โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ปะทะเดือด‘ไทย-กัมพูชา’ ยิ่งยืดเยื้อผลกระทบต่อเศรษฐกิจยิ่งรุนแรง

แนวหน้า

เผยแพร่ 27 ก.ค. 2568 เวลา 17.00 น.

27 ก.ค. 2568 รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ (DEIIT) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า เมื่อเสียงปืนดังขึ้นตามแนวชายแดน การเจรจาหารือกันด้วยเหตุผลก็จะหายไป เมื่อเราดำดิ่งเข้าสู่สงครามยืดเยื้อยาวนานเท่าไหร่ ความเสียหายจะยิ่งยากต่อการเยียวยามากขึ้นเท่านั้น สร้างบาดแผลและปัญหาติดตามมามากมาย และ เราจะสูญเสียทรัพยากรจำนวนมากในการแก้ปัญหาอื่นๆ ของสังคม ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ความไม่เป็นธรรมทางสังคม จะถูกบดบังด้วยความเกลียดชังทางเชื้อชาติและสงครามได้

รัฐบาลไทยควรเปิดการเจรจากับกัมพูชาเพื่อให้มีการหยุดยิงรักษาชีวิตผู้คนและลดความเสียหายทางเศรษฐกิจ การยื่นข้อเสนอของประธานาธิบดีทรัมป์ให้หยุดยิงเพื่อการเจรจาเรื่องภาษีทางการค้าจะได้เดินหน้าต่อไปได้ เป็น ข้อเสนอที่ต้องได้รับการตอบสนองทั้งจากไทยและกัมพูชา หากไม่มีการเจรจาหยุดยิง นอกจาก “ไทย” จะได้รับความเสียหายทางเศรษฐกิจจากผลกระทบของการปะทะกันทางการทหารแล้ว เราจะยังได้รับผลกระทบจากอัตราภาษี 36% อีกด้วย

ผลกระทบเศรษฐกิจและภาคการลงทุนไทยรุนแรงหากสงครามชายแดนยืดเยื้อ เฉพาะหน้าการค้าชายแดนหยุดสิ้นเชิงเสียหายหนัก ปี 2567 ที่ผ่านมา การค้าชายแดนระหว่างสองประเทศมีมูลค่าสูงถึง 174,530 ล้านบาท โดยไทยส่งออกผ่านการค้าชายแดนไปกัมพูชามากถึง 141,847 ล้านบาท และนำเข้า 32,684 ล้านบาท ทำให้ไทยได้ดุลการค้าเกินกว่า 109,163 ล้านบาท สินค้าหลักที่ไทยส่งออก ได้แก่ อัญมณี น้ำมันสำเร็จรูป เครื่องดื่ม น้ำตาล และวัสดุก่อสร้าง ซึ่งสะท้อนถึงบทบาทของไทยในฐานะผู้จัดหาสินค้าจำเป็นให้แก่กัมพูชา

ปัจจัยที่สนับสนุนการขยายตัวของการค้าตามแนวชายแดนดังกล่าว ได้แก่ ความต้องการบริโภคในกัมพูชาที่เพิ่มขึ้น การมีพรมแดนติดต่อกัน รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานทางด้านการคมนาคมตามแนวชายแดน อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดทางการเมืองและทางการทหารตามแนวชายแดนตั้งแต่เดือน พ.ค. เป็นต้นมา ส่งผลกระทบต่อการค้าและการลงทุนตามแนวชายแดนและการดำเนินชีวิตของผู้คนจากการปิดด่าน มีความจำเป็นที่ผู้ประกอบการต้องประเมินความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์จากสถานการณ์ดังกล่าว

ทาง ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ (DEIIT) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้ประเมินและคาดการณ์ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากกรณี "ปิดด่านชายแดนไทย–กัมพูชาทั้งหมด ดังนี้

“หากเปรียบเทียบกับกรณีความขัดแย้งชายแดนเมื่อปี 2554 ซึ่งใช้เวลาราว 4 เดือน กว่าการค้าจะกลับสู่ภาวะปกติ ครั้งนี้มีแนวโน้มจะฟื้นตัวอย่างไรจะอยู่ที่การเจรจาหยุดยิงและการเปิดด่านตามแนวชายแดนจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ อย่างไรก็ตาม มูลค่าการค้าตามแนวชายแดนในปี 2568 มีโอกาสขยายตัวติดลบเมื่อเทียบกับหลายปีที่ผ่านมาที่มีการขยายตัวเป็นบวก” รศ.ดร.อนุสรณ์ กล่าว

รศ. ดร. อนุสรณ์ กล่าวต่อไปว่า ส่งออกครึ่งปีแรกยังขยายตัวดีจากการเร่งส่งออกหลังจากมีการเลื่อนเส้นตายเก็บภาษีตอบโต้ ทำให้ส่งออกเดือนมิถุนายน ตลาดสหรัฐฯเพิ่มขึ้น 41.9% โดยสินค้าสำคัญที่ขยายตัว ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น ภาพรวมอัตราการขยายตัวของการส่งออกครึ่งปีแรกอยู่ที่ 15% มูลค่า 1.66 แสนล้านดอลลาร์โดยตลาดส่งออกสหรัฐฯเติบโตสูงถึง 29.7%

อย่างไรก็ตาม มีสัญญาณชะลอตัวลงของภาคส่งออกในเดือนกรกฎาคม และ ช่วงเวลาที่เหลืออยู่ของปีน่าจะชะลอตัวลงต่อเนื่อง โดยบางเดือนอาจมีการขยายตัวติดลบ นอกจากนี้ ความเชื่อมั่นผู้บริโภค-ธุรกิจมีโอกาสทรุดต่อเนื่อง ขณะที่งบประมาณปี 2569 อาจสะดุดจากปัญหาทางการเมือง การใช้จ่ายภายในประเทศไม่ฟื้นตัว จึงต้องมีมาตรการทางเศรษฐกิจเพื่อรับมือกับสถานการณ์ชะลอตัวลงของเศรษฐกิจโดยภาพรวมให้ดี

ผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคประจำเดือนมิถุนายนของ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย พบว่า ดัชนีอยู่ที่ระดับ 52.7 ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 และถือเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 28 เดือน ขณะเดียวกัน ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยซึ่งสำรวจจากมุมมองของภาคธุรกิจในแต่ละภูมิภาคโดยปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 46.7 สะท้อนความกังวลของผู้ประกอบการต่อสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ

“เพื่อให้ความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจดีขึ้น จำเป็นต้องมีการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อให้ความสามารถในการแข่งขันดีขึ้น การมุ่งลงทุนไปยังอุตสาหกรรมแห่งอนาคต การสร้างห่วงโซ่อุปทานในประเทศให้เข้มแข็งด้วยเครือข่าย การเร่งเจรจาเพื่อทำข้อตกลงการค้ากับตลาดใหม่ๆ กระจายเม็ดเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำหรือ Soft Loan สองแสนล้านบาท ให้รวดเร็วทั่วถึง” รศ.ดร.อนุสรณ์ ระบุ

043…

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...