โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภูมิภาค

ภาค 8 ระดมทีมสอบสวนกว่า 100 นาย สางคดีจลาจลเผาเรือนจำ 'กระบี่ไม่ทน' ยื่นหนังสือจี้ย้ายคุก

MATICHON ONLINE

อัพเดต 20 ธ.ค. 2564 เวลา 08.17 น. • เผยแพร่ 20 ธ.ค. 2564 เวลา 08.03 น.

ผบช.ภ.8 ระดมทีมสอบสวนกว่า 100 นาย เร่งทำคดีจลาจลเผาเรือนจำกระบี่ ด้าน ‘กระบี่ไม่ทน’ ยื่นหนังสือให้ย้ายคุก

จากกรณีที่นักโทษ เรือนจำจังหวัดกระบี่ ก่อเหตุจลาจลในเรือนจำ ก่อนจุดไฟเผาอาคารเรือนนอนเก่าจนเสียหายทั้งหลัง ต่อมาตำรวจเข้าจับกุมตัวแกนนำที่ก่อเหตุได้ทั้งหมด 31 คน นำไปขังไว้ที่เรือนจำเขาบิน จ.ราชบุรี มีการย้ายนักโทษและผู้ถูกคุมขังออกจากเรือนจำทั้งหมด เพื่อเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ และเตรียมซ่อมแซมใหม่นั้น

ล่าสุดเมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 20 ธันวาคม พล.ต.ท.อำพล บัวรับพร ผบช.ภ.8 เดินทางมาติดตามคดีดังกล่าว โดยเรียกชุดสืบสวนตำรวจภูธร จ.กระบี่ ชุดสืบสวนตำรวจภูธร ภาค 8 พนักงานสอบสวน เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน ภ.จว.กระบี่ ประชุมร่วมกันที่ห้องประชุม บก.ภ.จว.กระบี่ เพื่อสั่งการแบ่งชุดทำงานกระจายไปสอบสวนผู้ต้องขังหลายรายที่ถูกย้ายไปอยู่ตามเรือนจำต่างๆ รวมทั้งสั่งให้ชุดสืบสวนและเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเร่งดำเนินการเก็บรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับคดีทั้งหมด และให้ดำเนินการอย่างละเอียดรอบคอบ เพราะมีผู้ก่อเหตุจำนวนมาก

จากนั้นเดินทางต่อไปยังเรือนจำจังหวัดกระบี่เพื่อเข้าดูที่เกิดเหตุภายในเรือนจำ โดยทางเรือนจำปิดกั้นพื้นที่ภายในไว้ เพราะยังเก็บพยานหลักฐานไม่หมด

พล.ต.ท.อำพลกล่าว ภายหลังเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุภายในเรือนจำว่า เบื้องต้นได้สั่งการให้มีการตั้งเป็นทีมสอบสวนของภาค 8 โดยมี พล.ต.ท.เอกภพ ประสิทธิ์วัฒนชัย ผบช.ประจำ สตช. เป็นหัวหน้าชุดพนักงานสอบสวน ระดมพนักงานสอบสวนมือดีของตำรวจภูธร ภาค 8 มาร่วมทีมสอบสวนกว่า 100 นาย หากไม่พอก็จะเพิ่มเข้ามาอีก

พล.ต.ท.อำพลกล่าวว่า ขั้นแรกให้พนักงานสอบสวนของตำรวจภูธร จ.กระบี่ สอบสวนเจ้าหน้าที่เรือนจำทั้งหมดก่อน ส่วนผู้ต้องสงสัยที่จะเป็นแกนนำเป็นผู้ร่วมก่อเหตุ จะต้องสอบพยานบุคคล และรวบรวมหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ให้ชุดพิสูจน์หลักฐานของ จ.กระบี่ และพื้นที่ใกล้เคียงมาช่วยกันเก็บหลักฐานสำคัญในที่เกิดเหตุ การสอบสวนต้องดำเนินการขั้นแรกคือตรวจร่างกายพยานทุกคนเพื่อความปลอดภัย ซึ่งพยานถูกกระจายไปคุมขังในหลายพื้นที่ ทั้งเรือนจำ จ.ภูเก็ต พังงา สงขลา และราชบุรี รวมกว่า 2,000 คน โดยกำชับให้ประเด็นการสืบสวน สอบสวน พิสูจน์หลักฐาน ต้องไปในทิศทางเดียวกัน ประเด็นที่เป็นปมหลักจากการสอบถามเบื้องต้นก็น่าจะเกิดจากเรื่องการควบคุมการระบาดของโควิดในเรือนจำ ซึ่งเท่าที่ทราบเรือนจำก็ปฏิบัติตามระเบียบสาธารณสุข แต่อาจมีผู้ต้องขังที่ไม่พอใจในการปฏิบัติ

“ส่วนปมอื่นนอกเหนือจากเรื่องโควิด-19 จะมีหรือไม่ ต้องอยู่ที่กระบวนการสืบสวนสอบสวน แต่ในเบื้องต้นตั้งปมไว้ที่เรื่องโควิด-19 ก่อน ในส่วนกลุ่มก่อเหตุที่ถูกส่งไปขังที่เรือนจำเขาบินจะส่งทีมสอบสวนเฉพาะขึ้นไปสอบทั้งหมด นอกจากสอบปากคำแล้วก็ให้เก็บดีเอ็นเอของผู้ต้องขัง เพราะหลักฐานทางนิติวิทยาศาตร์จะมีหลักฐานพวกดีเอ็นเอรวมอยู่ด้วย” พล.ต.ท.อำพลกล่าว

ขณะที่เวลา 11.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มกระบี่ไม่ทน พร้อมด้วยประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตเทศบาลเมืองกระบี่ ประมาณ 10 คน เดินทางไปที่ศาลากลางจังหวัดกระบี่ (หลังเก่า) เพื่อยื่นหนังสือถึงอธิบดีกรมราชทัณฑ์และผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ ขอให้ย้ายสถานที่ตั้งเรือนจำจังหวัดกระบี่ โดยมีนายอนุวรรตน์ โหมดพริ้ง รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ รับหนังสือ

ตัวแทนกลุ่มกระบี่ไม่ทนกล่าวว่า จากเหตุการณ์การก่อจลาจลของนักโทษในเรือนจำจังหวัดกระบี่เมื่อวันที่ 16-17 ธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งได้บานปลายจนถึงขั้นเผาทำลายอาคารสถานที่ได้สร้างความวิตกกังวลต่อประชาชนในชุมชนละแวกใกล้เคียงและประชาชนชาวจังหวัดกระบี่เป็นอย่างมาก ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับทรัพย์สิน และความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นต่อชีวิตของประชาชนจากเหตุการณ์ความรุนแรงที่คล้ายคลึงกันนี้ซึ่งอาจเกิดขึ้นอีกในอนาคต

ตัวแทนกลุ่มกระบี่ไม่ทนกล่าวว่า หลายปีที่ผ่านมาภาคประชาชนชาว จ.กระบี่ ได้มีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมในการใช้สถานที่ตั้งเรือนจำจังหวัดกระบี่ด้วยรายล้อมไปด้วยโรงเรียนระดับอนุบาลจนถึงมัธยม ศูนย์ราชการหลายแห่ง อาคารพาณิชย์ และบ้านเรือนของประชาชนในชุมชนโดยรอบ ก่อนหน้านี้ได้เกิดเหตุการณ์เสี่ยงอันตรายต่อชุมชนหลายครั้ง อาทิ เหตุนักโทษแหกคุก และแม้จะมีสถานีตำรวจภูธรจังหวัดกระบี่ตั้งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงแต่ก็ไม่ได้บรรเทาความกังวลของประชาชนลงเลย

“เรา ‘กลุ่มกระบี่ไม่ทน’ จึงขอยื่นหนังสือนี้ถึงท่านผู้ว่าราชการจังหวัด อธิบดีกรมราชทัณฑ์ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเพื่อเรียกร้องให้ดำเนินการดังต่อไปนี้ 1.กรมราชทัณฑ์ต้องย้ายสถานที่ตั้งเรือนจำจังหวัดกระบี่ให้ห่างไกลจากเขตชุมชนในทันที โดยต้องอยู่ในพื้นที่ที่มีชุมชนเบาบาง หรือปราศจากบ้านเรือน และมีระยะเวลาดำเนินการกระบวนการทั้งหมดให้เสร็จสิ้นสมบูรณ์ไม่เกิน 2 ปี นับตั้งแต่วันที่เราได้ยื่นหนังสือฉบับนี้

“2.เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ทำนองเดียวกันนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคต กรมราชทัณฑ์ต้องบริหารจัดการสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ของนักโทษให้เหมาะสม โดยคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนและคุณภาพชีวิตของนักโทษเป็นสำคัญ อาทิ การตรวจหาเชื้อเชิงรุก การคัดแยกผู้ป่วย หรือการขยายเรือนจำเพื่อลดความแออัดของนักโทษ เป็นต้น และ 3.กรมราชทัณฑ์ต้องสอบสวนหาผู้รับผิดชอบในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และดำเนินการลงโทษอย่างเด็ดขาด เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่บุคลากรคนอื่นๆ ในการปฏิบัติงานด้วยความละเลย หรือประมาทเลินเล่อ ทั้งยังต้องชี้แจงต่อสาธารณะถึงผลการสอบสวนและลงโทษผู้รับผิดชอบ

“เรา ‘กลุ่มกระบี่ไม่ทน’ ขอเร่งรัดให้ท่านตอบรับข้อเรียกร้องในหนังสือนี้ต่อสาธารณะภายในระยะเวลา 1 สัปดาห์ นับตั้งแต่วันที่เราได้ยื่นหนังสือนี้ และปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของเรา เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนชาวจังหวัดกระบี่” ตัวแทนกลุ่มกระบี่ไม่ทนระบุ

ด้านนายอนุวรรตน์กล่าวว่า จะรายงานให้ผู้ว่าฯกระบี่และอธิบดีกรมราชทัณฑ์รับทราบความต้องการของประชาชนในพื้นที่ที่ต้องการจะให้ย้ายเรือนจำไปอยู่ที่อื่น ทราบว่าทางกรมราชทัณฑ์มีที่ดินที่จะสร้างเรือนจำแห่งใหม่ในกระบี่อยู่แล้ว แต่ติดขัดที่งบประมาณในการก่อสร้าง อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าทางกรมราชทัณฑ์คงจะมีทางออกให้กับชาวกระบี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...