สมาคมโฆษณาฯ ห่วงการเมืองสร้าง “เดดล็อก” ธุรกิจ ผู้บริโภคเบรกใช้จ่าย
นายรติ พันธุ์ทวี นายกสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า สถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นในห้วงเวลานี้ ซึ่งนายกรัไม่ฐมนตรีหยีหยุดปฏิบัติหน้าที่ ไม่มีผลเชิงบวกต่อภาวะเศรษฐกิจไทยเลย และซ้ำเติมจีดีพีไทยด้วย ทั้งนี้ หากต้องการให้ประเทศเปลี่ยนแปลง ต้องทำให้เกิดขึ้นจริง และหาแนวทางทำให้เกิดแบบเบ็ดเสร็จโดยเร็วและมีความชัดเจน นี่คือสิ่งที่ภาคธุรกิจรออยู่ แต่ที่ผ่านมา ความมั่นใจในเสถียรภาพทางการเมืองเป็นที่รับรู้กันอยู่ ทั้งการแก้ไขปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การเจรจาภาษีทรัมป์ ยังไม่เห็นความชัดเจนว่าไทยจะทำอย่างไร สงครามตะวันออกกลางที่จะมีผลต่อราคาพลังงาน เหล่านี้คือความเสี่ยงที่ภาคธุรกิจยังต้องเผชิญ
ด้านฉากทัศน์การเมือง หากนายกรัฐมนตรีต้องลาออก มุมมองส่วนตัวคิดว่าเป็นเช่นนั้น เพราะสุดท้ายองค์กร ภาคส่วนอื่นจะมีการร้องเรียนและเรียกร้องให้นายกลาออกตามมา ส่วนเวลานี้ทหารไม่ควรออกมาแอ๊คชั่นใดๆ เพราะนอกจากไม่เป็นที่ยอมรับของประชาชนส่วนใหญ่แล้ว สภาพเศรษฐกิจเช่นนี้ จะทำให้เผชิญภาวะติดลบยิ่งขึ้น ไม่ควรเป็นทางเลือกหรืออแฟชั่นที่จะเกิดขึ้น
10 ปี การเมืองไทยไม่ไปไหน เหมือนละครเดิมฉายซ้ำ
อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ประชาชนต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เป็นไปตามครรลองของระบอบประชาธิปไตย แต่กลับต้องเห็นละครฉายซ้ำเรื่องเดิมวนเวียนอยู่อย่างนี้
“การเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง ประชาธิปไตยต้องแก้ด้วยประชาธิปไตย..ใช่ แต่คนไทยกลับไม่เห็นอะไรใหม่เลย เป็นละครเรื่องเดิมที่วนมาเรื่อยๆ มิหนำซ้ำเวลานี้สิ่งที่ประชาชนเห็นคือ สิ่งที่เป็น Priority ของพวกท่านคือผลประโยชน์ทางการเมือง ไม่มีใครมาถกเถียงหรือ debate ผลประโยชน์ของประชาชน ประเทศชาติ คนจะอยู่ยังไง การศึกษาไทยจะไปทางไหน ไม่มีเลย มีแค่กาสิโน กับกัญชา”
ทั้งนี้ หากประเมินการขยายตัวทางเศรษฐกิจหรือจีดีพีไทยคาดว่าต่ำกว่า 2% หากได้ถึง 2% ถือว่าเก่งมาก ส่วนอุตสาหกรรมสื่อโฆษณาเติบโตต่ำกว่า 2% แน่นอน จากเดิมจะโต 2.2% และคาดหวังจะไม่เลวร้ายถึงขั้นติดลบ เพราะปี 2567 ที่สถานการณ์โดยรวมไม่ดี ยังเติบโตเล็กน้อยกว่า 1%
สำหรับการใช้จ่ายงบโฆษณาหลังไตรมาส 1 ปกติจะเติบโตสอดคล้องกับจีดีพี แต่ 2 เดือนของไตรมาส 2 ความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการลดต่ำลงมาก สภาวะเงินฝืด และผู้บริโภคไม่มีอารมณ์จับจ่ายใช้สอย ประหยัด ลังเลที่จะใช้เงิน เพราะไม่รู้อนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไร เกิดภาวะ Deadlock หรือเหมือนถูกขึงพืด ดังนั้นสินค้าและบริการจึงชะลอใช้งบโฆษณามากขึ้น จากเปิดปีมาชะลอตัวอยู่แล้ว
พึ่งพลังเอกชนมีสายป่านประคับประคองเศรษฐกิจ ปลุกมู้ดใช้จ่าย
อย่างไรก็ตาม ในฐานะภาคธุรกิจ มีการหารือในวงการ หากสิ่งใดที่สามารถประคับประคองได้ ต้องการให้ดำเนินการต่อ เพื่อส่งเสริมหรือ กระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ เนื่องจากตอนนี้เครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยไม่ครบ การหวังพึ่งพาท่องเที่ยว ลงทุน จากญี่ปุ่น จีน แขก ฯ ทำได้ยากลำบาก อย่างน้อยๆขอให้ภาคธุรกิจปลุกบรรยากาศให้คึกคักขึ้น ให้คนในประเทศออกมาใช้จ่าย
“การบริโภคภายในประเทศ เป็นสิ่งที่ทุกคนควรจะช่วยกัน เพราะตอนนี้เราจะไปพึ่งพาใครได้ หลายประเทศต่างบอบช้ำจากวิกฤติโควิด-19 ระบาด หลังผ่านเหตุการณ์ดังกล่าวจะหวังให้หลายอย่าง เช่น นักท่องเที่ยวกลับมาเหมือนเดิมไม่ได้ และเรายังเจอปัจจัยอื่นเพิ่มเติมเข้ามาทั้งการเมือง เศรษฐกิจด้วย ถ้าเราเป็นผู้ประกอบการที่ยังพอจะมีสายป่านอยู่บ้าง น่าจะมาปลุกมู้ดความต้องการบริโภคภายในประเทศได้มีความรู้สึกอยากจะจับจ่ายใช้สอยบ้าง ก็น่าจะช่วยได้พอสมควร“
นายภวัต เรืองเดชวรชัย ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มีเดียอินเทลลิเจนซ์กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า สถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้น ต้องจับตาว่าจะส่งผลกระทบต่อการพิจารณางบประมาณปี 2569 ช่วงไตรมาส 3 หรือไม่ และจะมีผลต่อความเชื่อมั่นต่างๆ ส่วนมุมมองต่ออุตสาหกรรมสื่อโฆษณาปี 2568 อาจถูกฉุดให้เข้าสู่โหมดติดลบ จากคาดการณ์เติบโต 2% ส่วนการตั้งครม.ชุดใหม่ ภารกิจต้องทำคือแก้ปัญหาเศรษฐกิจ หามาตรการควิกวินฟื้นการเติบโต การเจรจาภาษีทรัมป์ สงครามการค้าสหรัฐ-จีน ที่กระทบไทย รวมถึงหามาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนามย่อม(เอสเอ็มอี)
ผู้นำหมดความชอบธรรม
แหล่งข่าวจาก "บิ๊กคอร์ปแสนล้านบาท" กล่าวว่า เมื่อผู้นำหมดความชอบธรรม หน้าตาครม.ที่ออกมาย่อมไม่ผ่านหรือไม่โอเคอยู่แล้ว ทั้งนี้ จากการพูดคุยกับนักลงทุนต่างชาติ ตั้งคำถามถึงผู้นำประเทศไทยคืออะไรกันแน่ ผู้นำดูแลประเทศหรือฝักใฝ่ฝ่ายต่างประเทศ
“นี่เป็นสิ่งที่นักลงทุนพูด พ่อค้ารู้ข่าวสารของไทย อย่างญี่ปุ่นหากเกิดประเด็นลักษณะนี้ผู้นำออกไปนานแล้ว ประเทศเขาจึงมีการเปลี่ยนแปลงบ่อย แต่บ้านเรานักการเมืองที่บอกว่าต้องการประชาธิปไตแต่ตัวเองไม่มีประชาธิปไตย ต้องแสดงความรับผิดชอบต่อประชาชน บ้านเมือง ไม่ใช่แค่ตัวเองและครอบครัว”