โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

อ.นิติ มธ. เดินสายทั้งประเทศ คุยทหาร-ตร. ปมเยียวยาด้านสิทธิ ยันรัฐทำได้เลย ไม่ต้องรอ

MATICHON ONLINE

อัพเดต 23 พ.ค. 2566 เวลา 02.56 น. • เผยแพร่ 23 พ.ค. 2566 เวลา 02.09 น.

อ.นิติ มธ.เดินสายทั้งประเทศ คุยทหาร-ตร.ปมเยียวยาด้านสิทธิ ยันรัฐทำได้เลย ไม่ต้องรอ

เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 21 พฤษภาคมที่ผ่านมา ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา มูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF Thailand) จัดเสวนา “4 ปี การบังคับสูญหายสยาม ธีรวุฒิ: เส้นทางการตามหาความยุติธรรมและแนวทางใหม่ใต้ พ.ร.บ.ทรมาน-อุ้มหาย” นำโดย นางกัญญา ธีรวุฒิ มารดานายสยาม ธีรวุฒิ, น.ส.มนทนา ดวงประภา ทนายความ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน, น.ส.พรพิมล มุกขุนทด ทนายความ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม และ ผศ.ดร.รณกรณ์ บุญมี อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยมี น.ส.ประกายดาว พฤกษาเกษมสุข ดำเนินรายการ

ในตอนหนึ่ง ผศ.ดร.รณกรณ์ บุญมี อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า กรณีอุ้มหายต้องแยกเป็น 3 ส่วน คดีสิทธิมนุษยชน คดีอาญา และคดีแพ่ง อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะคดีแพ่ง คดีอาญา หรือสิทธิมนุษยชน จะไปเจอล็อกใหญ่คือ คุณไม่รู้ว่าจำเลย หรือผู้ต้องหาคือใคร ซึ่งเป็นปัญหาของคดีด้านสิทธิมนุษยชนอย่างมาก

“สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลสามารถทำได้เลยโดยไม่จำเป็นต้องรอศาล คือการเยียวยาด้านสิทธิมนุษยชน จะเห็นว่ากรณีความรุนแรงใน 3 ชายแดนใต้ รัฐบาลในอดีตก็เคยมีการตั้งกองทุนเพื่อเยียวยา สืบสวนข้อเท็จจริง และไม่จำเป็นต้องหาว่าใครเป็นคนทำผิด มันจะต้องมีการเยียวยาเกิดขึ้น โดยเฉพาะกรณีการอุ้มหาย ซึ่งเป็นการดำเนินการของเจ้าหน้าที่รัฐ

รัฐบาลจะต้องมีความจริงใจและความแข็งแรงทางเจตจำนงการเมือง ที่แม้เราเห็นต่างทางการเมือง หรือเห็นต่างในประเด็นไหนก็ตาม ไม่ควรมีการทำให้คนหวาดกลัวที่จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมจนต้องหลบหนีไปต่างประเทศ จนต้องมีการอุ้มหาย หรือการทรมานเกิดขึ้น เรื่องนี้รัฐบาลจะต้องเยียวยา และทำให้เกิดความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมอีกครั้งหนึ่ง” ผศ.ดร.รณกรณ์กล่าว

ผศ.ดร.รณกรณ์อธิบายต่อไปว่า ความหมายของการอุ้มหายตาม พ.ร.บฉบับนี้ไม่ได้แปลว่าอุ้มแล้วหายไปเลย เหมือนกรณี สยาม ธีรวุฒิ คือไม่เจออีกเลย 4 ปี พ.ร.บ.นี้ไม่ใช่ธรรมนูญกรุงโรมที่ต้องใช้เวลานาน สมมุติว่าอุ้มไปวันนี้ จะจับไปโดยชอบ-ไม่ชอบ มีหมายจับ-ไม่มีหมายจับไม่สำคัญ

“ถ้าคุณจับ ญาติไปถาม คุณปฏิเสธ จับเช้า ปฏิเสธบ่าย ความผิดสำเร็จทันที แม้วันรุ่งขึ้นคุณจะปล่อยตัว นี่คือ พ.ร.บ.อุ้มหาย ซึ่งไม่ใช่แบบธรรมนูญกรุงโรม ไม่ได้ผิดตอนที่คุณเอาเขาไปทำอะไร ผิดตอนที่คุณรู้อยู่แล้วว่าคุณมีตัวแล้วปฏิเสธหรือปกปิด ไม่ยอมแจ้งศาล ไม่แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ความผิดสำเร็จทันที เพราะฉะนั้น อุ้มไม่จำเป็นต้องหายถาวร แม้หายไปเพียงชั่วคราวก็ผิด พ.ร.บ. ตอนนี้เป็นความผิดอาญาซึ่งโทษรุนแรง” ผศ.ดร.รณกรณ์ชี้

ผศ.ดร.รณกรณ์เผยว่า นอกจากการเยียวยาควรมีการดำเนินคดีอาญาอย่างจริงจัง พ.ร.บ.นี้เป็นคู่แฝด 2 ฉบับ ทรมาน-อุ้มหาย ในฟากการทรมานมีกรณีของ พล.ต.ต.รณพงษ์ ทรายแก้ว ซึ่งตอนนี้ออกมาจากเรือนจำแล้ว ติดคุก 15 ปี ติดจริง 5 ปี ที่ไปทรมานผู้ต้องหา เราลงโทษได้ แต่อุ้มหายอาจจะยากกว่า แต่ข่าวดีคือในอนาคต พ.ร.บ.อุ้มหาย ทำให้การดำเนินคดีอาญาแม้ผู้กระทำความผิดจะเป็นทหารก็จะไม่ขึ้นศาลทหารอีกต่อไป ทุกอย่างจะถูกผลักมาที่ศาลพลเรือนซึ่งแสงไฟส่อง อย่างน้อยแสงไฟมันส่องไปถึงมากกว่ากรณีของศาลทหารที่โอกาสเข้าถึงข้อมูลอาจจะน้อยกว่า

ผศ.ดร.รณกรณ์กล่าวอีกว่า ไม่ว่าการอุ้มหายจะเกิดขึ้นที่ใดในโลก ไม่ว่าจะกระทำโดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายไหนก็ตาม เราสามารถดำเนินคดีอาญาในประเทศไทยได้ ถ้ามีพยานหลักฐาน พ.ร.บ.นี้อนุญาตให้สามารถดำเนินคดี ไม่ว่าจะอุ้มหายที่ไหนก็ตาม สามารถส่งมาที่ไทยได้ แล้วถ้ารู้ตัวผู้กระทำความผิดเป็นคนต่างชาติ หรือเป็นคนไทยซึ่งอยู่ในต่างประเทศ สามารถส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนได้ ไม่ติดข้อเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น

“วันนี้ผมเข้าใจว่าเรามีผู้เสียหาย ญาติ ที่ถูกอุ้มหายซึ่งเกิดขึ้นก่อนที่ พ.ร.บ.ฉบับนี้บังคับใช้ พ.ร.บ.ฉบับนี้ มาตรา 43 เขียนชัดเจนว่า การอุ้มหายไม่ว่าเกิดขึ้นก่อนหรือหลัง พ.ร.บ.นี้ เจ้าหน้าที่มีหน้าที่ต้องสืบสวนจนพบชะตากรรมและผู้กระทำความผิด การที่อัยการมากำหนดในแบบฟอร์มว่าคุณบอกด้วยว่าใครเป็นคนอุ้มหายไป ใครเป็นคนทำ แล้วผมจะจ้างคุณทำงานไปทำไม” ผศ.ดร.รณกรณ์กล่าว

ผศ.ดร.รณกรณ์แจงต่อว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้ยังอนุญาตให้ญาติไม่จำเป็นต้องแต่งงาน เราเคยได้ยินกันในกรณีของบิลลี่ พอละจี บอกว่าภรรยานี้เป็นภรรยาที่ไม่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย หรือกรณีนางอังคณา นีละไพจิตร ที่ศาลฎีกาบอกว่าไม่รู้ว่าตาย เพราะฉะนั้นแม้ว่าภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายก็ฟ้องแทนไม่ได้

“พ.ร.บ.ฉบับนี้บอกไม่จำเป็น คุณเป็นผู้อุปการะ ผู้ดูแล ผู้รับอุปการะ เป็นผู้เกี่ยวข้อง คุณฟ้องได้หมด พ.ร.บ.ฉบับนี้พยายามให้อำนาจ ขยายอำนาจให้ประชาชนมีอำนาจมากขึ้น อีกทั้งยังขยายไปลงโทษผู้บังคับบัญชาด้วย” ผศ.ดร.รณกรณ์กล่าว

ผศ.ดร.รณกรณ์เผยอีกว่า ส่วนหนึ่งของการเยียวยาคงเป็นการรู้ข้อมูลว่าใครเป็นคนทำหรือเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น แต่ถ้าดีกว่านั้นคือการเอาคนผิดมาลงโทษให้ได้ คำถามที่จะต้องถามคือ แล้วความผิดที่กระทำขึ้นก่อน 22 กุมภาพันธ์ จะสามารถเอามาใช้ได้ไหม ตนไม่ทราบ ถ้าศาลยึดติดกับคดี 1/2489 จอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งถูกฟ้องโดยข้อหาเป็นอาชญากรสงคราม ศาลตอนนั้นบอกว่ากฎหมายออกหลังจากที่จอมพล ป.ทำผิด ฉะนั้น ลงโทษไม่ได้ ในขณะเดียวกัน ปีเดียวกัน ที่นูเรมเบิร์กลงโทษนาซี ศาลที่โตเกียวประหารชีวิตนายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่นข้อหาเดียวกัน แม้เป็นกฎหมายที่มาหลังการกระทำความผิด ถ้าศาลไทยยังยึดติดกับแนวทางเดิมอยู่คดีนี้ก็ต้องบอกว่ากฎหมายจะไม่ใช้ย้อนหลัง

“แต่เรื่องนี้ศาลยุโรปก็ดี Working group ของ UN ก็ดี พูด ตัดสิน แนะนำชัดเจนว่ากรณีอุ้มหายเป็นความผิดต่อเนื่อง เขียนไว้ในมาตรา 7 วรรค 2 ผมคิดว่าถ้าเราค่อยๆ ให้ความรู้ ทนายความลองต่อสู้ดู ผมคิดว่าศาลน่าจะสามารถเอากฎหมายที่ออกมาทีหลัง สามารถใช้กับการกระทำความผิดที่เกิดขึ้นก่อนได้

ถามว่าทำไม ก็เพราะ ณ วันนี้คุณยังทำผิดกับเราอยู่ คุณยังปกปิด ปฏิเสธจะบอกที่อยู่ ที่ตาย ที่ฝังศพ วิธีการตายของลูก ของครอบครัวเราอยู่ เรายังเป็นผู้เสียหาย คุณยังทำผิดกับเราทุกวัน แม้หลัง 22 กุมภาพันธ์ คุณก็ยังทำผิด เราสามารถใช้มาตรา 7 ลงโทษคุณได้ ผมคิดว่ามันมีแนวทางทั้งศาลต่างประเทศ ทั้งข้อเขียนกฎหมายที่จะสนับสนุนมากเพียงพอ ต้องมาดูกันว่าศาลไทยจะเข้าใจบริบทเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหน” ผศ.ดร.รณกรณ์กล่าว

ผศ.ดร.รณกรณ์แจงต่อว่า ประเด็นเรื่องการเยียวยามี 5 เรื่อง เรื่องแรกคือการทำให้กลับคืนสู่ฐานะเดิมมากที่สุด ถ้าคุณยังจับตัวอยู่ ปล่อยเขากลับมาบ้าน ปล่อยให้เขากลับไปใช้ชีวิตกับครอบครัว ให้เขาประกอบอาชีพ ไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็ตาม แม้ว่าเขาจะตายไปแล้วหรือยังอยู่

ผศ.ดร.รณกรณ์กล่าวประการถัดไปว่า ข้อที่ 2 คือการแก้ไข เยียวยา ฟื้นฟู ด้วยการฝึกอาชีพ หรือถ้าเขาร่างกายพิการ ช่วยให้เขาสามารถใช้ชีวิตได้ เยียวยาทางจิตใจทั้งครอบครัวและเจ้าตัว ทำให้เกิดความสบายใจ ข้อที่ 3 ความพึงพอใจ (Satisfaction) กระบวนการจะต้องทำให้ญาติรู้ชะตากรรม รู้ข้อมูล ดำเนินคดีอาญาอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ ข้อที่ 4 ชดใช้เงิน

“เป็นเรื่องที่ระบบกฎหมายไทยบอกว่าเพียงพอแล้ว ชดใช้เงิน ต่อให้คุณให้ 7.5 ล้าน เหมือนกรณีความรุนแรงในภาคใต้ก็ไม่พอ การให้เงินเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่นั่นไม่เพียงพอ และข้อที่ 5 ทำให้มั่นใจว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ซ้ำขึ้นอีก ณ วันนี้ที่เรามาพูดกัน เราไม่ได้พูดถึงเฉพาะอดีตว่าเราจะดำเนินการในอดีตยังไง

“ผมเดินสายพูดคุยทั้งประเทศ เพื่อพูดคุยกับทหาร ตำรวจ ปัตตานี เชียงใหม่ ยะลา ไปหมด เพื่อทำให้ยืนยันว่าเจ้าพนักงานเข้าใจ แล้วก็จะไม่กระทำความผิดขึ้นอีก”

ผศ.ดร.รณกรณ์เปิดเผยว่า ในคำถามว่ามีรัฐบาลใหม่จะมีอะไรดีขึ้นหรือไม่ ตนเชื่อว่าสิ่งแรกที่ทำคือตั้งคณะกรรมการเยียวยา ค้นหาความจริงและเยียวยา ไม่จำเป็นต้องมีการสอบสวนอาญา ดำเนินการทางสิทธิมนุษยชน ค้นหาความจริง และถ้ามีความเสียหายเกิดขึ้นจริง แม้จะปักหมุดไปไม่ได้ว่าเป็นจ่าแดง เป็นร้อยตำรวจตรีดำ เป็นอะไรก็ตาม ให้เยียวยาผู้เสียหาย และให้เข้าร่วมอนุสัญญาอุ้มหายของ UN โดยเร็วที่สุด เรารับปากมาตั้งแต่ปี’61 คือปี’55 เราไปเซ็นไว้ว่าจะเข้าร่วมปี’61 สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) บอกว่า อนุญาตให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เข้าร่วมบนเงื่อนไขว่าไปแก้ไขกฎหมาย

“ปี’65 เราออกกฎหมาย ปี’66 รัฐบาลบอกว่ากฎหมาย 4 มาตราเลื่อนไปตุลาฯ ตอนนี้ศาลรัฐธรรมนูญบอกแล้วว่ากฎหมายทั้งเซตครบถ้วน ใช้ได้ ครอบคลุมสอดคล้องอนุสัญญาทุกอย่าง รัฐบาลไม่มีข้ออ้างที่จะดีเลย์แล้ว เข้าร่วมให้เร็วที่สุด และเข้าร่วมด้วยความจริงใจ

ผมเรียกร้องด้วยความจริงใจว่ารัฐบาลเข้าร่วม UN ในครั้งนี้อย่าทำเหมือนเข้าร่วมตอนทรมาน คือสงวนเรื่องนั้นเรื่องนี้ไปหมด ควรจะเข้าร่วมมาตรา 31 และ 32 ของอนุสัญญาฉบับนี้ เมื่อเข้าร่วมแล้วจะทำให้ประชาชนธรรมดาอย่างพวกเราส่งเรื่องไปที่ UN ให้เพื่อนบ้านเราประเทศอื่นๆ บอกว่ามีเคสแบบนี้เกิดในประเทศคุณ ดำเนินคดีไม่สำเร็จ ส่งเรื่องไปที่ UN ให้ UN สอบสวนได้โดยตรง

UN ส่งเรื่องมา คำที่เขาส่งเรื่องมาเป็นแค่คำแนะนำ เขาส่งเรื่องเรามา 80 กว่าคดี เราเคลียร์ไปเหลือ 76 คดีที่อยู่ในลิสต์ แต่ถ้าเข้าร่วม คำแนะนำนี้จะมีน้ำหนัก มีความหมายในทางสิทธิมนุษยชน และในทางระหว่างประเทศ

ถ้าประเทศไทยจะเชิดหน้าชูตาระหว่างประเทศ จากที่ตกจอเรดาร์ไปนานจะกลับมาได้ เราต้องยืนยันเรื่องสิทธิมนุษยชน เข้าร่วมทั้งฉบับไม่สงวนอีกต่อไป รวมทั้งสื่อสารกับผู้ปฏิบัติงานให้เข้าใจ การอุ้มหาย ตัดตอนความเสียหายที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า แต่คุณกำลังฝังรากลึก กำลังฝังเมล็ดพันธุ์แห่งความหวาดกลัว ความไม่ไว้วางใจ ความไม่เชื่อใจในหมู่ประชาชนกับรัฐบาล หนุ่มสาวจะออกนอกประเทศ คนจะไม่อยากอยู่ คนจะต่อต้าน ผมคิดว่านั่นมันเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่า ผมคิดว่ารัฐบาลใหม่ต้องมีความจริงใจที่จะดำเนินการดังต่อไปนี้” ผศ.ดร.รณกรณ์ทิ้งท้าย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...