โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

เปิด ‘Pig Butchering’ ในโลกคริปโทเคอร์เรนซี กลยุทธ์ฟอกเงินปีละกว่า 8 แสนล้าน

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 15 ก.ค. 2568 เวลา 01.11 น. • เผยแพร่ 15 ก.ค. 2568 เวลา 03.00 น.

งานวิจัยล่าสุด “How Do Crypto Flows Finance Slavery? The Economics of Pig Butchering” ได้เปิดเผยขบวนการฉ้อโกงที่เรียกว่า “Pig Butchering” เลี้ยงหมูให้ตายใจแล้วค่อย “เชือด” ซึ่งใช้ “สกุลเงินดิจิทัล” ในการฟอกเงินนับหมื่นล้านดอลลาร์ในแต่ละปี นำไปสู่การตั้งคำถามถึงช่องว่างในการกำกับดูแลที่ยังไม่รัดกุมมากพอ จนกลายเป็นช่องโหว่ให้เกิดการหลอกลวง และช่องทางการเคลื่อนย้ายเงินทุนสีเทา

งานวิจัยนี้ได้ทำการติดตามการเคลื่อนไหวของเงินกว่า 9.4 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 3 ล้านล้านบาท ที่หมุนเวียนอยู่บนบล็อกเชนของ Ethereum, Bitcoin และ Tron และพบข้อมูลที่น่าตกใจว่า กลุ่มนักต้มตุ๋นฟอกเงินเฉลี่ยปีละ 2.78 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 8.8 แสนล้านบาท ในช่วงปี 2563-2566

‘Pig Butchering’ ล่อให้ตายใจก่อนเชือด

"Pig Butchering" คือ กลโกงออนไลน์รูปแบบหนึ่งที่อาชญากรใช้หลอกลวงเหยื่อ โดยมักเริ่มต้นจากการสร้างความสัมพันธ์ที่ดูเหมือนเป็นความรักหรือมิตรภาพบนโลกออนไลน์ เมื่อเหยื่อหลงเชื่อใจแล้ว พวกมิจฉาชีพจะเริ่มชักจูงให้ลงทุนในคริปโทเคอร์เรนซี และเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและหลอกให้เหยื่อตายใจ กลุ่มมิจฉาชีพจะใช้วิธีส่งเงินจำนวนน้อยๆ เพื่อ "ชักจูง" ให้เหยื่อตายใจ

เหยื่อส่วนใหญ่ที่มักไม่มีความรู้เรื่องคริปโทเคอร์เรนซีจะถูกหลอกให้โอนเงิน เข้าไปยังแพลตฟอร์มคริปโทเคอร์เรนซีที่เป็นที่รู้จัก และน่าเชื่อถือในโลกตะวันตก เช่น Coinbase, Crypto.com และ Kraken ตามที่รายงานระบุ

กลไกการฟอกเงินของแก๊ง “เชือดหมู” มีรูปแบบที่ซับซ้อน และแยบยลมากกว่าที่เราคิด เริ่มจากการมีช่องทาง “ขาเข้า” จากฝั่งตะวันตก และใช้แพลตฟอร์มในเอเชียเป็นช่องทางการนำเงินออกจากระบบ

เงินของเหยื่อมักจะเริ่มต้นจากการถูกโอนเข้าสู่แพลตฟอร์มคริปโทเคอร์เรซีในฝั่งตะวันตกจากนั้นเงินจะถูกโอนต่อไปยังที่อยู่ของกลุ่มมิจฉาชีพ และเข้าสู่กระบวนการ “อำพราง” โดยใช้ Decentralized Exchanges (DEXs) หรือแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนแบบกระจายอำนาจ

ธุรกรรมทั้งหมดบนแพลตฟอร์ม Tokenlon ในช่วงปี 2565-2565 นั้นเกี่ยวข้องกับเครือข่ายหลอกลวงนี้โดยตรง และสเตเบิลคอยน์อย่าง Tether (USDT) ถูกใช้เป็นเครื่องมือหลักในการปกปิดเส้นทางการเงิน โดยคิดเป็น 78% ของปริมาณธุรกรรมทั้งหมด

เมื่อทำให้เงิน และทำให้แหล่งที่มาไม่ชัดเจน เงินจำนวนมหาศาลเหล่านี้มักจะถูกส่งต่อไปยังแพลตฟอร์มเอ็กซ์เชนจ์แลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัลขนาดใหญ่ใน “เอเชีย”

ข้อมูลชี้ว่ามีกระแสเงินออกเฉลี่ยสูงถึง 2.7 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี ไหลเข้าสู่บัญชีเงินฝากที่น่าสงสัยบนแพลตฟอร์มเหล่านี้ ซึ่งเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงการใช้ประโยชน์จากช่องว่างทางกฎหมายที่ยังไม่แข็งแกร่งในบางพื้นที่ เพื่อฟอกเงิน และยังคงสามารถเข้าถึงสภาพคล่องจำนวนมากได้อย่างต่อเนื่อง

‘ต้นทุนการฟอกเงินต่ำ - ช่องโหว่เพียบ

มิจฉาชีพเลือกใช้คริปโทเคอร์เรนซีในการฟอกเงินด้วยเหตุผลหลัก 2 ประการคือ

1. “ต้นทุนที่ต่ำ” การทำธุรกรรมผ่านสกุลเงินดิจิทัลนั้นมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำมาก เฉลี่ยแล้วอยู่ที่เพียง 0.33% ของจำนวนเงินที่ถูกเคลื่อนย้าย ซึ่งถูกกว่าการลักลอบนำเงินสดข้ามพรมแดนแบบเดิมๆ ที่มีต้นทุนค่าใช้จ่ายสูงถึง 4-12%

2. “ช่องโหว่ด้านกฎระเบียบ” เพราะการทำธุรกรรมขนาดเล็กบนแพลตฟอร์มต่างๆ อาจจะเล็ดลอดสายตาหน่วยงานกำกับดูแล ทำให้เหล่ามิจฉาชีพจะไม่ถูกตรวจสอบ ซึ่งนี่เป็นข้อสังเกตที่แพลตฟอร์มคริปโทเคอร์เรนซี มีโอกาสที่จะตรวจจับหรือแจ้งเตือนถึงความผิดปกติได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนที่ความเสียหายจะบานปลาย

สภาพคล่องสูงทำให้เอเชียถูกเลือก

นเรศ เหล่าพรรณราย” นายกสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทยมองว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับแพลตฟอร์มเอ็กซ์เชนจ์บางแห่งไม่มีผลกระทบต่อภาพรวมการลงทุนในประเทศไทย เนื่องจากเอ็กซ์เชนจ์ที่เปิดดำเนินการในไทยทั้งหมดอยู่ภายใต้การกำกับดูแลที่เข้มงวด ทำให้ผู้ลงทุนมั่นใจในความปลอดภัยได้

นอกจากนี้ เอ็กซ์เชนจ์ต่างประเทศหลายแห่งก็เริ่มให้ความสำคัญกับกฎระเบียบข้อบังคับมากขึ้น โดยเฉพาะก่อนที่จะขยายตลาดเข้าสู่ยุโรป และอเมริกา ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มที่อุตสาหกรรมกำลังมุ่งไปสู่มาตรฐานที่สูงขึ้น

เป็นที่ทราบกันดีว่าแพลตฟอร์มคริปโทเคอร์เรนซีบางครั้งถูกใช้เป็นเครื่องมือในการฟอกเงิน อย่างไรก็ตาม นเรศชี้ว่าปัญหาดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกตลาด และในปัจจุบัน เอ็กซ์เชนจ์หลายแห่งได้ให้ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับองค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศ หรือ “อินเตอร์โพล” เพื่อต่อสู้กับอาชญากรรมทางการเงินข้ามชาติเหล่านี้

เหตุผลหนึ่งที่เอเชียถูกเลือกให้เป็นปลายทางของการฟอกเงินผ่านคริปโทเคอร์เรนซีก็คือ เอเชียเป็นภูมิภาคที่มีการใช้งานคริปโทเคอร์เรนซีสูงที่สุด และมีสภาพคล่องสูง ทำให้เงินสามารถหมุนเวียนได้อย่างรวดเร็ว และง่ายดาย นอกจากนี้ แพลตฟอร์มคริปโทเคอร์เรนซียังมีช่องโหว่ที่กลุ่มมิจฉาชีพสามารถนำมาใช้ในการฟอกเงินได้

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทย และเอเชียได้ตระหนักถึงปัญหานี้ และให้ความสำคัญกับ กฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องของ KYC ซึ่งเป็นกระบวนการยืนยันตัวตนของลูกค้า เพื่อป้องกันการฟอกเงิน และอาชญากรรมทางการเงินอื่นๆ การดำเนินการที่เข้มงวดขึ้นนี้จะช่วยลดความเสี่ยง และสร้างความน่าเชื่อถือให้กับตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลในระยะยาว

ความเสี่ยง ‘คริปโทเคอร์เรนซีไทย’ ไม่ควรมองข้าม

งานวิจัยชิ้นนี้ได้เผยให้เห็นเรื่องสำคัญที่ตลาดคริปโทเคอร์เรนซีไทย และภูมิภาคไม่ควรมองข้ามถึงสองเรื่องด้วยกัน คือ ระบบการเงินที่ถูกเชื่อมโยงเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ และมิจฉาชีพ

การที่ประเทศไทยถูกระบุว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่กลุ่มอาชญากรใช้เป็นสถานที่สำหรับกักขัง และบังคับใช้แรงงานในแถบอาเซียน แม้ว่าจะไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติมนอกเหนือจากนี้ แต่นี่ก็เป็นการเน้นย้ำให้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของไทยควรให้ความสำคัญกับการสืบสวน และปราบปรามการค้ามนุษย์ที่เชื่อมโยงกับแก๊งอาชญากรรมไซเบอร์เหล่านี้อย่างจริงจัง

ขณะเดียวกัน การที่เงินจำนวนมหาศาลไหลผ่าน “แพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนขนาดใหญ่ในเอเชีย” โดยอาศัยประโยชน์จากสภาพแวดล้อมการบังคับใช้กฎหมายที่อ่อนแอ ก็ยังชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงในระดับภูมิภาค

ในรายงานระบุว่า สถาบันการเงิน และหน่วยงานกำกับดูแลของเอเชีย และไทยจำเป็นต้องหาทางปิดช่องโหว่นี้ และพิจารณาความร่วมมือในระดับภูมิภาคเพื่อเสริมสร้างมาตรการ ต่อต้านการฟอกเงิน และออกมาตรการ การลงทะเบียนผู้ใช้งาน (KYC) ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศไทยกลายเป็นจุดพักเงินหรือฐานปฏิบัติการของอาชญากรเหล่านี้

มี 3 สิ่งที่ไทย และหน่วยงานในภูมิภาคจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบ และการเฝ้าระวังในหลายด้าน คือ 1.การตรวจสอบธุรกรรมขาออก (Outbound KYT) 2.การเฝ้าระวังธุรกรรมขนาดเล็ก 3.การให้ความรู้แก่ประชาชน

Binance ร่วมต้านอาชญากรรมคริปโทเคอร์เรนซี

เมื่อเร็วๆ นี้ Binance แพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลชั้นนำระดับโลก และ Gulf Binance ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่างบริษัทในเครือ Binance กับ Gulf Energy Development ได้ร่วมกันจัดการฝึกอบรมด้านการบังคับใช้กฎหมายครั้งแรกในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในประเทศไทย ซึ่งมีเจ้าหน้าที่รัฐ และผู้เชี่ยวชาญด้านบล็อกเชนกว่า 120 คนจากทั่วภูมิภาคเข้าร่วม

จาเร็ก จาคับเซก หัวหน้าฝ่ายฝึกอบรมการบังคับใช้กฎหมายของไบแนนซ์เน้นย้ำว่า การรักษาความปลอดภัยในสภาพแวดล้อมดิจิทัลต้องอาศัยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐ และภาคเอกชน โดยได้ยกตัวอย่างเรื่องราวอาชญากรรมไซเบอร์ในเอเชีย เมื่อชายวัย 90 ปีในรัฐคุชราต ประเทศอินเดีย ต้องสูญเงินกว่า 1.25 ล้านรูปี (ประมาณ 550,000 บาท) ให้กับมิจฉาชีพที่แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย

แทร็กเส้นทางเงินผ่าน ‘บล็อกเชน’

อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีเกี่ยวกับสกุลเงินดิจิทัลไม่ได้เป็นเพียงที่หลบภัยของอาชญากรเท่านั้น หากแต่ยังกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการต่อสู้กับอาชญากรรมทางการเงินยุคใหม่ด้วย

หากมิจฉาชีพเคลื่อนย้ายเงินทุนด้วย “เงินสด” ทุกอย่างจะสูญหายไปเมื่อเปลี่ยนมือ แต่เทคโนโลยี “บล็อกเชน” ทำหน้าที่เหมือน สมุดบัญชีสาธารณะที่บันทึกทุกการทำธุรกรรมอย่างถาวร และตรวจสอบได้ ต่างจากเงินสดที่อาจหายไปได้ง่ายเมื่อมีการเปลี่ยนมือ ทำให้ทางการอินเดียสามารถ ติดตามเหรียญ USDT ที่ถูกขโมยไปได้ในคดีนี้

ด้วยความร่วมมือจากหน่วยข่าวกรองทางการเงิน (FIU) ของไบแนนซ์ และเจ้าหน้าที่ ทำให้สามารถระบุที่อยู่กระเป๋าเงินดิจิทัล ติดตามเส้นทางการทำธุรกรรม และระบุบัญชีที่ใช้เป็น “บัญชีม้า” ในที่สุด ผู้ต้องสงสัยในคดีนี้ก็ถูกจับกุม และมีการดำเนินการสืบสวนต่อไป

กองปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ของตำรวจเมืองอาห์เมดาบัด กล่าวว่า “คดีนี้แสดงให้เห็นว่าการหลอกลวงทางไซเบอร์ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ และการร่วมมือกันข้ามประเทศเป็นสิ่งจำเป็น ด้วยความช่วยเหลืออย่างรวดเร็วจากทีมของไบแนนซ์ จึงสามารถติดตามเงินคริปโทเคอร์เรนซี ระบุผู้ต้องสงสัยหลัก และจับกุมได้อย่างรวดเร็ว”

พิสูจน์อักษร….สุรีย์ ศิลาวงษ์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...