ส.อ.ท.เผยดัชนีเชื่อมั่นอุตฯ พ.ค. ลดลงแตะ 88.1 ต่ำสุดในรอบ 7 เดือน กังวลคู่ค้าตปท.ชะลอซื้อสินค้า
ส.อ.ท.เผยดัชนีเชื่อมั่นอุตฯ พ.ค. ลดลงแตะ 88.1 ต่ำสุดในรอบ 7 เดือน กังวลคู่ค้าตปท.ชะลอซื้อสินค้า
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -18 มิ.ย. 68 12:32 น.
ส.อ.ท. ระบุดัชนีเชื่อมั่นอุตสาหกรรม เดือน พ.ค. 68 ลดลงมา อยู่ที่ 88.1 ร่วงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 และต่ำสุดในรอบ 7 เดือน รับกังวลการรั่วไหลสารเคมีภาคเหนือ - คู่ค้าตปท.ชะลอซื้อสินค้า -ปัญหาชายแดน แนะรัฐเร่งมาตรการเชิงรุก หนุนความเชื่อมั่นภาคอุตฯ กลับสู่ทิศทางบวก
นายนาวา จันทนสุรคน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และดร.วิรัช ฉัตรดรงค์ รองประธานสายงานเศรษฐกิจและวิชาการ ส.อ.ท. เปิดเผยผลการสํารวจดัชนี ความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนพฤษภาคม 68 อยู่ที่ระดับ 88.1 ปรับตัวลดลงต่อเนื่องติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 7 เดือน โดยปรับตัวลดลง จาก 89.9 ในเดือนเมษายน 2568
โดยปัจจัยกดดันมาจาก สถานการณ์อุทกภัยและการรั่วไหลของสารเคมีในภาคเหนือ กระทบต่อภาค เกษตรและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภูมิภาค ประกอบกับคู่ค้าในต่างประเทศมีแนวโน้มชะลอการสั่งซื้อสินค้า จากการเร่งสต็อกสินค้าในช่วงก่อนหน้า โดยเฉพาะในกลุ่มอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และผลิตภัณฑ์ยาง เป็นต้น
ด้านความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดน ส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการค้าชายแดนในระยะสั้น อีกทั้งค่าเงินบาทแข็ง ค่าเร็วเมื่อเทียบกับคู่แข่งในภูมิภาค ส่งผลกระทบต่อรายได้ของผู้ส่งออก รวมถึงราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ อาทิ ข้าว ปาล์มน้ำมัน มันสําปะหลัง กระทบกําลังซื้อในภูมิภาค
นอกจากนี้ภาวะอุปทานส่วนเกินในจีนและความไม่ แน่นอนของการส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ ยังคงส่งผลให้เกิดการทะลักเข้ามาของสินค้าจีนเพิ่มขึ้นกระทบ ยอดขายผู้ผลิตในประเทศ และปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้ธุรกิจ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้เกิดการชะลอการลงทุน สะท้อนจากยอดการจัดตั้งธุรกิจ (ช่วงเดือน มกราคม-เมษายน 2568) ลดลง -4.39% (YoY) ขณะที่ยอดการเลิกกิจการเพิ่มขึ้น 8.34% (YoY)
อย่างไรก็ตาม ในเดือนพฤษภาคม ยังคงมีปัจจัยบวกจากธนาคารพาณิชย์มีการทยอยปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ตามการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ทําให้ช่วยบรรเทาภาระทางการเงินของภาคธุรกิจและครัวเรือน รวมถึงต้นทุนค่าพลังงานยังคงทรงตัวจากมาตรการ ตรึงราคาของภาครัฐ เช่น ค่าไฟฟ้า 3.98 บาท/หน่วย (งวดเดือน พฤษภาคม-สิงหาคม 2568) และน้ำมันดีเซล 31.94 บาท/ลิตร
ทั้งนี้จากการสํารวจผู้ประกอบการ 1,351 ราย ครอบคลุม 47 กลุ่มอุตสาหกรรมของสภาอุตสาหกรรม แห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในเดือนพฤษภาคม 2568 พบว่าปัจจัยที่ผู้ประกอบการมีความกังวลเพิ่มขึ้น ได้แก่ เศรษฐกิจในประเทศ 64.2% เศรษฐกิจโลก 61.2% สถานการณ์การเมืองในประเทศ 50.3% ราคาน้ำมัน 26.5% และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 17.6% ส่วนปัจจัยที่มีความกังวลลดลง ได้แก่ อัตราแลกเปลี่ยน (มุมมองผู้ส่งออก) 32.8%
ขณะที่ดัชนีฯ คาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า ปรับตัวลดลงเช่นกัน อยู่ที่ระดับ 91.7 ลดลงจาก 93.3 ในเดือนเมษายน 2568 เนื่องจากผู้ประกอบยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับ Reciprocal Tariff จากความ ไม่แน่นอนการเจรจาทางภาษีกับสหรัฐอเมริกา อาจกระทบต่อการตัดสินใจลงทุนของภาคเอกชน และ ความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว แนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจและปริมาณการค้าโลก จากความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าโลกและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ
อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยสนับสนุนที่คาดว่าจะมาจากมาตรการลงทุนภาครัฐ 1.57 แสนล้านบาท ครอบคลุมโครงสร้างพื้นฐาน ฐาน คมนาคม และท่องเที่ยว คาดว่าจะหนุนจ้างงาน สร้างรายได้ และเสริมศักยภาพการ เติบโตเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งมองว่าอยากให้ภาครัฐบาลเน้นการลงทุนโดยเป็นสินค้าที่ผลิตในประเทศ ซึ่งมองว่าจำนวนเม็ดเงินลงทุนดังกล่าวจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ 4-5 รอบ
"เราเห็นด้วยที่งบลงทุนดังกล่าวไม่มีแจกเงิน โดยเราอยากให้ภาครัฐใช้เงินดังกล่าวเพื่อกระตุ้นสินค้าเมดอินไทยแลนด์ ซึ่งส.อ.ท.เป็นผู้รับรอง และจากที่เราไปเช็กดูแผนส่วนใหญ่ใช้บูรณาการเรื่องน้ำเพื่อการเกษตร-อุตสาหกรรม หรือเรื่องปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน อย่าง ถนน เสาไฟ ซึ่งหากใช้สินค้าของไทยจะมีซัพพลายเชนค่อนข้างยาว ซึ่งเม็ดเงิน 1.57 แสนล้านบาท อาจหมุนเวียนได้ 4-5 รอบ เมื่อเทียบกับการลงทุนสินค้าจากต่างประเทศที่อาจจบแค่รอบเดียว " นายนาวากล่าว
ด้านค่าแรง 400 บาท ซึ่งจะปรับตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 68 ทางส.อ.ท.ได้คุยกับภาครัฐบาลมาโดยตลอด ยังมีบางประเด็นที่อยากให้ภาครัฐบาลพิจารณาให้กำหนดค่าแรงขั้นต่ำนอกจากพื้นที่ อาจกำหนดเป็นรายอุตสาหกรรมประกอบกันด้วย เนื่องจากในบางพื้นที่มีโรงงานของบริษัทต่างชาติ โรงงานรถยนต์ หรืออิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีกำลังในการจ่ายค่าแรงดังกล่าว แต่สำหรับบางอุตสาหกรรมในธุรกิจ SME อาจได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก
*** ข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ
1. ขอให้ภาครัฐเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายและออกมาตรการป้องกันการแอบอ้างถิ่นกําเนิดสินค้าไทย เช่น พัฒนาระบบข้อมูลติดตามข้อมูลการนําเข้าและส่งออกไปยังสหรัฐฯ การตรวจสอบย้อนกลับโรงงาน ที่ยื่นขอใบรับรองถิ่นกําเนิดสินค้า (Certificate of Origin) และการทบทวนเงื่อนไขการประกอบกิจการใน เขตปลอดอากร (Free Zone) เป็นต้น
2. ขอให้ภาครัฐเร่งออกมาตรการบรรเทาผลกระทบผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าและ การขึ้นภาษีนําเข้าจากสหรัฐฯ รวมถึงธุรกิจที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน (Supply chain) อาทิ การขยายตลาด ใหม่ทั้งในและต่างประเทศ สินเชื่อเสริมสภาพคล่อง การลดต้นทุนการผลิต
3. ขอให้ภาครัฐจัดสรรงบประมาณในการส่งเสริมผลิตภาพการผลิตด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ สําหรับ SMEs และการนําเทคโนโลยีหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ (Automation & Robotic) มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต
เรียบเรียง โดย ชุติมา อภิชัยสุขสกุล
อีเมล์. reporter@efinancethai.comอนุมัติ โดย จารุวรรณ เอี่ยมยิ่งพานิช
ดูข่าวต้นฉบับ