“ณัฐพงษ์ สงวนจิตร” ผู้ว่าฯ สุพรรณบุรี คนใหม่ พ่อเมืองสายลงพื้นที่-คิดเป็นระบบ ผู้นำที่ชาวสุพรรณบุรีไว้ใจได้
THE STATES TIMES
อัพเดต 17 พ.ย. 2568 เวลา 06.24 น. • เผยแพร่ 17 พ.ย. 2568 เวลา 07.30 น. • Hard News Teamจังหวัดสุพรรณบุรีเป็นหนึ่งในหัวใจเศรษฐกิจภาคกลางของไทย เมืองเก่าแก่ที่ผสมทั้งประวัติศาสตร์ สมรภูมิดอนเจดีย์ ตำนาน “ขุนช้าง–ขุนแผน” วัดสำคัญหลายแห่ง และแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ๆ ใกล้กรุงเทพฯ ให้คนมาเที่ยวแบบไป–กลับได้สบาย ๆ
ขณะเดียวกันสุพรรณบุรีก็ยังเป็น “เมืองเกษตร” เต็มตัว ประชากรส่วนใหญ่กว่า 80% มีอาชีพทำไร่ ทำนา ทำสวน อยู่บนพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ เหมาะกับทั้งเกษตรและอุตสาหกรรมแปรรูปที่กระจายตัวทั่วจังหวัด เมืองที่ต้องประคองทั้งเกษตร–อุตสาหกรรม–ท่องเที่ยวแบบนี้ จึงต้องการผู้นำที่เข้าใจภาพใหญ่ของประเทศ และลงลึกถึงชีวิตคนในพื้นที่ได้จริง
การที่ “ณัฐพงษ์ สงวนจิตร” ได้รับการแต่งตั้งให้ย้ายจากผู้ว่าราชการจังหวัดตราด มาดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี จึงถูกจับตาอย่างมากว่าเขาจะเป็น “พ่อเมืองที่ชาวสุพรรณบุรีไว้ใจได้” คนต่อไป
.
เส้นทางชีวิตของ ณัฐพงษ์ วางอยู่บนพื้นฐานด้านการเมืองการปกครองและการบริหารรัฐกิจที่แข็งแรง เขาสำเร็จการศึกษา รัฐศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และต่อด้วย พัฒนบริหารศาสตรมหาบัณฑิต จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ซึ่งเป็นสายวิชาที่เน้นการวางนโยบายและบริหารภาครัฐโดยตรง ก่อนจะเติบโตในสายงานกระทรวงมหาดไทยอย่างต่อเนื่อง ผ่านบทบาทสำคัญหลายตำแหน่งในระดับจังหวัด
ในแง่ประสบการณ์ทำงาน “ณัฐพงษ์ สงวนจิตร” ผ่านสมรภูมิการบริหารพื้นที่ที่หลากหลาย ทั้งเคยเป็น **รองผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ ในพื้นที่เกษตรกรรมและชนบท เคยเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดตราด จังหวัดชายแดน–เมืองเกาะท่องเที่ยว และต่อมาเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดปริมณฑลที่เป็นทั้งเมืองอุตสาหกรรมและเมืองรองของกรุงเทพฯ ประสบการณ์จากจังหวัดชายแดน จังหวัดเกษตร และจังหวัดอุตสาหกรรม ทำให้เขาเข้าใจโจทย์ของพื้นที่ที่ต่างกันมาก ก่อนจะได้รับความไว้วางใจจาก ครม. เมื่อปลายปี 2566 ให้ขึ้นเป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดตราด คนที่ 49
ช่วงที่ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดตราดคือช่วงที่ทำให้ชื่อของ “ณัฐพงษ์” ถูกมองว่าเป็นคนทำงานที่ “คิดเป็นระบบ และฟังคนหน้างาน” เขาเป็นประธานเปิดเวทีจัดทำและทบทวน แผนพัฒนาจังหวัดตราด พ.ศ. 2566–2570 และร่วมขับเคลื่อนการจัดทำเป้าหมายการพัฒนาจังหวัดตราด 20 ปี (พ.ศ. 2566–2585) โดยย้ำการใช้ “ข้อมูลและสถิติ” มาเป็นฐานในการวางทิศทางเมืองเกาะท่องเที่ยวชายแดนให้เติบโตอย่างสมดุล ทั้งในมิติการท่องเที่ยว เศรษฐกิจฐานราก โครงสร้างพื้นฐาน และสิ่งแวดล้อม สไตล์การทำงานแบบนี้คือจุดแข็งสำคัญที่จะต่อยอดมาสู่การออกแบบอนาคตสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นจังหวัดเกษตร–อุตสาหกรรมที่ต้องการวิสัยทัศน์ระยะยาวไม่แพ้กัน
อีกภาพหนึ่งที่ชัดเจนในสมัยเป็นผู้ว่าฯ ตราด คือการเลือก “ลงพื้นที่จริง มากกว่าดูแค่รายงาน” เขาเคยลงพื้นที่เกาะกูด หลังมีกระแสข่าวว่านักท่องเที่ยวลดลงจากประเด็นพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย–กัมพูชา เพื่อคุยตรงกับชาวบ้านและผู้ประกอบการ ฟังข้อเท็จจริง และช่วยสร้างความเชื่อมั่นว่าการท่องเที่ยวยังเดินหน้าต่อได้อย่างปลอดภัยและสงบสุข ควบคู่กับการประชุมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งจังหวัด เพื่อเชื่อมโยงนโยบายจังหวัดกับการทำงานของเทศบาลและ อบต. ให้ลดช่องว่างระหว่าง “เกาะกับฝั่ง” ให้ได้มากที่สุด
วิธีคิดที่มองทั้งเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และความมั่นคงชายแดนพร้อมกันแบบนี้ เป็นประสบการณ์ตรงที่สามารถนำมาปรับใช้กับสุพรรณบุรี ซึ่งต้องบาลานซ์ทั้งเกษตร ท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมในจังหวัดเดียวกัน
ในด้าน “คนและสังคม” ณัฐพงษ์ก็ไม่ได้ทำงานอยู่แค่ในห้องประชุม เขาเคยลงพื้นที่ โรงเรียนบ้านโป่ง อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด เพื่อให้กำลังใจครู–นักเรียน และบรรยายพิเศษหัวข้อ “ประวัติศาสตร์ชาติไทย” เพื่อปลูกฝังความรู้ ความเข้าใจ และอุดมการณ์รักชาติให้กับเยาวชนในพื้นที่ห่างไกลชายแดน นอกจากนี้ยังรับบทเป็นผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานจังหวัดตราด ขับเคลื่อนงานจิตอาสา 904 และกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาในหลายวาระสำคัญของชาติ ด้วยการประชุมกำหนดทิศทางงานอาสา และลงพื้นที่ร่วมกับประชาชนด้วยตัวเอง
บทบาทเหล่านี้สะท้อนว่าเขาให้ความสำคัญกับ “ทุนมนุษย์” และ “จิตสำนึกสาธารณะ” ไม่แพ้งานโครงสร้างพื้นฐานหรือเศรษฐกิจ
และเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2568 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติ แต่งตั้งโยกย้ายผู้บริหารระดับสูงกระทรวงมหาดไทย 45 ราย หนึ่งในนั้นคือ “ณัฐพงษ์ สงวนจิตร” พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดตราด และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรีอย่างเป็นทางการ
การย้ายครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนพื้นที่ปฏิบัติงาน แต่คือการนำ “ประสบการณ์จากเมืองชายแดน–เมืองเกาะท่องเที่ยว” มาต่อยอดใน “เมืองเกษตร–เมืองประวัติศาสตร์” ที่มีบทบาทสำคัญต่อห่วงโซ่อาหารและเศรษฐกิจภาคกลางของประเทศ
เมื่อมองย้อนจากผลงานที่ผ่านมา ภาพที่ชัดเจนของ “ณัฐพงษ์ สงวนจิตร” คือผู้นำที่วางแผนเป็นระบบ ใช้ข้อมูลจริง ลงหน้างานจริง และเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม เขาเคยทำงานกับจังหวัดเกษตร จังหวัดชายแดน จังหวัดอุตสาหกรรม รวมถึงจังหวัดท่องเที่ยว ทำให้เข้าใจดีว่า “ตัวเลขเศรษฐกิจ” จะยั่งยืนไม่ได้ หากไม่ผูกโยงกับคุณภาพชีวิตคนในพื้นที่ และการดูแลทรัพยากรให้สมดุลกัน
สำหรับชาวสุพรรณบุรีแล้ว การได้พ่อเมืองที่ผ่านสมรภูมิการบริหารหลากหลาย และมีผลงานชัดบนเวทีจังหวัดตราดเช่นนี้ นับเป็นทั้งโอกาสและความหวังสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนสุพรรณบุรีให้เป็น เมืองเกษตรเข้มแข็ง เมืองท่องเที่ยวมีเสน่ห์ และเมืองที่คนอยู่แล้ว “ภูมิใจและไว้ใจ” ผู้นำของตัวเองได้อย่างแท้จริง