โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แบรนด์ ‘สารัช’ ไม่หยุดแค่สแน็ก ยกระดับสู่อาณาจักรธุรกิจมะขามครบวงจร

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 08 พ.ค. 2568 เวลา 11.12 น. • เผยแพร่ 09 พ.ค. 2568 เวลา 03.00 น.
สารัช กมลธรไท-สุภาลักษณ์ กมลธรไท

สัมภาษณ์

สารัช มาร์เก็ตติ้ง เจ้าของแบรนด์มะขาม “สารัช” และต้นตำรับมะขามแปรรูปจี๊ดจ๊าด เป็นหนึ่งในเอสเอ็มอีไทย ที่เตรียมรีแบรนด์ครั้งใหญ่ในรอบ 50 ปี พร้อมสยายปีกฝ่ามรสุมเศรษฐกิจต่อยอดจากการเป็นผู้ผลิตขนม ไปสู่การสร้างอาณาจักรธุรกิจเกี่ยวกับมะขามแบบครบวงจรไม่ว่าจะเป็น อาหาร, สินค้าสุขภาพ-ความงามไปจนถึงรีสอร์ต ด้วยยุทธศาสตร์ที่ตอบโจทย์ทั้งตัวแบรนด์เอง ผู้บริโภคและซัพพลายเออร์

“ประชาชาติธุรกิจ” ได้พูดคุยกับ “สารัช กมลธรไท” กรรมการผู้จัดการ และ “สุภาลักษณ์ กมลธรไท” ผู้ก่อตั้ง บริษัท สารัช มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายมะขามแปรรูปแบรนด์ “สารัช” มานานกว่า 50 ปี ในหลากหลายรูปแบบ อาทิ มะขามแปรรูปจี๊ดจ๊าด, มะขามแก้ว ฯลฯ

รวมถึงแบรนด์ย่อยอย่าง “สารัช โกลด์” (SARACH GOLD), “อาริสา” (Alisa) และ “อาชิระซัง” (ASHIRA SAN) ถึงเป้าหมายยุคต่อไปของแบรนด์สารัช ในฐานะผู้บริหารเจเนอเรชั่นใหม่ที่พยายามจะไปให้ไกลกว่ามะขามแปรรูป และแนวคิดการทำธุรกิจ-ยุทธศาสตร์ที่จะไปถึงเป้าหมายนั้น

“สารัช” เล่าว่า ธุรกิจมะขามของครอบครัวเริ่มต้นมานานกว่า 50 ปีแล้ว โดยดำเนินกิจการมาตั้งแต่ปี 2517 ในรูปแบบของธุรกิจครอบครัวในรุ่นคุณพ่อ-คุณแม่ ก่อนจะตั้งชื่อกิจการตามชื่อตน ซึ่งเป็นลูกชายคนเดียวว่า “สารัช” ในปี 2525 ซึ่งถือเป็นต้นกำเนิดของมะขามสารัชในปัจจุบัน

โดยสารัช มาร์เก็ตติ้ง เป็นผู้ผลิตมะขามแปรรูปรายแรก ๆ ของจังหวัดเพชรบูรณ์ ในรูปแบบมะขามจี๊ดจ๊าด ก่อนจะต่อยอดสู่สูตรและสินค้าอื่น ๆ จนปัจจุบันมีมะขามจี๊ดจ๊าดกว่า 10 สูตร ตั้งแต่รสเกลือไปจนถึงรสหม่าล่า และมะขามแปรรูปหลากหลายตั้งแต่แบบคลาสสิกอย่างมะขามแก้ว, มะขามแช่อิ่ม, มะขามคลุก ไปถึงแนวโมเดิร์นอย่างมะขามกัมมี่ และมะขามกัมมี่เคลือบช็อกโกแลต ฯลฯ โดยส่งสินค้าเข้าจำหน่ายในเซเว่นอีเลฟเว่นทั่วประเทศมานานกว่า 17 ปี และส่งจำหน่ายในหลายประเทศทั่วโลก อาทิ สหรัฐอเมริกา, จีน, ตะวันออกกลาง เป็นต้น ทั้งในแบรนด์สารัช และโออีเอ็ม

เป้าสูงสุดไม่หยุดแค่ขนม

ในฐานะเจน 1.5 ที่เข้ามารับช่วงต่อในด้านการตลาด ร่วมกับคุณแม่“สุภาลักษณ์” ที่ดูแลด้านวิจัยพัฒนาสินค้า-กระบวนการผลิต จึงอยากจะใช้จังหวะนี้ยกระดับแบรนด์สารัชไปอีกขั้น ด้วยเป้าหมายสูงสุดไม่ใช่เรื่องกำไรหรือยอดขายเท่านั้น แต่เป็นการพาแบรนด์ไปสู่ตลาดโลก พร้อมกับการเป็นแบรนด์ของคนเพชรบูรณ์ในเรื่องมะขาม รวมถึงนำรายได้จากธุรกิจมาทำให้ชีวิตของคนในพื้นที่ พนักงาน และเกษตรกรผู้ปลูกมะขามดีขึ้น ผ่านการสร้างงาน การพัฒนาการเกษตร การรับรู้เรื่องของดีท้องถิ่น ฯลฯ ให้มั่นคง สามารถส่งต่อไปยังคนรุ่นต่อ ๆ ไปได้

ด้วยการต่อยอดไปสู่ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับมะขามในทุกรูปแบบ ไม่จำกัดเพียงแค่ขนมอย่างที่ผ่านมา เพราะเชื่อว่าไม่มีแบรนด์ใดจะสามารถตอบโจทย์ลูกค้าทุกกลุ่มได้ด้วยสินค้าเดียว โดยจะต้องมี 3 ธุรกิจหลัก คือ อาหาร-เครื่องดื่มที่จะมีสินค้าอื่นเพิ่มเติมอย่างซอสมะขาม, น้ำพริก, น้ำอัดลม และฟังก์ชั่นนอลดริงก์, สินค้าสุขภาพ-ความงาม เช่น ครีมทาผิวไปจนถึงธุรกิจที่พัก อาทิ รีสอร์ต ซึ่งใช้สินค้าของสารัชทั้งหมด รวมไปถึงตัวสวนที่จะมีกิจกรรมอย่าง การเก็บมะขามที่ได้แรงบันดาลใจมจากการเก็บสตรอว์เบอรี่ในญี่ปุ่น

เนื่องจากได้เห็นความเสี่ยงของการมีธุรกิจรูปแบบเดียวในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 ที่ผู้คนลดการบริโภคขนมลง ทำให้ยอดขายของบริษัทลดลงตามไปด้วย จึงต้องกู้สถานการณ์ด้วยการแตกไลน์สินค้าและแบรนด์ใหม่อย่าง น้ำพริกมะขามย่าหมูออกมา

สารพัดโจทย์ท้าทาย

อย่างไรก็ตาม การจะไปถึงเป้าหมายที่วางไว้นั้น ต้องเคลียร์โจทย์สำคัญที่กำลังสร้างความท้าทายให้ทั้งแบรนด์สารัช และวงการมะขามเพชรบูรณ์ ในปัจจุบันเสียก่อน

โดยโจทย์สำหรับแบรนด์สารัช คือ ความสับสนของผู้บริโภคระหว่างแบรนด์สารัช กับมะขามแปรรูปแบรนด์อื่น ๆ ซึ่งจากการทำวิจัยการตลาดพบว่า ปัจจุบันผู้บริโภค 80% จำบรรจุภัณฑ์ได้ แต่ยังจำชื่อแบรนด์สับสนกับคู่แข่ง เนื่องจากที่ผ่านมาบริษัทโฟกัสกับการพัฒนาสินค้า เช่น สูตร, เทคนิคการแปรรูป และคุณภาพวัตถุดิบ-มาตรฐานการผลิต เช่น มาตรฐาน GI เป็นหลัก เพื่อขยายตลาดและสร้างรายได้ ส่วนการทำแบรนดิ้งเป็นเรื่องรอง จึงใช้ดีไซน์ฉลาก และโลโก้แบบดั้งเดิมที่ขาดความโดดเด่นเมื่อวางบนชั้นคู่กับคู่แข่งแบรนด์อื่นจนเกิดความสับสนของผู้บริโภค

ส่วนโจทย์ของวงการมะขามเพชรบูรณ์ คือ สถานการณ์วัตถุดิบขาดแคลนทั้งจากสภาพอากาศแปรปรวน เช่น หากฝนตกชุกในช่วงต้นมะขามออกดอก ดอกจะร่วงทำให้ผลผลิตลดลง แต่หากแล้งเกินไปรสชาติจะเปลี่ยน

ขณะที่พื้นที่เพาะปลูกขาดแคลนเนื่องจากเกษตรกรขาดแคลนที่ดิน-เงินทุน ขณะเดียวกันทุนต่างชาติเริ่มเข้ามาตั้งล้งและห้องเย็นรับซื้อมะขามเพื่อส่งออกกลับไปยังประเทศของตนมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง สถานการณ์นี้ส่งผลให้ปี 2568 นี้ ต้นทุนวัตถุดิบพุ่งสูงขึ้นไปกว่า 50% แล้ว

รีแบรนด์ใต้งบฯจำกัด

เพื่อรับมือ ในช่วง 1-2 ปีนี้ สารัช จะโฟกัสกับการรีแบรนด์ ด้วยยุทธศาสตร์เชิงรุกที่พัฒนาให้เหมาะกับงบประมาณที่มีจำกัด มีหัวหอกหลักเป็นโลโก้, ฉลากสินค้า และบรรจุภัณฑ์ที่เน้นชื่อแบรนด์ “สารัช” ชัดเจน สีสันสดใส พร้อมมีมาสคอตด้วย เพื่อให้สินค้าเป็นช่องทางสื่อสารสร้างการรับรู้ไปในตัว

ควบคู่กับประสบการณ์จากรสชาติจี๊ดจ๊าดที่ทำให้ตื่นตัวและโลโก้-ฉลากใหม่มาเชื่อมโยงกับการจดจำแบรนด์ในฐานะต้นตำรับมะขามจี๊ดจ๊าด ซึ่งเป็นสินค้าฮีโร่สร้างรายได้ 30-40% ของยอดขายรวม

โดยปี 2568 นี้ ลงทุนด้านการตลาดเป็นครั้งแรก ซึ่งจะเดินสายแจกสินค้าตัวอย่างให้กับกลุ่มเป้าหมาย เช่น คนวัยทำงาน, นักเรียนนักศึกษา, ผู้ทำงานเกี่ยวกับการขับรถ และผลิตแพ็กเกจมะขามจี๊ดจ๊าด 5 กระปุก สำหรับซื้อเป็นของฝาก

รวมถึงจัดแคมเปญสื่อสารการตลาดทั้งออนไลน์และออฟไลน์, การออกบูทในงานแฟร์ด้านอาหาร เช่น THAIFEX และทำกิจกรรมต่อเนื่องตลอดทั้งปี เช่นเดียวกับการขยายช่องทางจัดจำหน่ายไปสู่ไฮเปอร์มาร์เก็ต, ซูเปอร์มาร์เก็ต โมเดิร์นเทรด และเชนร้านสะดวกซื้อรายอื่น ๆ เพื่อขยายฐานผู้บริโภคทุกเซ็กเมนต์ทั้งในไทยและต่างประเทศ และรับเทรนด์สูงวัยด้วยการให้คุณแม่ “สุภาลักษณ์” มาเป็นพรีเซ็นเตอร์

นอกจากนี้ยังเตรียมเปิดตัวสินค้าใหม่กว่า 10 รายการ ซึ่งจะเป็นการแปรรูปมะขามรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งให้สัมผัสและรสชาติของมะขามที่แตกต่าง

ทั้งนี้ เชื่อว่าจะช่วยให้ผู้บริโภคสามารถจดจำแบรนด์สารัชได้ชัดเจนขึ้น และผลักดันยอดขายจากท็อป 3 เป็นเบอร์ 1 ใน 5 ปี รวมถึงเป็นพื้นฐานสำคัญในการขยายธุรกิจต่อไปในอนาคตตามแผนที่วางไว้

พร้อมกับทยอยผลักดันแบรนด์ย่อยทั้งสารัช โกลด์ ที่จับกลุ่มพรีเมี่ยมด้วยวัตถุดิบที่คัดส่วนดีสุดของแต่ละปี, อาริสา เจาะกลุ่มนักศึกษา-วัยเริ่มทำงานด้วยผลไม้แปรรูปอย่าง มะม่วงผสมปลาร้า มะม่วงพริกเกลือ และอาชิระซัง ที่จับตลาดเล็ก ด้วยมะขามกัมมี่ และมะขามกัมมี่เคลือบช็อกโกแลต ตามแผนเพิ่มความหลากหลายของสินค้า

ลงทุนโรงงาน-เกษตรแนวใหม่

ส่วนการแก้โจทย์ของวงการมะขามนั้น “สุภาลักษณ์” อธิบายว่า ปัจจุบันเดินหน้าสนับสนุนการปลูกมะขามแนวใหม่อย่างการทำ มะขามต้นเตี้ย ด้วยการตัดแต่งกิ่งเพื่อคุมความสูงและความกว้างของต้น ซึ่งจะช่วยให้เก็บเกี่ยวง่าย และสามารถปลูกแบบลดระยะห่างระหว่างต้นให้ใกล้กันมากขึ้น ทำให้ได้ปริมาณผลผลิตต่อพื้นที่สูงขึ้น

รวมถึงสนับสนุนการรวมกลุ่มเกษตรกรเพื่อแชร์โนว์ฮาวระหว่างกัน และเสริมความมั่นคงของกระแสซัพพลาย โดยขณะนี้เริ่มนำร่องในกลุ่มสวนมะขามคู่สัญญาของบริษัทแล้ว

พร้อมลงทุนประมาณ 50 ล้านบาท อัพเกรดโรงงานปัจจุบันเพื่อทำมาตรฐานการผลิตเพิ่มเติม เช่น BRC Global Standards สำหรับการส่งออกไปตลาดยุโรปและสหรัฐ หลังปัจจุบันได้รับมาตรฐาน อาทิ GMP, GI, HACCP ฮาลาล ฯลฯ แล้ว

นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างศึกษาการลงทุนสร้างโรงงานแห่งใหม่บริเวณ สารัช แทมมารีน ฮิลล์ ติดถนนฝั่งขาขึ้นเขาค้อ ซึ่งวางแผนระยะยาวให้จุดนี้เป็นแลนด์มาร์กใหม่ของจังหวัดเพชรบูรณ์ ปัจจุบันมีคาเฟ่ และร้านจำหน่ายสินค้าของบริษัทตั้งอยู่

หลังปี 2567 ที่ผ่านมา บริษัทมีรายได้ประมาณ 100 ล้านบาท จากสัดส่วนยอดขายในประเทศ 80% ตลาดต่างประเทศ 20% โดยสามารถผลิตสินค้าได้มากกว่า 7 ล้านชิ้นต่อปี ด้วยกำลังการผลิตอยู่ที่ 600,000-800,000 ชิ้นต่อเดือน แต่ดีมานด์ยังสูงขึ้นทั้งในไทยและต่างประเทศ

“สารัช” เสริมว่า หากการรีแบรนด์สารัชสำเร็จใน 1-2 ปีตามเป้าที่วางไว้ จะเริ่มเดินหน้าแผนแตกไลน์ธุรกิจ เช่น รีสอร์ตตามด้วยสินค้าสุขภาพและความงาม เช่น สกินแคร์ในอีก 3-5 ปี ซึ่งอาจต่อยอด “สารัช แทมมารีน ฮิลล์” ซึ่งปัจจุบันมีคาเฟ่ Booga Booga อีกหนึ่งธุรกิจของบริษัท และร้านสินค้าของฝากที่รวบรวมสินค้าทั้งของบริษัท และของดีเมืองเพชรบูรณ์เอาไว้

รวมถึงยังเป็นมินิมิวเซียมบอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาของแบรนด์มะขามสารัช ตามแผนก้าวสู่แบรนด์ที่เป็นทุกอย่างเกี่ยวกับมะขาม และช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้กับคนในพื้นที่และพนักงาน

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : แบรนด์ ‘สารัช’ ไม่หยุดแค่สแน็ก ยกระดับสู่อาณาจักรธุรกิจมะขามครบวงจร

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...