โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘ท็อป นพนันท์ สุวรรณจตุพร’ ผู้ปฏิเสธธุรกิจครอบครัวตามล่าฝัน ก่อนหวนกลับมาสานต่อสิ่งที่ ‘พ่อสร้าง’ พร้อมพาธุรกิจทะยานอย่างก้าวกระโดด

THE STATES TIMES

อัพเดต 20 พ.ย. 2568 เวลา 07.34 น. • เผยแพร่ 21 พ.ย. 2568 เวลา 11.00 น. • Hard News Team

เมื่อพูดถึงความสำเร็จในธุรกิจ หลายคนอาจคิดว่าการได้รับธุรกิจมรดกจากครอบครัวคือทางลัดที่ดีที่สุด แต่สำหรับนพนันท์ สุวรรณจตุพร หรือคุณท็อป ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สุวรรณจตุพร จำกัด เขากลับเลือกเดินทางที่ต่างออกไป ด้วยการสร้างธุรกิจของตัวเองจนประสบความสำเร็จ ก่อนจะกลับมารับช่วงต่อธุรกิจครอบครัวที่มูลค่าหลายร้อยล้านบาท

การเริ่มต้นด้วยความรัก ไม่ใช่ตัวเลข

"เราไม่ได้มองตัวเลขเป็นเรื่องแรก แต่เรามองว่าเราต้องทำเพื่อให้ชีวิตเราดีขึ้น" คุณท็อปเล่าถึงปรัชญาในการทำธุรกิจของเขา เมื่ออายุยังน้อย แม้คุณพ่อจะสร้างธุรกิจจากมือเปล่าจนกลายเป็นธุรกิจมูลค่าหลายร้อยล้าน แต่เขากลับเลือกที่จะออกมาทำธุรกิจของตัวเอง

เหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจครั้งสำคัญนี้มาจากคำสอนของคุณพ่อที่ให้เขา "ไปหาอะไรที่รัก ที่ชอบ ไปหาตัวเองให้เจอ" พร้อมกับปลูกฝังความเชื่อที่ว่า "ทุกอย่างเริ่มต้นจากน้อยไปมาก" และ "อยู่ที่ใจเรา ถ้าใจเราสู้ เราคิดจะทำอะไร มันเริ่มต้นได้ทั้งนั้น"

ด้วยแรงบันดาลใจจากความรักที่มีต่อแม่และครอบครัว คุณท็อปเริ่มต้นสร้างธุรกิจของตัวเองจนมีรายได้หลายสิบล้านบาทต่อปี สร้างชีวิตที่ดีให้กับคนรอบข้าง และพิสูจน์ความสามารถของตัวเอง

จุดเปลี่ยนชีวิต: เมื่อต้องกลับมารับธุรกิจครอบครัว

ชีวิตเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อคุณพ่อจากไป ตอนอายุ 30 ปี คุณท็อปต้องเผชิญกับการตัดสินใจครั้งสำคัญ: จะทำธุรกิจของตัวเองต่อ หรือกลับมาดูแลธุรกิจที่บ้าน สิ่งที่เขาไม่เคยคิดว่าจะทำ

ก่อนจากไป คุณพ่อได้ฝากความรับผิดชอบไว้กับเขา "ป๊าจะฝากแม่กับน้องกับมึงได้ไหม" คำพูดเหล่านี้กลายเป็นแรงผลักดันให้เขาตัดสินใจรับช่วงต่อธุรกิจครอบครัว ไม่ใช่เพราะเงิน แต่เพราะความรักและความรับผิดชอบต่อครอบครัว

"สิ่งที่ผมเสียใจมากที่สุดในชีวิตคือ วันที่ผมมียอดธุรกิจที่โต 60-80% แต่คุณพ่อผมไม่อยู่ ไม่ได้เห็นความสำเร็จนั้น"

ความท้าทาย: Generation Gap และการปรับโครงสร้างธุรกิจ

การเข้ามาบริหารธุรกิจครอบครัวไม่ใช่เรื่องง่าย คุณท็อปต้องเผชิญกับความท้าทายมากมาย โดยเฉพาะเรื่อง Generation Gap ระหว่างพนักงานรุ่นเก่าที่ทำงานกับคุณพ่อมานานกับทีมงานรุ่นใหม่

"มันเหมือนการก่อสร้างโรงแรมบนที่ดินที่มีโรงแรมเก่าอยู่" เขาเปรียบเทียบ "ถ้าต้องการโครงสร้างใหม่ที่สามารถเติบโตได้มากกว่า ก็ต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างเก่า ใช้สิ่งที่ดีต่อ เพิ่มสิ่งใหม่เข้าไป"

แน่นอนว่าการสร้างใหม่บนพื้นฐานเก่านั้นช้ากว่าการเริ่มต้นบนพื้นที่ว่าง แต่นั่นคือความท้าทายที่คุณท็อปยอมรับและเผชิญหน้า

ทั้งนี้ หัวใจสำคัญของการดำเนินชีวิตและธุรกิจของคุณท็อปคือ "ทัศนคติ" เขาถามตัวเองเสมอว่า "เราทำธุรกิจเพื่ออะไร" และคำตอบคือ "เพื่อครอบครัว เพื่อคนที่เรารัก"

เมื่อคุณพ่อจากไป เขาได้กำหนดลำดับความสำคัญในชีวิตใหม่ โดยให้คุณแม่เป็น first priority พร้อมสัญญาว่าจะทำงานและพาแม่ไปเที่ยวในสถานที่ที่แม่อยากไป ขณะที่แม่ยังแข็งแรง

สำหรับพนักงาน คุณท็อปมองว่าพวกเขาเปรียบเสมือนครอบครัว "เขาคือน้องสาว น้องชาย อาหรือน้องของเรา ถ้าเขาเกิดปัญหาครอบครัว เราพร้อมซัพพอร์ต 200-300% แต่ในมุมกลับมา เขาก็ดูแลเราได้อย่างดี"

กลยุทธ์การบริหาร: จากวิกฤตสู่โอกาส

การเข้ามาบริหารธุรกิจในช่วงที่ธุรกิจกำลังตกต่ำนั้นไม่ง่าย หลายคนมองว่าธุรกิจ "ซันดาวน์" แล้ว แต่คุณท็อปมองต่าง

"ธุรกิจที่ยังคงอยู่บนโลกนี้ได้คือ basic need คือปัจจัยสี่" เขาสรุป "ธุรกิจของพ่อผมจริงๆ แล้วไม่ได้ซันดาวน์ มันอยู่ที่เราจะเปลี่ยนองค์ประกอบยังไง"

เขาใช้เปรียบเทียบกับโทรศัพท์มือถือ "เราแค่เปลี่ยนกรอบ ทำความสะอาด เปลี่ยนฟิล์มหน้าจอ แม้สเปกยังเท่าเดิม แต่ดูเหมือนเครื่องใหม่ คนก็รู้สึกว่าใช้ต่อได้อีก"

คุณท็อปเริ่มจากการทำสิ่งเล็กๆ ที่ไม่กระทบต่อคน เช่น การเจรจากับซัพพลายเออร์และคู่ค้า สร้างความมั่นใจทีละขั้น จนผลลัพธ์เริ่มปรากฏ และคนรุ่นหลังเริ่มเห็นว่า "ไอ้ตี๋คนนี้ทำได้"

การเรียนรู้ตลอดชีวิต: MBA ทุก 5 ปี

สิ่งที่น่าสนใจคือคุณท็อปให้ความสำคัญกับการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เขาเรียน MBA ทุก 5 ปี เพราะเชื่อว่า "การเรียน MBA ตอนอายุ 25 กับ 35 ปี มันคนละเรื่อง"

"Philip Kotler ออกใหม่ Business Model Canvas เปลี่ยนหมด Channel เปลี่ยนหมด" เขาอธิบาย "15 ปีที่แล้วยังไม่มี Shopee ตอนนี้มันเปลี่ยนทั้งตลาด เด็กนักศึกษาที่เรียน Case Study ก็เรียนเรื่องที่เป็นปัจจุบัน"

ไม่จำเป็นต้องเข้ามหาวิทยาลัยเสมอไป เขาแนะนำว่าอาจเรียนออนไลน์ เข้าคอร์สเฉพาะทฤษฎีก็ได้ แต่สิ่งสำคัญคือต้องเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง

ความสำเร็จท่ามกลางวิกฤต: โควิดและการปรับตัว

ช่วงโควิด-19 เป็นช่วงที่ยากลำบากที่สุดสำหรับธุรกิจท่องเที่ยวและอาหาร แต่คุณท็อปไม่ยอมแพ้ "ผมแทบไม่มีรายได้เลย แต่ผมเปลี่ยนทุกอย่างที่เป็น food service มาทำออนไลน์ เน้นของคุณภาพดี ส่งให้หน่วยงานราชการ โดยแทบไม่ได้กำไรแต่ให้มี cash flow มีทุนหมุนเวียน"

ผลลัพธ์คือในขณะที่ธุรกิจท่องเที่ยวตกต่ำ แต่ธุรกิจของเขากลับเติบโต 60-80% จากการเพิ่ม SKU ใหม่ๆ เกือบ 1,000 รายการ "ยอดในสินค้าเดิมอาจจะตก แต่ยอดรวมไม่ตกเพราะเรามี SKU ใหม่เข้ามาเสริม"

หลักการสำคัญ: โฟกัส หมกมุ่น และเลเซอร์โฟกัส

เมื่อถามถึงเคล็ดลับความสำเร็จ คุณท็อปเน้นย้ำ 3 คำสำคัญ: "โฟกัส หมกมุ่น และเลเซอร์โฟกัส"

เขายกตัวอย่างว่า "ถ้าคุณอยากได้อะไร คุณต้องทำสิ่งนั้นแบบหมกมุ่น" เขาอธิบาย "เหมือนเวลาเล่นเกม Counter Strike หรือ Warcraft อยากเก่ง ก็ต้องอยู่หน้าคอมทั้งวัน"

แต่สิ่งสำคัญคือต้องรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่เราต้องการจริงๆ ไม่ใช่เอาเป้าหมายของคนอื่นมาเป็นเป้าหมายเรา "บางคนอยากมีที่ดินเล็กๆ บ้านเล็กๆ อยู่สบาย นั่นก็คือเป้าหมายแล้ว"

มุมมองต่อพนักงานและการทำงาน

สำหรับคนที่ทำงานเป็นพนักงาน คุณท็อปมีคำแนะนำที่ชัดเจน: "คิดว่าธุรกิจนี้เป็นของเรา ถ้าเราเป็นเจ้าของ เราจะดูแลยังไง ถ้าเราคิดแบบนี้ เราจะมีความรับผิดชอบ ความมั่นคงในอาชีพจะดีขึ้น ตำแหน่งจะเติบโต รายได้จะโตด้วย"

เขาเตือนว่า "ถ้าทุกคนอยากเป็นเจ้าของธุรกิจ ก็จะไม่มีพนักงาน ธุรกิจก็ไปต่อไม่ได้" และชี้ให้เห็นว่าผู้บริหารระดับสูงหลายคนที่ไม่ใช่ญาติเจ้าของก็ประสบความสำเร็จได้ เพราะพวกเขาคิดว่าธุรกิจนั้นเป็นของตัวเองตั้งแต่แรก

ความกังวลของเขาคือ "สมัยนี้เด็กวัยรุ่นคิดเรื่องนี้น้อยลง ไม่ได้ใส่ใจเรื่องความรับผิดชอบ สิ่งนี้เป็นอันตรายที่จะเกิดขึ้นในอีก 20-30 ปีข้างหน้า"

คำแนะนำสำหรับผู้ประกอบการรุ่นใหม่

สำหรับลูกหลานเจ้าของธุรกิจที่กำลังคิดจะทำธุรกิจของตัวเอง คุณท็อปให้คำแนะนำที่น่าคิด: "อย่าทะเลาะกับเงินตัวเอง"

เขาอธิบายว่า "ธุรกิจที่พ่อแม่สร้างมา ถ้าตีเป็นเงิน ตีไม่ได้ เพราะมันมีฐานลูกค้า ความน่าเชื่อถือ ความสัมพันธ์กับซัพพลายเออร์ที่สร้างมานานหลายสิบปี สิ่งเหล่านี้มีค่ามากกว่าเงิน"

"เงินกับเวลา อะไรแพงกว่า" เขาถาม "หลายคนบอกเงิน แต่จริงๆ คือเวลา เพราะเวลาที่มีอยู่นี้แหละที่สร้างเงินได้"

การเริ่มต้นธุรกิจใหม่ไม่ใช่เรื่องผิด แต่ถ้ามีธุรกิจครอบครัวอยู่แล้ว การใช้ทรัพยากรและเวลาที่มีอยู่พัฒนาต่อยอดอาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

เป้าหมายในชีวิต: ครอบครัวที่ดีที่สุด

เมื่ออายุ 40 ปี คุณท็อปมีเป้าหมายชีวิตที่ชัดเจน "ผมอยากได้ครอบครัวที่ดีที่สุด ดีที่สุดสำหรับผม เท่าที่ผมสามารถทำได้ในชีวิต"

พร้อมทั้งชี้ให้เห็นว่าเป้าหมายในชีวิตเปลี่ยนไปตามอายุ "ตอนอายุ 25 เป้าหมายคือบ้าน รถ รถสปอร์ต แต่ตอนอายุ 40 ของที่ซื้อมาตั้งแต่อายุ 25 ยังอยู่ในตู้ไม่ได้ใช้"

"แบรนด์เนมไม่ใช่เป้าหมายแล้ว" เขากล่าว "เป้าหมายคือครอบครัวที่อบอุ่น ได้ใช้เวลากับคนที่เรารัก"

บทเรียนสำคัญ: กัดไม่ปล่อย

เมื่อถามถึงหัวใจสำคัญของความสำเร็จ คุณท็อปตอบสั้นๆ แต่ทรงพลัง: "กัดไม่ปล่อย ไม่ล้มเลิก แล้วก็เทคทุกอย่างให้เป็นของเราให้ได้มากที่สุด"

เขาเตือนว่าในยุคที่เศรษฐกิจไม่ดี "เราไม่สามารถรอให้คนอื่นช่วยเราได้ เราต้องช่วยตัวเองก่อน เราต้องทำอะไรก็แล้วแต่ที่เราสามารถทำได้ในขีดความสามารถของเรา"

"คนเรามักใจร้อน มักมองว่ามันไม่ใช่ที่ของเรา แต่ถ้าเราสามารถทำสิ่งเล็กๆ แล้วค่อยๆ เติมอิฐไปเรื่อยๆ เมื่อผลลัพธ์ออกมา คนก็จะเห็นว่าเราทำได้"

จากคนหนุ่มที่ปฏิเสธธุรกิจครอบครัวเพื่อสร้างธุรกิจของตัวเอง ก่อนจะกลับมาพิสูจน์ตัวเองด้วยการนำธุรกิจครอบครัวเติบโตท่ามกลางวิกฤต ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ เขาพิสูจน์แล้วว่าด้วยหัวใจที่แข็งแกร่ง จิตใจที่ไม่ยอมแพ้ และความรักที่มีต่อคนรอบข้าง ไม่มีอุปสรรคใดที่จะหยุดยั้งเราจากความสำเร็จได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...