั่นแกล้ง จนในที่สุดต้องจบชีวิตลงอย่างน่าสังเวช หากนางต้องการแก้แค้นหลังจากได้เกิดใหม่ก็นับเป็นเรื่องที่เข้าใจได้
ทว่าสิ่งสำคัญก็คือ ตามเรื่องราวในนิยาย ผู้ที่นางหมายจะแก้แค้น หาใช่เซียวอวี้เฉินเพียงผู้เดียว กลับเป็นผู้คนในจวนโหวหย่งหนิงทั้งสิ้น หากไม่รีบขัดขวางไว้ ก็คงไม่ต้องกล่าวถึงการใช้ชีวิตอย่างสงบสุขเลย แม้จะสิ้นลมหายใจก็เป็นได้
[1] ไม้นานมู่ = ไม้จำปาหรือไม้สนประดับ ซึ่งเป็นไม้มีค่าชนิดหนึ่ง
บทที่ 2 บุตรชายคนรองและธิดาคนเล็ก (รีไรต์)
บทที่ 2 บุตรชายคนรองและธิดาคนเล็ก (รีไรต์)
“ท่านแม่เจ้าเขา~”
เด็กหญิงวัยประมาณแปดขวบ ผมเกล้ามวยสองข้าง ใบหน้าผุดผ่องราวกับหยกวิ่งเข้ามากอด ถังซูอี๋ตกใจเล็กน้อย ด้วยเพราะเป็นโสดมานานกว่าสามสิบปี จู่ ๆ ก็ต้องกลายมาเป็นแม่ของใครสักคน ความรู้สึกแปลก ๆ เช่นนี้นางยังไม่คุ้นชินนัก
“ท่านแม่เจ้าคะ” เซียวอวี้จูรู้สึกได้ถึงความเกร็งที่เกิดขึ้นกับร่างกายมารดา จึงเงยหน้ามองด้วยดวงตากลมโตที่เบิกบาน ราวกับใจของถังซูอี๋จะละลายลงใดบัดดล
ถูกแล้ว บัดนี้นางคือฮูหยินแห่งจวนโหวหย่งหนิง ไม่เพียงมีทรัพย์สมบัติมากมาย ทว่านางยังมีบุตรธิดาถึงสามคน นี่คือความจริงที่นางต้องยอมรับ
ถังซูอี๋โอบกอดเซียวอวี้จูด้วยท่าทีที่อ่อนโยนลง พลางถามด้วยรอยยิ้ม “เลิกเรียนแล้วหรือ? วันนี้เรียนอะไรบ้าง?”
“ท่านแม่เจ้าคะ เปลี่ยนอาจารย์จวงเสียเถอะเจ้าค่ะ” เซียวอวี้จูบุ้ยริมฝีปากด้วยท่าทางเศร้าสร้อย ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับแสดงออกถึงความเจ้าเล่ห์
ถังซูอี๋เรียนรู้จากความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมว่า ธิดาผู้นี้มีนิสัยดื้อรั้นอยู่บ้าง ทว่านางก็ไม่ได้ปฏิเสธการเปลี่ยนอาจารย์จวงเสียในทันที นางเพียงลูบหลังธิดาอย่างนุ่มนวล พลางถาม “เหตุใดถึงกับต้องเปลี่ยนอาจารย์เล่า?”
“เพราะเขาไม่ฉลาด เขา…”
“กล่าวความจริงเถิด อย่าโกหกเลย" ถังซูอี๋ขัดจังหวะด้วยน้ำเสียงที่เข้มงวดขึ้นเล็กน้อย
อาจารย์จวงเป็นผู้ที่ร่างเดิมของนางได้ไหว้วานให้บิดา ผู้เป็นถึงถังกั๋วกงสรรหามา อีกทั้งอาจารย์จวงยังเป็นผู้สอบผ่านระดับหนึ่งในการสอบจอหงวน มีชื่อเสียงเลื่องลือในด้านความรู้ ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะไม่ปราดเปรื่องดังคำกล่าว
เซียวอวี้จูฟังมารดาต่อว่าเบา ๆ พลันทำแก้มป่องไม่ยอมปริปากกล่าววาจาใดอีก ถังซูอี๋ย่อมไม่ตามใจนาง จึงส่งสายตาไปยังหลิวมาม่าที่ยืนอยู่ข้าง ๆ นางผู้นี้เคยเป็นแม่นมของเซียวอวี้จู หลังจากหย่านมแล้วนางก็ได้อยู่ต่อเพื่อดูแลเซียวอวี้จูโดยตรง
“ฮูหยิน วันนี้คุณหนูของเราได้รับความอับอายขายหน้าเจ้าค่ะ” หลิวมาม่ามองเซียวอวี้จูด้วยความสงสาร ก่อนจะกล่าวต่อ “บ่ายวันนี้ ธิดาของคุณชายรองถังที่เกิดกับอี๋เหนียงได้รับคำชมจากอาจารย์ไปสองสามคำ นางก็มาโอ้อวดต่อหน้าคุณหนู คุณหนูของเราไม่พอใจจึงพูดจาดูถูกนางไปบ้าง แต่อาจารย์กลับตำหนิคุณหนูของเราเสียนั่นเอง ฮูหยิน ท่านต้องให้ความเป็นธรรมกับคุณหนูนะเจ้าคะ!”
หลิวมาม่ากล่าวพลางกอกตาไปมา ดูก็รู้ว่าไม่ใช่ผู้ที่ซื่อสัตย์อะไรนัก ทว่าถังซูอี๋กลับนิ่งเฉย ก่อนจะกล่าวต่อไป “เรื่องนี้ข้ารับทราบแล้ว เจ้าจงกลับไปก่อนเถิด”
กล่าวจบนางก็เงยหน้ามองเซียวอวี้จูอีกครั้ง “อาจารย์มอบการบ้านอะไรให้บ้าง?”
เมื่อเห็นว่าถังซูอี๋ไม่ได้สนใจนางอีก ในใจก็รู้สึกแค้นเคืองอยู่บ้าง ทว่าไม่กล้าที่จะแสดงออกมา ทำได้เพียงแค่หันหลังเดินจากไป ถังซูอี๋เหลือบมองนางด้วยหางตา ขณะได้ยินเซียวอวี้จูกล่าวตอบเบา ๆ “ท่านอาจารย์ให้ข้าเขียนอักษรตัวใหญ่ยี่สิบแผ่น”
“มากมายเช่นนั้นหรือ!?” ถังซูอี๋กล่าว
เซียวอวี้จูพยักหน้าด้วยสีหน้าเศร้าหมอง ถังซูอี๋ลุกขึ้นแล้วจูงมือนางเดินไปยังห้องหนังสือ “ดีแล้ว ข้าก็ตั้งใจจะฝึกเขียนอักษรพอดี เราไปทำด้วยกันเถิด”
แม้เซียวอวี้จูยังอยากจะบ่นอีกเล็กน้อย ทว่ากลับถูกถังซูอี๋ลากเข้าไปในห้องหนังสือเสียแล้ว เมื่อเป็นเช่นนั้น ชุ่ยอวิ๋นจึงรีบจัดเตรียมพู่กันและหมึกอย่างคล่องแคล่ว จากนั้นถังซูอี๋เริ่มนั่งลงเขียนตัวอักษร เซียวอวี้จูจำต้องเขียนตัวอักษรตามไปด้วย
หลังจากเขียนตัวอักษรเสร็จไปสองตัว ถังซูอี๋ก็หันไปมองชุ่ยอวิ๋น ซึ่งนางเองก็เข้าความหมายได้ทันที จากนั้นจึงเรียกชุ่ยจู้ให้มาคอยรับใช้แล้วก็ออกจากลานบ้านไป
ถังซูอี๋พอใจมาก สาวใช้ทั้งสองนางนั้นสายตาดี และทำหน้าที่ได้อย่างคล่องแคล่ว
ตัวอักษรขนาดใหญ่ยี่สิบแผ่นใช้เวลาครึ่งชั่วยามจึงเขียนเสร็จ ถังซูอี๋หยิบแผ่นอักษรของเซียวอวี้จูมาดู ตัวอักษรตรงเรียบร้อย เส้นหนาบางสม่ำเสมอ สำหรับเด็กอายุแปดขวบนับว่าเขียนได้ดีมากแล้ว
นางยิ้มและกล่าวชมเชยไปสองสามประโยค ทำให้ธิดาตัวน้อยค่อย ๆ เผยรอยยิ้มออกมา ใบหน้าเล็ก ๆ ดูงดงามและผุดผ่องมากยิ่งขึ้น เด็กคนนี้เป็นเด็กที่สวยงามเสียจริง!
ในยามนั้น พลันมีเสียงบุรุษผู้หนึ่งดังก้องมาจากนอกลาน “ท่านแม่ รีบให้พวกนางจัดอาหารเร็วเข้า ข้าหิวแทบตายอยู่แล้ว”
“โอ้ คุณชายรอง ไปทำสิ่งใดมา เหตุใดเสื้อผ้าถึงขาดวิ่นเช่นนี้?”
เสียงของชุ่ยอวิ๋นดังขึ้นความตื่นตระหนก ถังซูอี๋จึงรีบเดินออกมา โดยมีเซียวอวี้จูเดินตามหลังมาด้วยสีหน้าเบิกบาน
ทันทีที่ถังซูอี๋เดินมาถึงประตู ก็พบบุรุษรูปร่างสูงใหญ่ ผิวพรรณสะอาดสะอ้าน ใบหน้าหล่อเหลา อายุราวสิบสี่ถึงสิบห้าปี กำลังกระโดดขาเดียวไปมาอยู่ในสวน สภาพดูซอมซ่อ เสื้อคลุมตัวยาวสีน้ำเงินขาดวิ่นราวกับโดนสุนับกัดจนดูไม่ได้
นี่คือบุตรชายคนรองของนาง นามว่า เซียวอวี้หมิง
ถังซูอี๋เตรียมใจมาบ้างแล้วสำหรับบุตรชายคนรอง ผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเกะกะระรานไปทั่วทั้งเมืองหลวง ท่าทางราวกับอันธพาลข้างถนน ผิดกับภาพลักษณ์ของนางยิ่งนัก เช่นนั้นนางจึงกล่าวกับเขาอย่างใจเย็น “เจ้าทำสิ่งใดลงไป เหตุใดจึงมีสภาพเช่นนี้?”
“ข้าไปตีกับฉีเอ๋อร์มา” เซียวอวี้หมิงกล่าวด้วยท่าทีเรียบเฉย “ข้าไม่ได้รับความเสียหาย แต่ฉีเอ๋อร์ตัวนั้นถูกข้าทำให้หน้าบวมปูดไปเลย”
ถังซูอี๋ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ขณะข่มกลั้นความรู้สึกที่อยากจะตบใครสักคนลง ก่อนจะกล่าวพร้อมโบกมือไล่ “รีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเร็วเข้า”
“ท่านแม่ ข้าหิวเหลือเกิน ข้าขอทานอาหารก่อนเถิด”
เซียวอวี้หมิงกล่าวจบก็เดินไปยังอาหารเล็ก ท้องกิ่วแทบจะติดกันอยู่แล้ว เหตุใดถึงต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนเล่า?
“เปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนจึงค่อยทาน” ถังซูอี๋กล่าวด้วยน้ำเสียงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ เขาเคยตัวเสียแล้ว กลับจากการทะเลาะกับผู้อื่นแล้วยังอยากได้ทานของอร่อย ๆ อยู่ร่ำไป
ด้วยท่าทีสง่างามน่าเกรงขาม เซียวอวี้หมิงจึงงุนงงชั่วขณะ ก่อนจะโน้มตัวเข้าไปกระซิบข้างหูนางเบา ๆ “ท่านแม่ เป็นอะไรไปหรือ?”
“เป็นอะไรงั้นรึ?” ถังซูอี๋รู้สึกหวาดหวั่นในใจ เด็กคนนี้จะสังเกตเห็นอะไรบ้างหรือไม่?
“ท่านแม่ดูน่าเกรงขามยิ่งนัก ไม่แพ้ท่านพ่อเลยสักนิด” เซียวอวี้หมิงกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
ถังซูอี๋เอื้อมมือไปตีเขาหนึ่งที “บัดนี้ข้าคือพ่อของเจ้าแล้ว รีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเร็วเข้า มิเช่นนั้นเจ้าจะต้องโดนไม้เรียว”
“ได้ขอรับ ได้ขอรับ ข้าจะไปเสียตอนนี้เลย” เซียวอวี้หมิงคว้าขนมปังสองชิ้นเข้าปาก ก่อนจะรีบวิ่งเข้าไปในห้อง
ถังซูอี๋มองบุตรชายคนรองที่วิ่งออกไป แล้วมองธิดาคนเล็กที่ยืนอยู่ข้าง ๆ นางพอจะจินตนาการถึงชีวิตในอนาคตที่สับสนวุ่นวายได้
นางสั่งสาวใช้ให้จัดเตรียมอาหาร ก่อนจะหันไปกล่าวกับชุ่ยจู้ “ไปดูสิว่าอวี้เฉินอยู่ในสวนหน้าจวนหรือไม่ หากอยู่ให้เรียกมาทานอาหารด้วยกัน”
ชุ่ยจู้รับคำแล้วเดินออกไป ถังซูอี๋สั่งให้สาวใช้พาเซียวอวี้จูไปล้างมือ ส่วนนางก็เข้าไปในห้องนอน โดยมีชุ่ยอวิ๋นเอาผ้าชุบน้ำแล้วบิดพอหมาดตามนางเข้าไป ก่อนจะส่งให้นางแล้วเริ่มรายงานเรื่องที่ได้สืบมา
“ข้าได้ยินมาว่า บ่ายวันนี้อาจารย์จวงถามคำถามคุณหนู แต่คุณหนูตอบไม่ได้ อาจารย์จวงจึงไปถามคุณหนูสี่จากบ้านคุณชายรองถัง เมื่อคุณหนูสี่ตอบได้ คุณหนูของเราเลยไม่พอใจ เมื่อถึงเวลาพัก คุณหนูก็ไปพูดจาดูถูกคุณหนูสี่ว่าเป็นเพียงลูกของอี๋เหนียงแต่ยังมาชิงดีชิงเด่น จากนั้นก็ผลักคุณหนูสี่จนล้มไป
แต่โชคร้ายที่อาจารย์จวงเห็นเข้าพอดี จึงตำหนิคุณหนูไปสองสามคำ แล้วยังลงโทษให้เขียนอักษรตัวใหญ่ ข้าคิดว่า คุณหนูสี่ผู้นั้นคงไม่ใช่เด็กธรรมดาเป็นแน่ เหตุใดถึงล้มลงในตอนที่อาจารย์จวงเห็นเข้าพอดี”
ชุ่ยอวิ๋นอยู่ในบ้านหลังนี้มานาน นางจึงพอจะรู้เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆบางอย่าง
ถังซูอี๋ใช้ผ้าเช็ดมือ ในสมัยโบราณฐานะของบุตรที่เกิดจากภรรยาเอกและอนุภรรยานั้นต่างกันนัก เซียวอวี้จูอยู่ในฐานะของธิดาเพียงผู้เดียวแห่งจวนโหวหย่งหนิง หากนางจะรู้สึกเหนือกว่าธิดาของอนุภรรยาก็ย่อมเป็นเรื่องไม่ประหลาดนักสำหรับเด็กสาวที่อายุเจ็ดถึงแปดขวบ
ทว่าเซียวอวี้จูกลับใช้วาจาหยาบคายต่อผู้อื่นที่เก่งกว่าตนเองอย่างเปิดเผย ทั้งยังลงมือทำร้ายอีกด้วย นับว่าเป็นการกระทำที่หยิ่งผยองจนไม่อาจปล่อยปละละเลยไปได้
ส่วนคุณหนูสี่ผู้นั้น ไม่ว่าจะเจตนาหรือไม่ก็ตาม สิ่งที่นางต้องทำคือ สอนเซียวอวี้จูให้รู้จักแยกแยะว่าควรปฏิบัติต่อผู้คนเช่นไร
เช็ดมือเสร็จก็ส่งผ้าให้ชุ่ยอวิ๋น ก่อนจะกล่าวต่อ “ไม่ว่าคุณหนูสี่ผู้นั้นจะเป็นเด็กธรรมดาหรือไม่ แต่เซียวอวี้จูก็ทำผิดจริง ๆ นิสัยแบบนี้ต้องแก้ไข เจ้าทั้งหลายก็ระวังให้ดี”
นางกล่าวอย่างจริงจัง ชุ่ยอวิ๋นที่รู้ว่านางจริงจังจึงรับคำทันที
ถังซูอี๋ลุกขึ้นพร้อมกล่าว “ระวังคนในเรือนเซียวอวี้จูให้ดี โดยเฉพาะหลิวมาม่า”
ชุ่ยอวิ๋นรับคำอย่างนอบน้อม ก่อนตามถังซูอี๋เข้าไปในห้องเล็ก อาหารได้ถูกจัดวางไว้เรียบร้อยแล้ว เซียวอวี้จูและเซียวอวี้หมิงนั่งอยู่บนเก้าอี้ด้วยท่าทางขุ่นเคืองใจกัน ถังซูอี๋สังเกตเห็นทุกอย่าง ทว่านางไม่ได้กล่าวสิ่งใด เพียงเดินตรงไปนั่งที่หัวโต๊ะ เด็กทั้งสองก็เดินมานั่งลงข้าง ๆ
พอดีกับชุ่ยจู้เดินเข้ามาพร้อมรายงาน “คุณชายใหญ่ยังไม่กลับเรือน”
“ไปแห่งหนใดกัน?” ถังซูอี๋ถามพลางหยิบตะเกียบขึ้นมา เด็กผู้นี้ต่างหากที่นางต้องควบคุมอย่างเข้มงวด มิเช่นนั้นนางก็คงไม่ได้เป็นฮูหยินของตระกูลใหญ่
เซียวอวี้หมิงที่หิวมาเนิ่นนาน เมื่อเห็นมารดาหยิบตะเกียบก็รีบทานอย่างเอร็ดอร่อย เซียวอวี้จูกล่าวขึ้นเบา ๆ ‘วิญญาณหิวโหย’ จนถูกเซียวอวี้หมิงจ้องตาเขม็ง
ถังซูอี๋ไม่สนใจความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างสองพี่น้อง ได้แต่ฟังชุ่ยจู้ตอบด้วยความลำบากใจ “คนในเรือนคุณชายใหญ่บอกว่า… ไม่รู้”
“ไม่รู้หรือ?” ถังซูอี๋เค้นออกมา “คงไปตรอกเหมยฮวาเป็นแน่ คนเหล่านั้นถึงไม่กล้ากล่าวออกมา”
เซียวอวี้เฉินซ่อนคนรักในวัยเยาว์ไว้ที่ตรอกเหมยฮวา ร่างเดิมของนางรับรู้และรังเกียจคนรักในวัยเยาว์มาก ทว่ายังคงคำนึงได้ว่าเขาคือบุตรชาย นางถึงได้เพิกเฉยมาโดยตลอด
ทว่าบัดนี้ ถังซูอี๋ไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป นางจะไม่คำนึงถึงหน้าตาของบุตรชายที่ไม่ใช่บุตรแท้ ๆ เป็นอันขาด ถังซูอี๋เค้นเสียงสั่งออกมา “ไปบอกฉางหมิงว่าข้าให้เวลาเพียงครึ่งชั่วยาม ให้เขาตามตัวคุณชายใหญ่กลับมาให้ได้ มิเช่นนั้นก็ไม่ต้องกลับมาอีกเลย”
ผู้อื่นพร้อมจะฆ่าฟันกันแล้ว ทว่าเซียวอวี้เฉินยังคงเริ่งร่าอยู่กับสตรีอยู่เลย!
ชุ่ยจู้ที่เห็นว่าถังซูอี๋โกรธจริง ๆ จึงรีบวิ่งไปหาฉางหมิงที่เรือนด้านหน้า ฉางหมิงคือหนึ่งในผู้ติดตามคนสนิทของเซียวอวี้เฉิน เขาย่อมรู้ถึงที่อยู่ของเซียวอวี้เฉินเป็นอย่างดี
บทที่ 3 ความกตัญญูกตเวที
บทที่ 3 ความกตัญญูกตเวที
เรือนฉิงเฟิงหยวนของเซียวอวี้เฉิน ตั้งอยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุดของลานหน้าแห่งจวนโหวหย่งหนิง รอบ ๆ มีใบไผ่พลิ้วไหว เนินเขาจำลอง ศาลาชมจันทร์ และสระน้ำที่งดงาม
ในยามนี้ที่ใต้ระเบียงภายในเรือน ฉางหมิงกำลังพูดคุยอยู่กับจื่อหลิง สาวใช้ภายในเรือน เนื่องจากคุณชายใหญ่ไม่อยู่ พวกเขาจึงผ่อนคลายกันมากขึ้น
จื่อหลิงกล่าวว่า “นางในตรอกเหมยฮวาช่างใช้มารยาสตรีได้แนบเนียน ถึงได้หลอกล่อให้คุณชายใหญ่อยู่กับนางตลอดทั้งวัน คุณชายใหญ่ถึงขั้นเพิกเฉยและไม่ไปเยี่ยมคุณหนูรองแห่งตระกูลอู๋ ที่จมน้ำจนหมดสติไปหลายวัน”
ฉางหมิงหัวเราะเยาะ “ข้าเห็นเจ้าคงหวงใยในใจกระมัง นางในตรอกเหมยฮวานั้นคือสตรีที่คุณชายใหญ่รักที่สุด ผู้ใดจะล่วงล้ำนางไปได้… แม่นางชุ่ยจู้”
เมื่อฉางหมิงและจื่อหลิงเห็นชุ่ยจู้ยืนอยู่ที่ประตูทางเข้าเรือน พวกเขารีบยืนตรงด้วยท่าทีนอบน้อม สาวรับใช้คนสนิทของฮูหยิน นับเป็นผู้ที่มีเกียรติสูดสุงในบรรดาคนรับใช้ของจวนโหวหย่งหนิง พวกเขาไม่อาจล่วงเกินนางได้
ทว่าไม่รู้ได้แน่ชัดว่าชุ่ยจู้ได้ยินสิ่งที่พวกเขากล่าวกันหรือไม่
ขณะที่ความหวาดกลัวกำลังก่อตัวขึ้นในใจของพวกเขา ชุ่ยจู้ก็ส่งเปล่งเสียงออกมาอย่างเย็นชา “พวกเจ้าสองคนเป็นคนเก่าแก่ของจวนแล้ว เหตุใดยังไม่รู้จักว่าสิ่งใดควรกล่าวหรือสิ่งใดไม่ควรกล่าวเล่า? ระวังฮูหยินจะฉีกปากของพวกเจ้าเสีย หากวาจาเหล่านี้ระคายถึงหู”
นับวันผู้คนในเรือนของคุณชายใหญ่ยิ่งไร้ระเบียบขึ้นทุกที
ฉางหมิงและจื่อหลิงได้ยินคำขู่ของชุ่ยจู้ก็พลันหวาดกลัว พวกเขารู้ดีว่าฮูหยินเกลียดชังนางในตรอกเหมยฮวามากเพียงใด แทบจะกล่าวได้ว่า ‘ตรอก เหมย ฮวา’ สามคำนี้ ถือเป็นคำต้องห้ามในจวนโหวหย่งหนิง
“แม่นางชุ่ยจู้ พวกข้าผิดแล้ว พวกข้าสำนึกผิดจริง ๆ”
“ถูกแล้ว พวกข้าจะไม่กล้าทำอีกแล้ว”
พวกเขาวอนขอความเห็นใจจากชุ่ยจู้ ทว่านางไม่มีเวลาพูดคุยกับพวกเขามากมายนัก จึงหันไปกล่าวกับฉางหมิง “ฮูหยินมีคำสั่งให้เจ้าใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วยาม รีบตามหาตัวคุณชายใหญ่กลับมาให้จงได้ มิเช่นนั้นทั้งเจ้าและคุณชายใหญ่ก็อย่าคิดที่จะได้กลับจวนอีกเลย”
ฉางหมิงได้ยินเช่นนั้นก็งุนงงไปชั่วขณะ ฮูหยินโกรธมากแล้วจริง ๆ เดิมทีแม้ฮูหยินจะไม่พอใจที่คุณชายใหญ่ไปตรอกเหมยฮวา ทว่าก็ยังไม่ถึงขั้นให้ผู้คนไปตาม เพราะกลัวว่าคุณชายใหญ่จะเสียหน้า
ชุ่ยจู้เห็นว่าฉางหมิงยังคงยืนนิ่งอยู่ นางจึงถามขึ้นด้วยน้ำเสียงรีบร้อน “มัวแต่ยืนนิ่งอยู่ไย รีบไปเร็วเข้า”
ทันทีที่ฉางหมิงรู้สึกตัว เขาก็รีบวิ่งออกไปทันที ระยะทางจากจวนโหวหย่งหนิงไปยังตรอกเหมยฮวาต้องใช้เวลาเกินกว่าหนึ่งเค่อ เวลาทั้งไปและกลับนั้นกระชั้นชิดมาก
หลังจากฉางหมิงจากไป ชุ่ยจู้ก็จ้องเขม็งเข้าไปในดวงตาของจื่อหลิงอย่างลึกซึ้ง หากให้เธอกล่าว ผู้คนในเรือนของคุณชายใหญ่ควรได้รับการสั่งสอนอย่างหนัก
ส่วนฉางหมิงที่ใช้กำลังทั้งมวลวิ่งมายังตรอกเหมยฮวา เมื่อมาถึงก็ได้พบจางเฝิง ผู้ติดตามคนสนิทอีกคนของเซียวอวี้เฉิน ที่กำลังนั่งจิบชาอย่างสบายอารมณ์อยู่ริมทาง เห็นเช่นนั้น ฉางหมิงก็วิ่งตรงมายังจางเฝิงอย่างเหนื่อยหอบ ก่อนจะคว้าตัวจางเฝิงแล้วพาเข้าไปในตรอกเหมาฮวาทันที
“เจ้าเป็นอะไรไป? ถูกสุนัขไล่กัดหรือ?” จางถามพลางหัวเราะ
ฉางหมิงหอบหายใจเสียงดัง ก่อนจะกล่าวกับจางเฝิงด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “รีบไปบอกให้คุณชายใหญ่กลับจวนโดยเร็ว หากไม่ถึงจวนภายในเวลาครึ่งชั่วยาม ฮูหยินกล่าวว่าอย่าได้คิดกลับจวนอีกเลย”
จางเฝิงได้ยินดังนั้นก็ตกใจเช่นกัน เดิมทีฮูหยินให้เกียรติคุณชายใหญ่ แม้จะเดียดฉันท์นางผู้พำนักในตรอกเหมยฮวามากเพียงใด ก็ไม่เคยส่งคนมาเรียกตัว เห็นทีครานี้นางคงโกรธมากจริง ๆ
“ฮูหยินโกรธอีกแล้วหรือ?” จางเฝิงถาม
“เห็นทีจะเป็นเช่นนั้น แม่นางชุ่ยจู้สาวใช้ข้างกายเป็นผู้นำความมาบอก เจ้ารีบไปเรียกคุณชายใหญ่เร็วเข้า อย่าให้ล่าช้าไปกว่านี้” ฉางหมิงร้อนใจจนแทบกระอักโลหิต
จางเฝิงก็มิได้รีรอ เขาวิ่งรีบไปยังเรือนพักที่ตั้งอยู่ด้านในสุดของตรอก หลังจากท่านโหวจากไป บัดนี้จวนทั้งจวนจึงอยู่ภายใต้การดูแลของฮูหยิน ผู้ใดเล่าจะบังอาจถึงขั้นไม่เชื่อฟังคำสั่งของนาง?
เมื่อมาถึงหน้าประตูใหญ่ของเรือน จางเฝิงก็ลงมือเคาะเบา ๆ ไม่นานนักสาวใช้ในชุดเขียวก็เปิดประตูออกมา เมื่อเห็นว่าเป็นจางเฝิงนางจึงยิ้มพลางกล่าวออกมา “พี่ชายจางเฝิง คุณชายใหญ่กำลังทานอาหารอยู่กับคุณหนู พี่จะเข้ามารอด้านในหรือไม่?”
“ข้ามีเรื่องต้องเข้าพบคุณชายใหญ่เป็นการด่วน” ทันทีที่กล่าวจบ จางเฝิงก็เดินเข้ามา
เขาคุ้นเคยกับทิศทางภายในบ้านหลังนี้เป็นอย่างดี เพราะเขามากับเซียวอวี้เฉินอยู่เสมอ เพียงสองสามก้าวเดินก็มาถึงห้องรับรองเล็ก ๆ ที่ประตูเปิดอ้าอยู่ โดยมีหลิวปี้ฉินที่กำลังคีบอาหารให้เซียวอวี้เฉินด้วยใบหน้าเบิกบาน
คิ้วโก่งสวยได้รูป ดวงตาหวานละมุนจับจิต ผิวพรรณนวลเนียนราวหยก ริมฝีปากแดงระเรื่อดั่งผลท้อสุก ทรวดทรงอ่อนช้อยประหนึ่งต้นหลิว งามละมุนผุดผ่องดุจปัทมา
จางเฝิงที่ยืนอยู่หน้าประตู ไม่กล้ามองนานนัก
ก้มหน้าลงแล้วร้องเรียก “คุณชายใหญ่”
เซียวอวี้เฉินผู้มีสีหน้าเคร่งขรึมตลอดกาล ทว่าบัดนี้กลับอ่อนโยนราวกับจะหยดน้ำได้ หลังจากทานอาหารที่หลิวปี้ฉินคีบให้ ก็หันมามองจางเฝิงที่ประตูแล้วถามขึ้น “มีเหตุอันใดเล่า?”
จางเฝิงอยากจะกล่าว กลับต้องหยุดชะงัก
เซียวอวี้เฉินขมวดคิ้วเล็กน้อย “มีเหตุอันใดก็กล่าวออกมาเลย”
จางเฝิงยังคงนิ่งเงียบ
เหตุใดคุณชายใหญ่ของเขาถึงไร้สายตาเช่นนี้ หากเขามีเรื่องจะกล่าว เขาคงกล่าวออกมาแล้วเป็นแน่แท้! ทว่าในยามเร่วด่วนเช่นนี้ แม้คุณชายใหญ่จะต้องเสียเกียรติ เขาก็จำต้องกล่าวออกไป “คุณชายใหญ่ ฮูหยินให้ท่านรีบกลับจวนทันที”
เซียวอวี้เฉินมีสีหน้าเคร่งขรึม กล่าวอย่างเรียบเฉย “กลับไปบอกฮูหยินว่า ข้าจะกลับไปในเวลาไม่นาน”
เซียวอวี้เฉินรู้สึกไม่สบายใจ มารดาคงโกรธเคืองเมื่อรู้ว่าเขาอยู่ที่นี่ ทว่าเหตุใดมารดาถึงไม่เข้าใจเล่า? น้องฉินอยู่ในเมืองหลวงเพียงผู้เดียว ยามนี้นางทุกข์ยากไร้ที่พึ่ง ทั้งยังถูกกักขังให้อยู่ในเรือน ไม่อาจออกไปพบเจอผู้คนได้ วันทั้งวันจมดิ่งอยูู่กับความเศร้าหมอง เขาเลยมาเยี่ยมเยือนว่านางเป็นเช่นไร?
แต่เดิมทั้งสองตระกูลเป็นมิตรที่รักใคร่สนิทสนม ยามนี้ตระกูลหลิวตกอับ จวนโหวหย่งหนิงของเขาก็ควรยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ เหตุใดถึงขั้นตัดความสัมพันธ์เพียงเพราะความผิดพลาดของตระกูลหลิวเล่า? ยิ่งไปกว่านั้น เขากับน้องฉินเติมโตมาด้วยกัน ความผูกพันที่ร่วมกันสร้างมาหลายปีจะทิ้งลงได้เช่นไร?
ในเมื่อเขาตบปากรับคำจะหมั้นหมายกับคุณหนูรองแห่งตระกูลอู่แล้ว เหตุใดมารดาจึงไม่พึงใจให้น้องฉินมีตำแหน่งหน้าที่บ้าง?
ยิ่งคิด เซียวอวี้เฉินก็ยิ่งโกรธ
จางเฝิงแทบจะสิ้นใจอยู่รอมร่อ นับตั้งแต่ท่านโหวจากไป ฮูหยินก็ต้องแบกรับภาระทั้งหมดของจวนโหวหย่งหนิง หากจะกล่าวกันตรง ๆ บัดนี้จวนโหวหย่งหนิงต้องอาศัยอารมีของจวนถังกั๋วกงของฮูหยินเป็นเครื่องค้ำจุน
จวนโหวหย่งหนิงในยามนี้ ถือวาจาของฮูหยินเป็นสิทธิ์ขาด ผู้ใดเล่าจะกล้าขัดคำสั่งของนาง?
“คุณชายใหญ่ ฮูหยินให้ฉางหมิงมาเรียนว่า หากเวลาล่วงเลยไปเกินกว่าครึ่งชั่วยามแล้วยังไม่กลับ พวกเราก็ไม่อาจกลับไปได้อีกเลย” จางเฝิงไม่กล้าเงยหน้ามองเซียวอวี้เฉิน
เซียวอวี้เฉินอับอายจนหน้าแดงก่ำ เขาไม่เคยเสียหน้าต่อหน้าหลิวปี้ฉินมาก่อน ทว่าหากเขายังยืนยันต่อไปก็จะยิ่งดูไม่ดี
เขาลุกขึ้นยืนขณะแสร้งไอออกมาหนึ่งครั้ง ก่อนจะกล่าวกับหลิวปี้ฉิน “น้องฉิน วันนี้ข้าต้องขอตัวกลับก่อน หากมีเวลาว่างข้าจะมาหาเจ้าอีก”
หลิวปี้ฉินพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้มแห่งควาเข้าใจ “ฮูหยินเรียกหาท่านคงเพราะมีเรื่องด่วน ท่านรีบกลับไปเถิด”
เซียวอวี้เฉินเห็นท่าทีเช่นนั้นของนางก็รู้สึกอบอุ่นใจ พร้อมกันนั้นกลับรู้สึกว่ามารดากดดันเขามากเกินไป
“พี่เฉิน โปรดรอข้าสักครู่ ข้าได้ทำผ้าคาดศีรษะให้ฮูหยินไว้หนึ่งผืน ขอท่านช่วยนำไปมอบให้นางด้วยเถิด” กล่าวจบ นางก็รีบกลับไปยังห้องนอน แล้วนำผ้าคาดศีรษะผืนหนึ่งออกมา
ผ้าคาดศีรษะสีน้ำเงินลายเมฆ ตัดเย็บอย่างประณีต รอยฝีเข็มแน่นละเอียด รงกลางประดับด้วยทับทิมสีแดงสด ส่งให้ผ้าคาดศีรษะผืนนี้ดูงดงามและสูงค่า เหมาะสมกับมารดายิ่งนัก
เขาจำทับทิมเม็ดนี้ได้ดี มันคือของขวัญที่เขามอบให้แก่หลิวปี้ฉินเมื่อครั้งวันเกิด เขาจำได้ว่านางชอบใจหนักหนา ไม่คาดคิดว่านางจะนำมาใช้ทำผ้าคาดศีรษะให้แก่มารดา นี่แสดงให้เห็นถึงความกตัญญูของนาง
เซียวอวี้เฉินรู้สึกอบอุ่นหัวใจ เมื่อได้ยินหลิวปี้ฉินกล่าวอย่างระมัดระวัง “ข้ารู้ดีว่า นับตั้งแต่ที่ครอบครัวของข้าประสบปัญหา แม้ท่านป้าจะรังเกียจข้า แต่ข้ายังจดจำความดีของท่านป้าที่มีต่อข้ามาโดยตลอด”
ถ้อยคำเหล่านี้ทำให้เซียวอวี้เฉินทั้งรู้สึกซาบซึ้งและรู้สึกผิด ขณะเดียวกันก็รู้สึกว่ามารดาค่อนข้างเห็นแก่ตัวเกินไป เขาเอื้อมมือลูบศีรษะของหลิวปี้ฉิว พลางกล่าวอย่างอ่อนโยน “ยามนี้ท่านแม่ของยังไม่เคยตรึกตรองให้ถ้วนถี่ ข้าจะพยายามเกลี้ยกล่อมท่านอีกครั้ง ทุกอย่างมันจะดีขึ้น”
หลิวปี้ฉินยิ้มอย่างสดใส “ข้ารู้ว่าท่านป้าเป็นคนดี”
หัวใจของเซียวอวี้เฉินทั้งหวานชื่นและเศร้าหมอง ปะปนกันจนรู้สึกซับซ้อน
สวรรค์ทรงไม่เป็นธรรมเสียนี่กระไร หลิวปี้ฉินดีงามถึงเพียงนี้ เหตุใดถึงกำหนดให้ครอบครัวของนางต้องประสบกับปัญหาด้วยเล่า? ทว่านั่นก็เป็นเรื่องเล็กน้อย ตราบใดที่นางยังมีเขาอยู่
“คุณชายใหญ่ พวกเราควรกลับแล้ว” เมื่อเห็นทั้งคู่ยังคงร่ำลาด้วยความอาวรณ์ หัวใจของจางเฝิงก็แทบจะหลุดออกจากอก
รู้ว่าจำต้องจากไป เซียวอวี้เฉินจึงหันกลับไปกล่าวคำลากับหลิวปี้ฉินอีกสองสามประโยค ก่อนจะรีบก้าวตามจางเฝิงออกจากห้องรับรอง ยามนี้ ฉางหมิงได้เตรียมรถม้ารอไว้ที่ประตูแล้ว ทันทีที่เซียวอวี้เฉินปรากฏกายขึ้น เขาก็กล่าวออกมาด้วยความรีบร้อน “คุณชายใหญ่เร็วเข้า เวลาจวนเจียนแล้ว”