ปราชญ์ สามสี ฟาด ไอซ์ รักชนก ชี้ประวัติศาสตร์ไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนตัวของนักการเมือง
10 พฤษภาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก "ปราชญ์ สามสี" โพสต์ข้อความระบุว่า เมื่อ “ความจริงอีกด้านของ 2475” ถูกกล่าวหาว่าเป็นโฆษณาชวนเชื่อ โดย ปราชญ์ สามสี
ข้าพเจ้าคิดว่า กรณีที่คุณไอซ์ รักชนก ออกมาวิจารณ์ละคร #สอดสร้อยมาลา ว่าเป็นการใช้ทุนซอฟต์พาวเวอร์เพื่อผลิต “โฆษณาชวนเชื่อ” ฝ่ายอนุรักษ์นิยมนั้น เป็นข้อกล่าวหาที่หนัก และที่สำคัญกว่านั้น คือเป็นข้อกล่าวหาที่ควรถูกตรวจสอบกลับด้วยข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์อย่างจริงจัง
เพราะประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าใครชอบหรือไม่ชอบคณะราษฎร แต่อยู่ที่ว่า เหตุการณ์ 24 มิถุนายน 2475 นั้น ในทางข้อเท็จจริง มีการใช้กำลัง มีการวางแผนยึดอำนาจ มีการควบคุมวังเจ้านาย มีการตัดการสื่อสาร มีการควบคุมพระบรมวงศานุวงศ์และบุคคลสำคัญไว้เป็นตัวประกัน รวมทั้งมีเหตุยิงพระยาเสนาสงคราม หรือ ม.ร.ว.อี๋ นพวงศ์ จริงหรือไม่
คำตอบคือ มีหลักฐานรองรับชัดเจน และหลายแหล่งไม่ได้มาจากฝ่ายอนุรักษ์นิยมด้วยซ้ำ
เริ่มจากคำพื้นฐานที่สุดก่อน เหตุการณ์ 24 มิถุนายน 2475 ไม่ใช่เพียง “การแถลงอุดมการณ์ประชาธิปไตย” อย่างสวยงาม แต่เป็น “การยึดอำนาจ” ในความหมายตรงตัว แม้แต่บทความของสถาบันปรีดี พนมยงค์ ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลที่ให้ภาพคณะราษฎรในเชิงบวก ก็ยังใช้กรอบว่าเป็นการ “ยึดอำนาจรัฐ” และอธิบายการวางแผนอย่างเป็นระบบของคณะผู้ก่อการในวันนั้น โดยเฉพาะแผนจับกุมบุคคลสำคัญผู้กุมอำนาจในพระนครอย่างสมเด็จเจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ผู้ทรงดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการรักษาพระนครในขณะนั้น
เมื่อเป็นการยึดอำนาจ ก็ย่อมมีปฏิบัติการทางกำลัง ไม่ใช่การเดินถือดอกไม้ไปขอรัฐธรรมนูญอย่างโรแมนติก
ข้อมูลจาก The 101 World อธิบายแผนของพระยาทรงสุรเดชไว้ชัดเจนว่า มีการจัดหน่วยไปควบคุมวังเจ้านายและข้าราชการคนสำคัญ พร้อมกันนั้นให้ตัดการสื่อสาร เช่น โทรเลข โทรศัพท์ และรวบรวมกำลังทหารมาชุมนุมที่ลานพระบรมรูปทรงม้าด้วย “คำสั่งลวง” ในตอนเช้าตรู่ จากนั้นจึงประกาศเปลี่ยนแปลงการปกครองและให้นายทหารฝ่ายก่อการเข้าควบคุมกำลังแทนผู้บังคับบัญชาเดิม
ถามว่า ถ้าละครนำเสนอคณะราษฎรในฐานะฝ่ายที่ใช้กำลัง เข้าควบคุมสถานที่สำคัญ ตัดการสื่อสาร และยึดอำนาจบังคับบัญชาทหารในพระนคร สิ่งนี้คือ “โฆษณาชวนเชื่อ” หรือคือ “ข้อเท็จจริงของปฏิบัติการยึดอำนาจ”
ยิ่งไปกว่านั้น ข้อมูลจากสถาบันปรีดี พนมยงค์ยังระบุว่า หลังปฏิบัติการที่วังบางขุนพรหม มีการจับกุมบุคคลสำคัญหลายกลุ่ม ตั้งแต่เจ้านายชั้นสมเด็จเจ้าฟ้า สมเด็จกรมพระยา องค์เจ้า หม่อมเจ้า นายทหาร นายตำรวจ และข้าราชการ รวม 25 ชีวิต แล้วนำไปควบคุมไว้ที่พระที่นั่งอนันตสมาคม เพื่อใช้เป็น “ข้อต่อรองกับอำนาจรัฐเก่า”
คำว่า “ข้อต่อรอง” นี้สำคัญมาก เพราะมันสะท้อนว่า บุคคลเหล่านั้นไม่ได้ถูกเชิญไปนั่งดื่มน้ำชา แต่ถูกควบคุมตัวไว้ในฐานะเครื่องต่อรองทางอำนาจ
และตรงนี้เองที่ต้องพูดให้ชัดขึ้น เพราะผู้ที่ถูกควบคุมตัวสำคัญที่สุดคนหนึ่ง คือ สมเด็จเจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต หรือที่หลายคนเรียกกันว่า “ทูลกระหม่อมบริพัตร” พระองค์มิใช่เพียงเจ้านายพระองค์หนึ่ง แต่ขณะนั้นทรงเป็นผู้สำเร็จราชการรักษาพระนคร มีพระราชอำนาจในพระนครแทนองค์พระมหากษัตริย์ เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวประทับอยู่ที่หัวหิน สถาบันปรีดี พนมยงค์อธิบายว่า การจับกุมพระองค์เป็น “แผนอารักขาบุคคลสำคัญ” เพราะพระองค์เป็นหัวใจในการกุมอำนาจในพระนคร และเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้คณะผู้ก่อการมีความปลอดภัยและมีข้อต่อรองกับพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
ที่สำคัญกว่านั้น บทความ “24 มิถุนายน 2475 ยุทธการพลิกแผ่นดินสยาม” ของสถาบันปรีดี พนมยงค์ ระบุแผนไว้ชัดว่า วิธีหนึ่งของฝ่ายผู้ก่อการคือให้หน่วยทหาร “จู่โจมเข้าไปในวังบางขุนพรหม” และเข้าจับกุมกรมพระนครสวรรค์วรพินิตมาประทับที่พระที่นั่งอนันตสมาคม เพื่อเป็นประกันความปลอดภัยของคณะราษฎร
นี่เป็นข้อความที่ควรอ่านซ้ำหลายครั้ง
เพราะถ้าบทละครทำให้เห็นภาพคณะราษฎรใช้กำลังทหารเข้าวังบางขุนพรหม ควบคุมพระบรมวงศานุวงศ์ผู้ใหญ่ และนำพระองค์ไปยังพระที่นั่งอนันตสมาคม นั่นไม่ใช่ฉากที่ผู้สร้างละครคิดขึ้นเองเพื่อใส่ร้ายคณะราษฎร แต่เป็นข้อมูลที่ปรากฏในแหล่งประวัติศาสตร์ที่แม้แต่ฝ่ายนิยมคณะราษฎรเองก็เผยแพร่
ฐานข้อมูลสถาบันพระปกเกล้าในหน้าประวัติพระประศาสน์พิทยายุทธ ยังระบุว่า ในเช้าวันที่ 24 มิถุนายน 2475 พระประศาสน์พิทยายุทธได้รับผิดชอบภารกิจควบคุมตัวบุคคลสำคัญ โดยเข้าควบคุมตัวกรมพระนครสวรรค์วรพินิตที่วังบางขุนพรหม และพาไปยังพระที่นั่งอนันตสมาคม ทั้งยังกล่าวถึงความยากลำบากของภารกิจ เพราะภายในวังบางขุนพรหมมีปืนกลหลายกระบอกอยู่ในพระตำหนัก และขณะนั้นพระยาอธิกรณ์ประกาศ อธิบดีกรมตำรวจ ก็เข้าเฝ้าอยู่ก่อนแล้ว
กล่าวอย่างตรงไปตรงมา ต่อให้เราไม่ใช้ถ้อยคำแบบดราม่าว่า “เอาปืนจ่อพระบรมวงศานุวงศ์” แต่ข้อเท็จจริงคือ มีทหารเข้าไปปฏิบัติการในวังบางขุนพรหม มีภารกิจควบคุมตัวเจ้านายชั้นสูง มีอาวุธอยู่ในบริบทของเหตุการณ์ และมีการนำพระองค์ไปควบคุมไว้ที่พระที่นั่งอนันตสมาคม เรื่องนี้จึงไม่ใช่ภาพฝันของฝ่ายอนุรักษ์นิยม แต่เป็นโครงสร้างปฏิบัติการจริงของวันยึดอำนาจ
The Momentum ยังสรุปเหตุการณ์วันนั้นว่า เมื่อคณะราษฎรเชิญตัวประกันสำคัญมาไว้ในมือได้บางส่วนแล้ว จึงออกประกาศว่า คณะราษฎรได้จับพระบรมวงศานุวงศ์ไว้เป็นประกันแล้ว หากผู้ใดขัดขวางคณะราษฎร ผู้นั้นจะต้องถูกลงโทษ และพระบรมวงศานุวงศ์จะต้องถูกทำร้ายด้วย
นี่ไม่ใช่ภาษาของละคร นี่คือถ้อยคำทางการเมืองในสถานการณ์จริง
ดังนั้น หากผู้ชมเห็นภาพคณะราษฎรในมุมแข็งกร้าว รุนแรง หรือมีการใช้พระบรมวงศานุวงศ์เป็นเครื่องต่อรอง ก็ต้องถามกลับไปว่า ละครผิดตรงไหน หากสิ่งนั้นมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์รองรับ
และหากมีบัญชีใน X หรือเครือข่ายผู้สนับสนุนทางการเมืองบางกลุ่มออกมาพูดว่า ละครทำให้คณะราษฎรดูเหมือน “เข้ามายึดวัง ยึดทรัพย์อย่างกับโจร เอาปืนมาจ่อพระบรมศานุวงศ์” แล้วสรุปว่านี่คือเลนส์อนุรักษ์นิยม ข้าพเจ้าคิดว่า ข้อความเช่นนี้ไม่ได้เป็นเพียงความเห็นธรรมดา แต่เป็น “ปฏิบัติการทางวาทกรรม” ที่พยายามทำให้ข้อเท็จจริงที่มีหลักฐานร่วมสมัย กลายเป็นเพียงเรื่องเล่าฝ่ายอนุรักษ์นิยม
ข้าพเจ้าไม่จำเป็นต้องฟันธงว่าบัญชีใดเป็น IO ที่มีการจัดตั้งหรือไม่ เพราะการฟันธงเช่นนั้นต้องมีหลักฐานเชิงเครือข่ายและการประสานงาน แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ ข้อความเหล่านี้เดินไปในทิศทางเดียวกับคำกล่าวหาของคุณไอซ์ คือพยายามลดน้ำหนักข้อเท็จจริงเรื่องการใช้กำลัง การควบคุมตัว และการจับพระบรมวงศานุวงศ์เป็นประกัน ให้กลายเป็นเพียง “โฆษณาชวนเชื่อ” ของอีกฝ่าย
นี่ต่างหากที่น่ากังวล
เพราะหากข้อเท็จจริงที่ปรากฏในเอกสาร ถูกทำให้กลายเป็นสิ่งที่พูดไม่ได้ เพียงเพราะมันทำให้คณะราษฎรดูไม่สวยงามตามภาพฝันของบางฝ่าย นั่นไม่ใช่การปกป้องประชาธิปไตย แต่คือการพยายามผูกขาดประวัติศาสตร์
กรณีที่ข้าพเจ้าคิดว่าหนักที่สุดอีกกรณีหนึ่ง และควรถูกนำมาพูดให้ชัด คือกรณีพระยาเสนาสงคราม หรือ ม.ร.ว.อี๋ นพวงศ์ ผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ในวันเปลี่ยนแปลงการปกครอง ท่านเป็นนายทหารคนสำคัญที่มีอำนาจสั่งการกำลังในพระนครได้จริง จึงถูกกำหนดเป็นหนึ่งในเป้าหมายที่ฝ่ายผู้ก่อการต้องส่งกำลังไปจับตัวทันที
ฐานข้อมูลสถาบันพระปกเกล้าระบุจากหนังสืองานพระราชทานเพลิงศพพระยาเสนาสงครามว่า ในเช้าวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ท่านถูกนายทหารคณะผู้ก่อการไปดักยิงที่หน้าบ้าน ถนนนครไชยศรี อาการปางตาย ขณะเดียวกัน ฐานข้อมูลเดียวกันก็ให้ความเป็นธรรมด้วยว่า จากคำบอกเล่าของฝ่ายผู้ก่อการ มีรายละเอียดอีกด้านว่าผู้ก่อการได้รับมอบหมายให้ไปจับตัวพระยาเสนาสงคราม และเกิดการยิงกันขึ้น โดยสรุปได้แน่นอนว่า “พระยาเสนาสงครามถูกยิงจริง” ส่วนรายละเอียดว่าเป็นการดักยิงหรือยิงกันในลักษณะใด ต้องวิเคราะห์ต่อไป
นี่คือข้อเท็จจริงสำคัญ
ถ้าการเปลี่ยนแปลงการปกครองวันนั้นไม่มีความรุนแรง ไม่มีการใช้กำลัง ไม่มีการจับกุม ไม่มีการข่มขู่ ไม่มีการควบคุมตัวประกัน แล้วพระยาเสนาสงครามถูกยิงได้อย่างไร
นี่คือสิ่งที่คุณไอซ์และฝ่ายที่ออกมากล่าวหาละครควรตอบด้วยข้อเท็จจริง ไม่ใช่ตอบด้วยอารมณ์ทางการเมือง
ข้าพเจ้าไม่ได้บอกว่าคณะราษฎรไม่มีอุดมการณ์ ไม่ได้บอกว่า 2475 ไม่มีความหมายต่อประวัติศาสตร์การเมืองไทย และไม่ได้บอกว่าระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในเวลานั้นไม่มีปัญหาให้ถกเถียง แต่ข้าพเจ้ากำลังบอกว่า การมีอุดมการณ์ทางการเมือง ไม่ได้ทำให้ทุกวิธีการของคณะราษฎรกลายเป็นสิ่งบริสุทธิ์โดยอัตโนมัติ
การเรียกร้องจะเอารัฐธรรมนูญ ไม่ได้ลบข้อเท็จจริงเรื่องการยึดอำนาจ
การที่คณะราษฎรแอบอ้างประชาชน ไม่ได้ลบข้อเท็จจริงเรื่องการควบคุมพระบรมวงศานุวงศ์ไว้เป็นประกัน
การที่คณะผู้ก่อการอ้างประชาธิปไตย ไม่ได้ลบข้อเท็จจริงเรื่องการตัดโทรเลข โทรศัพท์ ใช้คำสั่งลวงระดมทหาร และยึดศูนย์อำนาจทางทหารในพระนคร
และการยกย่องคณะราษฎร ก็ไม่ควรทำให้สังคมต้องปิดตาต่อกรณีพระยาเสนาสงคราม ซึ่งเป็น “เลือดจริง” ไม่ใช่ฉากละคร
แม้แต่แหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายคณะราษฎรเองก็ไม่ได้ปฏิเสธความเป็นปฏิบัติการยึดอำนาจ บทความของสถาบันปรีดี พนมยงค์อีกชิ้นหนึ่งว่าด้วย “24 มิถุนายน 2475 ยุทธการพลิกแผ่นดินสยาม” ระบุว่า เมื่อไปถึงพระที่นั่งอนันตสมาคม ทหารจากกรมทหารช่างและกรมทหารสื่อสารทยอยกันมาชุมนุมมากขึ้น จนคณะผู้ก่อการมีกำลังทหารส่วนใหญ่ทุกกรมกองในกรุงเทพฯ อยู่ในมือ ยกเว้นทหารมหาดเล็กและทหารรักษาวังที่ถูกปลดอาวุธไปแล้ว
นี่คือภาพของการยึดอำนาจทางทหารโดยสมบูรณ์ ไม่ใช่การเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์อย่างเดียว
ส่วนหนังสือ ชีวิต 5 แผ่นดินของข้าพเจ้า ของ พล.ท.ประยูร ภมรมนตรี ซึ่งมักถูกอ้างในฐานะบันทึกของบุคคลสำคัญฝ่ายคณะราษฎรนั้น ข้อมูลจากสถาบันพระปกเกล้าระบุว่า ประยูร ภมรมนตรี เป็น 1 ใน 7 ผู้ก่อการของคณะราษฎรที่ประชุมคิดเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2467 ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ขณะเดียวกัน สถาบันปรีดี พนมยงค์ก็มีชุดบทความ “บันทึกประกอบคำประท้วง” ต่อหนังสือ ชีวิต 5 แผ่นดินของข้าพเจ้า ในประเด็นข้อเท็จจริงของการอภิวัฒน์ 2475 แสดงให้เห็นว่า แม้ในหมู่ผู้เกี่ยวข้องกับคณะราษฎรเอง รายละเอียดจำนวนมากยังเป็นเรื่องที่ต้องตรวจสอบ ถกเถียง และชำระความกันด้วยหลักฐาน ไม่ใช่ใช้ความศรัทธาทางการเมืองตัดสินแทนข้อเท็จจริง
ดังนั้น การที่คุณไอซ์รีบตีตราละครว่าเป็น “โฆษณาชวนเชื่อ” เพียงเพราะละครนำเสนอคณะราษฎรในมุมที่ไม่น่าพิสมัย จึงเป็นท่าทีที่ข้าพเจ้าเห็นว่าอันตรายต่อความเข้าใจประวัติศาสตร์
เพราะหากอะไรที่ไม่ตรงกับภาพฝันของฝ่ายตน ถูกเรียกว่าโฆษณาชวนเชื่อทั้งหมด สุดท้ายประวัติศาสตร์ก็จะไม่เหลือพื้นที่ให้ความจริงหลายด้านดำรงอยู่ เหลือเพียงประวัติศาสตร์แบบที่นักการเมืองบางคนอยากให้ประชาชนเชื่อ
ข้าพเจ้าจึงอยากถามกลับคุณไอซ์อย่างตรงไปตรงมา
ถ้าการเล่าว่า 24 มิถุนายน 2475 มีการยึดอำนาจ เป็นการโฆษณาชวนเชื่อ แล้วทำไมแหล่งข้อมูลฝ่ายคณะราษฎรเองจึงใช้คำว่ายึดอำนาจ
ถ้าการเล่าว่ามีการควบคุมพระบรมวงศานุวงศ์ เป็นการโฆษณาชวนเชื่อ แล้วประกาศเรื่องการจับไว้เป็นประกันจะอธิบายอย่างไร
ถ้าการเล่าว่ามีการใช้กำลัง เป็นการโฆษณาชวนเชื่อ แล้วกรณีพระยาเสนาสงครามถูกยิงในเช้าวันนั้นจะให้เรียกว่าอะไร
ถ้าการเล่าว่าคณะราษฎรเข้าควบคุมวังเจ้านาย ตัดการสื่อสาร ใช้คำสั่งลวงระดมทหาร เข้าควบคุมวังบางขุนพรหม และนำกรมพระนครสวรรค์วรพินิตไปเป็นหลักประกันทางอำนาจ เป็นการโฆษณาชวนเชื่อ แล้วเอกสารทางประวัติศาสตร์จากหลายแหล่งที่ระบุเรื่องเหล่านี้ควรถูกลบทิ้งด้วยหรือไม่
ประเด็นของข้าพเจ้าไม่ใช่การปกป้องละครทุกฉากทุกตอน เพราะงานศิลปะย่อมมีสิทธิถูกวิจารณ์ แต่การวิจารณ์ต้องตั้งอยู่บนความเป็นธรรม ถ้าผู้สร้างละครหยิบเหตุการณ์ที่มีหลักฐานจริงมาเล่า แม้จะเล่าในมุมที่คุณไอซ์ไม่ชอบ ก็ไม่ควรถูกตีตราง่ายๆ ว่าเป็นโฆษณาชวนเชื่อ
คนทำละครไม่ได้มีหน้าที่ทำประวัติศาสตร์ให้ถูกใจนักการเมืองคนใดคนหนึ่ง
คนทำละครไม่ได้มีหน้าที่ทำให้คณะราษฎรดูดีตามความเชื่อของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
และประวัติศาสตร์ของชาติ ก็ไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนตัวของคุณไอซ์ หรือของพรรคการเมืองใด ที่จะเลือกอนุญาตให้เล่าได้เฉพาะด้านที่สอดคล้องกับอุดมการณ์ของตนเอง
ข้าพเจ้ามองว่า สิ่งที่คุณไอซ์กำลังทำ ไม่ใช่เพียงการวิจารณ์ละคร แต่เป็นความพยายามกดทับประวัติศาสตร์อีกด้านหนึ่ง ด้วยการใช้คำว่า “โฆษณาชวนเชื่อ” ไปปิดปากข้อเท็จจริงที่ตนเองไม่ต้องการเห็น
นี่แหละคือการบิดเบือนประวัติศาสตร์ในอีกรูปแบบหนึ่ง
เพราะแทนที่จะชวนสังคมเรียนรู้ 2475 อย่างรอบด้าน ทั้งด้านอุดมการณ์ ด้านโครงสร้างอำนาจ ด้านความขัดแย้ง และด้านความรุนแรงที่เกิดขึ้นจริง กลับพยายามทำให้ 2475 เหลือเพียงภาพศักดิ์สิทธิ์แตะต้องไม่ได้ของฝ่ายตน
สุดท้าย ข้าพเจ้าขอสรุปอย่างชัดเจนว่า ละครที่หยิบข้อมูลเรื่องการยึดอำนาจ การควบคุมตัวประกัน การตัดการสื่อสาร การปลดอาวุธ การเข้าควบคุมวังบางขุนพรหม การจับกรมพระนครสวรรค์วรพินิตไปเป็นหลักประกันทางอำนาจ และกรณีพระยาเสนาสงครามถูกยิงมาเล่า ไม่ใช่โฆษณาชวนเชื่อ หากแต่เป็นการแตะต้อง “ความจริงอีกด้าน” ของประวัติศาสตร์ 2475
ผู้ที่ควรถูกตั้งคำถามจึงไม่ใช่เพียงคนทำละคร แต่คือคุณไอซ์เองว่า เหตุใดจึงรีบกล่าวหางานที่เล่าข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ว่าเป็นโฆษณาชวนเชื่อ
หรือแท้จริงแล้ว ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ละครบิดเบือนประวัติศาสตร์ แต่อยู่ที่ละครไม่ยอมเล่าประวัติศาสตร์ตามใจคุณไอซ์
และถ้าการนำข้อเท็จจริงของชาติออกมาเล่า ถูกโจมตีว่าเป็นโฆษณาชวนเชื่อทุกครั้งที่ไม่ถูกใจนักการเมืองบางฝ่าย นั่นต่างหากคือการโจมตีบ้านเมืองผ่านการเบียดเบียนประวัติศาสตร์ เพราะบ้านเมืองที่เข้มแข็งต้องยืนอยู่บนความจริงทั้งชุด ไม่ใช่ความจริงครึ่งเดียวที่ถูกคัดเลือกมาเพื่อรับใช้อุดมการณ์ของใครคนใดคนหนึ่ง
ปราชญ์ สามสี
ผู้ค้นคว้าเรียบเรียงบทในภาพยนตร์แอนิเมชัน 2475 รุ่งอรุณแห่งการปฏิวัติ
(ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ไอซ์ รักชนก ทะเลาะกับละคร โวย'สอดสร้อยมาลา' ด้อยค่าคณะราษฎร)
- 006