โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

SCB WEALTH จัดสัมมนากลยุทธ์ฝ่าวิกฤตท่ามกลางความไม่แน่นอนให้กลุ่มลูกค้า Private Banking ถอดรหัสทิศทางเศรษฐกิจพร้อมแนวคิดการลงทุนมุ่งสร้างผลตอบแทนในภาวะตลาดผันผวน

Positioningmag

อัพเดต 27 มิ.ย. 2568 เวลา 00.22 น. • เผยแพร่ 27 มิ.ย. 2568 เวลา 00.17 น. • PR News

SCB WEALTH จัดงานสัมมนาให้แก่กลุ่มลูกค้า PRIVATE BANKING ภายใต้หัวข้อ “Solution Amidst Uncertainty” โดยได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญของ BlackRock ร่วมเป็นผู้บรรยายพิเศษ มุ่งเน้นการถอดรหัสทิศทางเศรษฐกิจโลกและไทย พร้อมทั้งแนวทางบริหารพอร์ตการลงทุนให้สามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างยั่งยืน แม้ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนที่ยังคงปกคลุมเศรษฐกิจโลก งานสัมมนาในครั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก นายแพททริก ปูเลีย (กลาง) รองผู้จัดการใหญ่ Head of Financial Markets Function และ Head of Private Banking Relationship Management ธนาคารไทยพาณิชย์ พร้อมด้วย นายนิคิล มัจรา (ที่ 2 ขวา) Managing Director, Head of APAC Multi-Asset Strategies & Solutions, BlackRock นายมาร์ก ฟัสชาร์ด (ที่ 3 ขวา) Director , APAC Multi-Asset Strategies & Solutions , BlackRock ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ (ที่ 3 ซ้าย) หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ นายธณาพล อิทธินิธิภัค (ที่ 2 ซ้าย) Head of Thailand Business, BlackRock และนายรุ่งโรจน์ เสกสรรค์วิริยะ (ที่ 1 ซ้าย) ผู้อำนวยการ Investment Product ธนาคารไทยพาณิชย์ ร่วมงานสัมมนา เมื่อเร็วๆนี้ ณ โรงแรมโซ แบงคอก กรุงเทพฯ
ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ เปิดเผยว่า นโยบายภาษีนำเข้า ( Reciprocal Tariff ) ของรัฐบาลทรัมป์ ทำให้ประเทศที่มีดุลการค้าเกินดุลสูงกับสหรัฐฯ โดยเฉพาะในเอเชีย ต้องเผชิญกับอัตราภาษีที่สูง ซึ่งตามการประเมินภาษีเฉลี่ยที่สหรัฐฯจัดเก็บทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 28% อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าจะมีการเจรจา ทำให้ภาษีที่รัฐบาลทรัมป์จะจัดเก็บทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 15% ส่งผลให้มีการปรับลดการคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจโลกที่ชะลอลงในปีนี้ประมาณ 0.8% อยู่ที่ 2.5% จากผลกระทบของสงครามการค้าที่เริ่มมีความเสี่ยงมากขึ้น แม้ดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมทั่วโลกจะดีขึ้นชั่วคราวก่อนสงครามการค้าจะรุนแรง โดยล่าสุด เริ่มเห็นสัญญาณการชะลอลงของภาคการผลิตในหลายประเทศ โดยเฉพาะในยุโรป และเอเชีย สอดคล้องกับภาษีการค้าที่เริ่มส่งผลทำให้เศรษฐกิจในครึ่งปีหลังของปีนี้ มีแนวโน้มชะลอตัวลงมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม คาดว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)จะคงดอกเบี้ยไว้ที่ 4.38% จนถึงสิ้นปีนี้ เนื่องจากมาตรการภาษีของทรัมป์จะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐชะลอตัวลง (Stagflation) เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 3.0% โดยเร่งขึ้นมากในครึ่งหลังของปี 2568 ทำให้เฟดต้องควบคุมความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ จึงอาจจะส่งผลให้ไม่สามารถลดดอกเบี้ยลงได้ ส่วนนโยบายการเงินโลก ธนาคารกลางส่วนใหญ่ ยกเว้นสหรัฐ และญี่ปุ่น จะผ่อนคลายนโยบายการเงินในระยะต่อไป เพื่อช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจที่ชะลอลง ในขณะที่สหรัฐจะเผชิญกับภาวะ Stagflation มากขึ้น และญี่ปุ่นเงินเฟ้อมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทำให้ธนาคารกลางทั้งสองแห่งอาจต้องทำนโยบายการเงินตึงตัวต่อเนื่อง ด้วยปัจจัยดังกล่าวทำให้เงินบาทมีแนวโน้มที่จะอ่อนค่าลง เนื่องจากดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดที่จะเกินดุลลดลงและขาดดุลมากขึ้น เงินไหลเข้าผ่านตลาดเงินตลาดทุนที่ลดลงตามทิศทางนโยบายการเงินที่แตกต่างกัน และปัจจัยเชิงฤดูกาลจากแนวโน้มค่าเงินบาทที่มักจะอ่อนค่าช่วงกลางปี
นอกจากนี้ มีความเป็นไปได้ที่ส่งออกไทยจะหดตัวลดลงจาก -3.0% มาอยู่ที่ -0.5% YoY จากรายได้การส่งออก ที่ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ แต่มองว่า ช่วงครึ่งหลังของปี การส่งออกมีแนวโน้มชะลอลงเนื่องจากผู้ประกอบการจำนวนมากได้เร่งส่งออกไปสหรัฐฯ ล่วงหน้าไปแล้ว นอกจากนี้ ค่าเงินบาทยังมีแนวโน้มอ่อนค่าลงจากแรงกดดันด้านต่างประเทศ โดยเฉพาะความเสี่ยงที่เฟดอาจคงอัตราดอกเบี้ยสูงนานกว่าที่ตลาดคาด ขณะที่เราคาดว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย จะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มอีก 2 ครั้ง หลังจากที่ประกาศปรับลดดอกเบี้ยในเดือน เมษายน ที่ผ่านมา ได้ลดดอกเบี้ยลงสู่ระดับ 1.75% และ มีแนวโน้มจะลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมในเดือนสิงหาคม และตุลาคม เนื่องจากความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากสงครามการค้าโลก ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างเต็มที่ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ซึ่งอาจทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้เพียง 1.3% หรือน้อยกว่านั้น รวมทั้ง อัตราเงินเฟ้อที่อยู่ต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย การปล่อยสินเชื่อที่หดตัว และภาวะการเงินที่ยังคงตึงตัวปัจจัยเหล่านี้ล้วนสนับสนุนให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) ดำเนินมาตรการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมในการประชุมครั้งถัดไป ในเดือนสิงหาคม และอีกครั้งในไตรมาสสุดท้ายของปี ทั้งนี้ หากสงครามการค้าและ/หรือสถานการณ์การเมืองในประเทศ มีความรุนแรง และกระทบเศรษฐกิจมากขึ้น กนง. อาจจำเป็นต้องลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ
สำหรับประมาณการค่าเงินบาทเฉลี่ยในปี 2568 อยู่ที่ 34.5 บาทต่อดอลล่าร์สหรัฐฯ โดยคาดว่าค่าเงินบาทจะอ่อนลงในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ จากหลายปัจจัยสำคัญ ได้แก่ การชะลอของเงินทุนไหลเข้าประเทศไทย การส่งออกที่มีแนวโน้มชะลอตัว การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวต่ำกว่าคาด และข้อมูลตัวเลขเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มถดถอยลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ปัจจัยที่ยังพอช่วยพยุงเศรษฐกิจในระยะสั้น เช่น การเร่งการส่งออก แต่ยังไม่เพียงพอ ไม่สามารถพึ่งพาได้ในระยะยาว
แนวโน้มเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทยในไตรมาส3 ได้ประมาณการณ์เศรษฐกิจไทย เป็น 2 สถานการณ์ ในกรณี Base case (โอกาส 60 %) GDP ไทยจะขยายตัว 1.4% ในขณะที่การส่งออกหดตัว -3.0% และมีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยอาจเข้าสู่ภาวะถดถอยเชิงเทคนิคในช่วงครึ่งหลังปี ส่วนกรณี Best Case (โอกาส 40 %) หากการเจรจากับสหรัฐฯประสบความสำเร็จและสถานการณ์โลกดีขึ้น GDP ไทยอาจขยายตัวได้ 1.7% และการหดตัวของการส่งออกจะลดลงเหลือเพียง -0.5% แทนที่จะเป็น -3.0% ประเทศไทยยังเผชิญกับความเสี่ยงสำคัญ 6 ด้าน ได้แก่ ความตึงเครียดทางการค้าและมาตรการภาษีสจากสหรัฐฯ การชะลอตัวของภาคการท่องเที่ยว ความเปราะบางของภาคเกษตร การเมืองขาดเสถียรภาพ หนี้ครัวเรือนในระดับสูง และการชะลอตัวของการลงทุนภาคเอกชน จากปัจจัยเหล่านี้ ตลาดหุ้นไทยในไตรมาส2 มีแนวโน้มปรับตัวลดลง 2% ซึ่งถือว่าต่ำกว่าตลาดหุ้นในภูมิภาคและตลาดโลกอยู่ 9% โดยเป้าหมายของ SET Index ในปี 2568 ยังคงอยู่ที่ระดับ 1,250 จุด โดยมีปัจจัยบวกใหม่ค่อนข้างจำกัด อย่างไรก็ตาม หากดัชนีปรับตัวลงต่ำกว่า 1,100 จุด ถือเป็นจุดเข้าซื้อที่น่าสนใจ
ตลาดหุ้นไทยในไตรมาส 3 ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แม้ว่าความตึงเครียดด้านการค้าระหว่างประเทศจะคลี่คลายลง ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากภายนอก ขณะเดียวกันก็จำกัดโอกาสด้านบวก (upside) ของตลาดโดยรวม ความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศ และสถานการณ์ความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนยังคงกดดันบรรยากาศการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ แม้ตลาดคาดหวังถึงการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ซึ่งอาจช่วยพยุง sentiment ได้บ้าง แต่ปัจจัยสนับสนุนในประเทศที่ชัดเจนยังมีจำกัด โครงสร้างพื้นฐานยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ แม้จะต้องจับตาความเสี่ยงด้านการดำเนินงานที่อาจเกิดขึ้น ทั้งนี้ ตลาดหุ้นไทยในปัจจุบันอยู่ในภาวะขายมากเกินไป (oversold ) ซึ่งช่วยจำกัด Downside จากปัจจัยต่างประเทศ ภาวะเศรษฐกิจ และการลงทุนในประเทศที่ยังมีความไม่แน่นอน ทำให้โอกาสที่ตลาดจะปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องยังคงถูกจำกัด จึงมองว่า การพื้นตัวของตลาดหุ้นไทยในระยะข้างหน้า ขึ้นอยู่กับการดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายอย่างจริงจัง การขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่ให้เห็นเป็นรูปธรรม และการฟื้นตัวของสภาพคล่องในระบบ ซึ่งจะช่วยปลดล็อกการเคลื่อนไหวในกรอบแคบของตลาด (sideway) ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันได้
หลังจากนั้น ต่อด้วยเสวนาในหัวข้อ “ Glabal Market Outlook & Solutions amidst Uncertainty ” ผู้เชี่ยวชาญจาก SCB WEALTH และ BlackRock ซึ่งประกอบด้วย นายรุ่งโรจน์ เสกสรรวิริยะ ผู้อำนวยการ Investment Product Selection ธนาคารไทยพาณิชย์ นายนิคิล มัจรา Managing Director,Head of APAC Multi-Asset Strategies & Solutions, BlackRock นายมาร์ก ฟัสชาร์ค Director , APAC Multi-Asset Strategies & Solutions , BlackRock และ นายธณาพล อิทธินิธิภัค Head of Thailand Business, BlackRock ได้ร่วมกันวิเคราะห์มุมมองเศรษฐกิจโลก ซึ่งยังคงเผชิญความเสี่ยงจากหลายปัจจัย โดย BlackRock ประเมินว่า ความเสี่ยงของภาวะเศรษฐกิจถดถอยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในระยะข้างหน้า จึงจำเป็นต้องติดตามปัจจัยสำคัญอย่างใกล้ชิด อาทิ อัตราภาษีนำเข้า ระดับการว่างงาน การบริโภคภาคเอกชน และแนวโน้มกำไรของภาคธุรกิจ เพื่อประเมินผลกระทบในเชิงโครงสร้างอย่างรอบด้าน
อย่างไรก็ตาม แม้การถือเงินสดอาจช่วยลดความเสี่ยงระยะสั้นในช่วงตลาดผันผวน แต่ในช่วงเวลาที่ตลาดฟื้นตัวอาจทำให้นักลงทุนพลาดโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่ดี ดังนั้นแนวทาง Stay invested หรือการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยไม่พยายามจับจังหวะตลาด จึงเป็นกลยุทธ์ที่ BlackRock และ SCB WEALTH แนะนำให้กับลูกค้าเพื่อสร้างความมั่นคงและมั่งคั่งในระยะยาว ทั้งนี้ การกระจายพอร์ตลงทุนแบบดั้งเดิมที่เน้นลงทุนในหุ้น 60% และตราสารหนี้ 40% อาจจะทำให้พอร์ตลงทุนไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่เคย ปัจจุบันการเพิ่มน้ำหนักลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก กลายเป็นส่วนสำคัญในการสร้างพอร์ตที่สมดุล โดยเฉพาะการใช้กลยุทธ์แบบ Multi-Asset และ Liquid Alternatives ที่สามารถกระจายการลงทุนได้อย่างยืดหยุ่นในหลายสินทรัพย์ เช่น หุ้น ตราสารหนี้ และสินทรัพย์ทางเลือกที่มีสภาพคล่องจึงเป็นแนวทางที่ตอบโจทย์ในระยะยาว และยังช่วยป้องกันพอร์ตในช่วงตลาดขาลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเมื่อตลาดโลกมีความไม่แน่นอนสูง
นายรุ่งโรจน์ กล่าวเสริมว่า นับตั้งแต่ SCB WEALTH เป็นตัวแทนจำหน่ายกองทุน SCB Global Multi- Asset Core Portfolio ( SCBGMCORE) เป็นกองทุนที่ BlackRock ออกแบบพอร์ตให้เหมาะสมกับความต้องการของลูกค้าธนาคารไทยพาณิชย์โดยเฉพาะ กองทุน SCBGMCORE มีนโยบายเน้นลงทุนในกองทุน ETF ในสัดส่วน 75%กระจายลงทุนใน หุ้น ตราสารหนี้ ทองคำ REITและTIPs ส่วนอีก 25% ลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกที่มีสภาพคล่องสูงที่ใช้กลยุทธ์แบบ Absolute Return ช่วยกระจายความเสี่ยงและลดความผันผวนของพอร์ต การบริหารกองทุนดำเนินการโดย BlackRock เป็นการบริหารแบบเชิงรุก พร้อมเครื่องมือบริหารความเสี่ยงที่ช่วยรักษาสมดุลพอร์ตอย่างมีประสิทธิภาพในทุกสภาวะตลาด เพื่อส่งเสริมให้ลูกค้าสามารถบรรลุเป้าหมายทางการเงินอย่างมั่นคง ในระยะยาว
คำเตือน
• การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง รวมถึงควรขอคำแนะนำเพิ่มเติมจากผู้ประกอบธุรกิจก่อนตัดสินใจลงทุน
• กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ SCB Global Multi-Asset Core Portfolio (SCBGMCORE(A)) ความเสี่ยงกองทุนระดับ 5 ความเสี่ยงปานกลางค่อนข้างสูง โปรดศึกษารายละเอียดข้อมูลกองทุนกับบลจ.ไทยพาณิชย์อีกครั้ง
• กองทุนไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน ผู้ลงทุนอาจขาดทุน หรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้
• กองทุนรวม SCBGMCORE(A) นี้บริหารจัดการการลงทุนในผลิตภัณฑ์ต่างประเทศโดย BlackRock ภายใต้สัญญาแต่งตั้งรับมอบหมายงานด้านการจัดการลงทุนเป็นไปตามที่ระบุในโครงการจัดการกองทุนโดยบลจ.ไทยพาณิชย์
• ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต
• กองทุนนี้ไม่เหมาะสมกับผู้ลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนสม่ำเสมอ หรือต้องการรักษาเงินต้น ผู้ลงทุนโปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
• ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน โดยศึกษาข้อมูลกองทุนหลัก และหนังสือชี้ชวนกองทุนที่ร่วมรายการเพิ่มเติมได้จาก website ของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม www.scbam.com
• สอบถามรายละเอียดและข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ SCB Call Center โทร. 02-777-7777

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...