กรมป่าไม้ พร้อมขยายผล ซื้อขาย คาร์บอนเครดิตเข้าสู่ตลาดไปยังป่าชุมชนทั่วประเทศ
กรมป่าไม้ ชู “คาร์บอนเครดิต” ลดโลกร้อน – สร้างรายได้ – ช่วยภาครัฐเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ พร้อมขยายผลการซื้อขายแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิตเข้าสู่ตลาดคาร์บอนไปยังป่าชุมชนทั่วประเทศ
เมื่อวันที่ 23 มกราคานายสุรชัย อจลบุญ อธิบดีกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ คาร์บอนเครดิต คือนโยบายสำคัญของกรมป่าไม้ ในการส่งเสริมการดูแลรักษาป่าและการแก้ไขปัญหาโลกร้อนและที่สำคัญจะเป็นหนึ่งในเครื่องมือผลักดันให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน ภายในปี 2593 หรือ Net Zero ให้ได้ภายในปี 2608 สำหรับคาร์บอนเครดิตคือปริมาณการลดหรือกักเก็บก๊าซเรือนกระจกซึ่งได้จากการดำเนินโครงการประเภทต่างๆ เช่น การปลูกป่าและการเพิ่มพื้นที่สีเขียว การส่งเสริมพลังงานแสงอาทิตย์ เป็นต้น และจะต้องได้รับการรับรองตามมาตรฐานจากเจ้าของมาตรฐาน มีหน่วยเป็นตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ที่สำคัญคาร์บอนเครดิต ยังสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ คือ ใช้แลกเปลี่ยน ซื้อ-ขาย เพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Carbon offset) จากองค์กร บุคคล งานบริการ หรือจากการผลิต ผลิตภัณฑ์ต่างๆ นอกจากนี้ คาร์บอนเครดิตยังมีประโยชน์ในแง่ของการเป็นเครื่องมือสร้างจูงใจให้ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมในการฟื้นฟูป่า เป็นการช่วยภาครัฐเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ เพื่อเสริมสร้างสภาพแวดล้อมที่ดี
อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวต่อว่า กรมป่าไม้ ได้ใช้คาร์บอนเครดิตเป็นเครื่องมือลดโลกร้อนพร้อมกับการส่งเสริมการดูแลรักษาป่าผ่านกิจกรรมป่าไม้หรือที่เรียกว่าคาร์บอนเครดิตจากกิจกรรมป่าไม้ ซึ่งเป็นปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดหรือดูดซับจากการดำเนินกิจกรรมปลูก บำรุง อนุรักษ์ และฟื้นฟูป่า สามารถคำนวณได้โดยการเปรียบเทียบปริมาณการกักเก็บคาร์บอนระหว่างปีฐานกับปีที่ขอรับรอง โดยสามารถดำเนินการในพื้นที่ป่าตามกฎหมาย ป่าสงวนแห่งชาติ และป่าชุมชน ผ่านกิจกรรมการปลูก บำรุงรักษา อนุรักษ์ และฟื้นฟูป่า คาร์บอนเครดิตจากกิจกรรมป่าไม้จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการส่งเสริมการดูแลรักษาป่าและการแก้ไขปัญหาโลกร้อน ทั้งนี้ คาร์บอนเครดิตจากกิจกรรมป่าไม้ในพื้นที่กรมป่าไม้ ต้องได้รับการรับรองตามโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทยหรือโครการ T-VER เท่านั้น
“ที่ผ่านมากรมป่าไม้ ได้ดำเนินโครงการ T-VER และมีผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจ โดยพื้นที่ป่าตามกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ และพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติตามกฎหมายว่าด้วยป่าสงวนแห่งชาติ จำนวน 3 ราย เนื้อที่ 198,834 ไร่ ก๊าซเรือนกระจกที่คาดว่าจะลดได้ 261,158 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ขณะที่พื้นที่ป่าชุมชนตามกฎหมายว่าด้วยป่าชุมชน จำนวน 128 ป่าชุมชน เนื้อที่ 152,103 ไร่ ก๊าซเรือนกระจกที่คาดว่าจะลดได้ 89,151 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี” นายสุรชัย กล่าว
อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า ปลายปี 2567 ที่ผ่านมา กรมป่าไม้ ได้เปิดตัวโครงการเปิดตัวการซื้อขายแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิตจากป่าชุมชน สู่การจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืนโดยชูความสำเร็จของการจัดการป่าชุมชนบ้านโค้งตาบาง จังหวัดเพชรบุรี สู่ตลาดคาร์บอนเครดิตเป็นป่าชุมชนแห่งแรกของประเทศไทย และจะเป็นพื้นที่นำร่อง โครงการ T-VER ภาคป่าไม้ ที่มีการซื้อขายแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิตเข้าสู่ตลาดคาร์บอนอย่างเป็นรูปธรรม และเป็นต้นแบบและขยายผลไปยังป่าชุมชนทั่วประเทศ และปัจจุบันกรมป่าไม้ได้ขยายผลความสำเร็จ สร้างความร่วมมือกับองค์กรต่างๆ ซึ่งมีป่าชุมชนขอขึ้นทะเบียนโครงการ T-VER จำนวน 121 ป่าชุมชน และอยู่ระหว่างพัฒนาโครงการ 276 ป่าชุมชน
ดังนั้น ในอนาคตจะมีคาร์บอนเครดิตจากป่าชุมชนสู่ตลาดคาร์บอนเครดิต ให้ภาคเอกชนสามารถนำไปชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล เพื่อผลักดันสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ในปี 2050 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ในปี 2065
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : กรมป่าไม้ พร้อมขยายผล ซื้อขาย คาร์บอนเครดิตเข้าสู่ตลาดไปยังป่าชุมชนทั่วประเทศ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th