ถาม-ตอบ การบังคับใช้ พ.ร.บ.อุ้มหาย
ถาม-ตอบ‘การบังคับใช้ พ.ร.บ.อุ้มหาย’
คำถามที่ 1.ความผิดของเจ้าหน้าที่รัฐ ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ มีกี่ฐาน
ตอบ ความผิดของเจ้าหน้าที่รัฐ “โดยตรง” ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ มีจำนวน 3 ฐานคือ
(1) ความผิดฐานกระทำทรมาน ตามมาตรา 5
(2) ความผิดฐานกระทำการที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ตามมาตรา 6
(3) ความผิดฐานกระทำให้บุคคลสูญหาย ตามมาตรา 7
คำถามที่ 2.เจ้าพนักงานผู้จับกุม มีหน้าที่ต้องทำอะไร ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯบ้าง
ตอบ เจ้าพนักงานผู้จับกุมมีหน้าที่ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ดังนี้
(1) หน้าที่ “ต้อง” บันทึกภาพและเสียง (บันทึกวิดีโอ) ขณะจับและควบคุมผู้ต้องหา (หรือผู้ถูกจับ) จนกระทั่งส่งตัวผู้ต้องหาให้พนักงานสอบสวนรับและควบคุมตัวไว้สอบสวน
(2) หน้าที่ “ต้อง” แจงการควบคุมตัวผู้ต้องหา ให้พนักงานอัยการและนายอำเภอแห่งท้องที่ที่มีการควบคุมตัวทราบโดยทันที ภายหลังจากที่มีการจับกุมควบคุมผู้ต้องหาไว้แล้ว
(3) หน้าที่ “ต้อง” จัดทำบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับผู้ต้องหาที่ถูกควบคุมตัวโดยจะจัดทำเป็น “บันทึกข้อมูลเกี่ยวกับผู้ถูกควบคุมตัว” ซึ่งมีรายละเอียดที่จะต้องบันทึก ตามมาตรา 23 (1) ถึง (7) แยกต่างหากจาก “บันทึกการจับกุม” หรือจะบันทึกรายละเอียดข้อมูลผู้ถูกควบคุม ตามมาตรา 23 (1) ถึง (7) ลงในบันทึกจับกุมก็ได้
(4) หน้าที่ “ส่งมอบ” หลักฐานการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ เช่น เทปบันทึกภาพและเสียงขณะจับกุมและควบคุมผู้ต้องหา หรือหลักฐานเอกสารการแจ้งพนักงานอัยการและนายอำเภอให้ทราบสถานที่ควบคุมผู้ต้องหา หรือบันทึกข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมและควบคุม เป็นต้น ให้แก่พนักงานสอบสวนประกอบสำนวนคดี (หรือจะแยกเก็บในสำนวนสำเนา) เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันว่า
ก.เจ้าพนักงานผู้จับกุมได้ดำเนินการตามกฎหมายแห่งบทบัญญัติ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ แล้ว
ข.เจ้าพนักงานผู้จับกุมมิได้กระทำการทรมาน กระทำการที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือกระทำให้ผู้ต้องหาสูญหาย อันเป็นความผิด ตามมาตรา 5 มาตรา 6 และมาตรา 7
ค.การจับกุมชอบด้วยกฎหมาย ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 78 มาตรา 83 มาตรา 84 ประกอบ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ มาตรา 22 มาตรา 23 แล้ว พฤติการณ์แห่งการจับกุมและถ้อยคำอื่นในชั้นจับกุมสามารถรับฟังเป็นพยานหลักฐานในชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาได้
ง.เป็นหลักฐานพิสูจน์ความบริสุทธิ์หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงของเจ้าพนักงานผู้จับกุมว่ามิได้กระทำผิดต่อผู้ต้องหา กรณีมีการโต้แย้งกล่าวหาว่า ผู้จับกุมทำการจับกุมโดยไม่ชอบ หรือมีการกระทำทรมาน กระทำการที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือกระทําให้ผู้ต้องหาสูญหายจากผู้ต้องหาและหรือญาติของผู้ต้องหา
จ.เป็นหลักฐานพิสูจน์ว่าเจ้าพนักงานผู้จับกุมมิได้ “ละเว้น” ไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ มาตรา 22 มาตรา 23 ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ต้องหาอันเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตาม ป.อาญา มาตรา 157
ฉ.หลักฐานการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ของเจ้าพนักงานผู้จับ พนักงานสอบสวนอาจแยกเก็บในสำเนาสำนวนหรือเก็บรวมเข้าสำนวนเพื่อให้พนักงานอัยการตรวจสอบก็ได้ กฎหมายไม่ได้บังคับว่าต้องมีหลักฐานดังกล่าวประกอบการฟ้องคดี ขึ้นกับดุลพินิจของพนักงานอัยการที่จะให้แยกหรือรวมหลักฐานดังกล่าวเข้าสำนวนการดำเนินคดีในชั้นพิจารณา
คำถามที่ 3.ข้อยกเว้นที่เจ้าพนักงานผู้จับกุม ไม่ต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ มีกรณีใดบาง
ตอบ (1) “การบันทึกภาพและเสียง” อาจยกเว้น ไม่ต้องบันทึกก็ได้ หาก “มีเหตุสุดวิสัย ที่ทำให้ไม่สามารถบันทึกภาพและเสียงได้” แต่ “ต้องบันทึกเหตุสุดวิสัยนั้น” ไว้ใน “บันทึกการควบคุมตัวผู้ต้องหา” เป็นหลักฐานทุกครั้ง
(2) “การแจ้งการควบคุมตัวผู้ต้องหาให้พนักงานอัยการและนายอำเภอทราบ” ไม่อาจยกเว้นได้ เจ้าพนักงานผู้จับกุมต้องแจ้งการควบคุมตัวผู้ต้องหาทราบทุกกรณี ไม่มีข้อยกเว้น
คำถามที่ 4.ความผิดข้อหาหรือฐานใดบ้างที่เจ้าพนักงานผู้จับกุม ต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ มาตรา 22 มาตรา 23
ตอบ (1) ความผิดอาญาที่เจ้าพนักงานมีอำนาจ “จับกุมและควบคุมตัวผู้ต้องหา” และจำกัดเสรีภาพในร่างกายของผู้ต้องหา เพื่อนำตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 83 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงฯ มาตรา 4 (ประกอบ ป.วิ.อาญา มาตรา 83) หรือ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนฯ มาตรา 69 หรืออำนาจการควบคุมตัวผู้ต้องหาตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติดฯ มาตรา 11/6 เจ้าพนักงาน ผู้จับกุมและควบคุมผู้ต้องหา ต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ทุกข้อหาทุกฐานความผิด (ต้องดำเนินการ การบันทึกภาพและเสียงขณะจับกุมและควบคุม และต้องแจ้งพนักงานอัยการ และนายอำเภอ ทราบถึงการจับกุมและควบคุมโดยทันที ตลอดจนจัดทําบันทึกข้อมูลผู้ถูกควบคุมตัวมอบให้พนักงานสอบสวน)
คำถามที่ 5.การจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ ต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯมาตรา 22 มาตรา 23 หรือไม่
ตอบ (1) การจับ ปกติแบ่งเป็นการจับโดยไม่มีหมายจับ กับการจับโดยมีหมายจับ
(2) การจับโดยมีหมายจับ ยังแบ่งออกเป็น การจับตามหมายจับที่พนักงานสอบสวนร้องขอต่อศาลให้ออกหมายจับ กับการจับตามหมายจับที่ศาลเป็นผู้ออกเองทั้งในคดีอาญาและคดีแพ่ง
(3) เมื่อมี “การจับกุมและควบคุมตัวผู้ต้องหา” เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการจับโดยไม่มีหมายจับ เช่น การจับซึ่งหน้า ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 78 หรือการจับตามหมายจับ ทั้งหมายจับที่พนักงานสอบสวนร้องขอต่อศาล หรือหมายจับที่ศาลออกเองและสั่งให้เจ้าพนักงานตำรวจติดตามจับกุมล้วนถือว่ามีการจับกุมและควบคุมตัวผู้ต้องหา ตามมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯแล้วดังนี้ การจับผู้ต้องหาหรือจำเลยตามหมายจับ เจ้าพนักงานผู้จับกุมมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ เช่นกัน
คำถามที่ 6.การจับกุมผู้ต้องหาในคดีลหุโทษ ต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯมาตรา 22 มาตรา 23 หรือไม่
ตอบ (1) ในคดีความผิดลหุโทษ แม้เจ้าพนักงานมีอำนาจจับกุมในบางกรณี เช่น การกระทำผิดลหุโทษซึ่งหน้า แต่เจ้าพนักงาน “ไม่มีอำนาจควบคุมตัว” ผู้ต้องหาไว้ทำการสืบสวนหรือสอบสวน คงมีอำนาจควบคุมผู้ต้องหาไว้ได้ “เท่าเวลาที่จะถามคำให้การ” และ “เท่าเวลาที่จะรู้ตัวว่าผู้ต้องหาเป็นใครอยู่ที่ไหน” เท่านั้น แล้วต้องปล่อยตัวไปทันที ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 87 วรรคหนึ่ง และ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงฯ มาตรา 8 ฉะนั้นในคดีความผิดลหุโทษ จึงแบ่งได้ดังนี้
ก.ความผิดลหุโทษ ที่ไม่มีการจับและไม่มีการควบคุม หรือมีการจับแต่ไม่มีการควบคุม เช่น คดีความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ ที่เจ้าพนักงานตำรวจพบความผิดซึ่งหน้าได้เรียกตัวผู้ต้องหาให้หยุดชั่วขณะ (ซึ่งอาจถือเป็นการจับ) แต่ไม่ได้ควบคุมตัวไว้ทำการสืบสวนสอบสวน เช่น เรียกใหหยุดแล้ว แจ้งข้อหา และให้ผู้ต้องหาแสดงตัว แล้วออกใบสั่ง และปล่อยตัวผู้ต้องหาไปเช่นนี้เห็นได้ว่า ไม่มีการควบคุมตัวผู้ต้องหาไว้ทำการสืบสวน สอบสวน หรือนำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี กรณีเช่นนี้ถือว่าไม่มีการจับและไม่มีการควบคุม หรือมีการจับแต่ไม่มีการควบคุมตัว ผู้เขียนเห็นว่า เจ้าพนักงานตำรวจหรือเจ้าพนักงานผู้จับไม่จำต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ เพราะโดยสภาพเห็นได้ชัดว่า การจับกุมในคดีลหุโทษหรือการเรียกให้ผู้ต้องหาหยุดเพื่อแจ้งข้อหาลหุโทษหรือให้แสดงตัวแล้วปล่อยตัวไป เจ้าพนักงานผู้จับย่อมไม่อาจกระทำการทรมาน กระทำการที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือกระทําให้ผู้ต้องหาสูญหายจากผู้ต้องหาได้โดยสภาพ
ข.ความผิดลหุโทษ ที่มีการจับและมีการควบคุมต่อเนื่อง เช่น ในคดีผู้ต้องหากระทำผิดข้อหาเมาสุราอาละวาด ตาม ป.อาญา มาตรา 397 ซึ่งกระทำผิดซึ่งหน้าเจ้าพนักงานตำรวจจึงต้องทำการจับกุม เมื่อจับกุมแล้วผู้ต้องหายังมีอาการอาละวาดต่อเนื่อง และไม่สามารถแจ้งชื่อหรือที่อยู่และแสดงตนต่อเจ้าพนักงานได้ จำเป็นต้องควบคุมตัวผู้ต้องหาไว้เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย เนื่องจากผู้ต้องหากระทำผิดต่อเนื่องยังไม่เสร็จสิ้นยุติลงและยังไม่แสดงชื่อและหรือที่อยู่ หรือ
ผู้ต้องหากระทำผิดคดีลหุโทษและพบว่ามีความผิดฐานอื่นพ่วงมาด้วย เช่น กระทำผิดข้อหาเมาสุราอาละวาดและตรวจพบว่าเสพยาเสพติดด้วย ซึ่งเจ้าพนักงานตำรวจจะทำการ “จับกุมและควบคุมตัวผู้ต้องหา” และนำส่งพนักงานสอบสวนควบคุมเพื่อดำเนินคดีต่อ กรณีเช่นนี้เจ้าพนักงานตำรวจหรือเจ้าพนักงานผู้จับต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ
คําถามที่ 7.ผู้ต้องหาที่ถูกราษฎร ร่วมกันจับกุมตัว นําส่งเจ้าพนักงานตำรวจหรือพนักงานสอบสวนควบคุมตัว ต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ มาตรา 22 มาตรา 23 หรือไม่
ตอบ (1) กรณีราษฎรจับผู้ต้องหา และนำตัวส่งผู้ต้องหาส่งเจ้าพนักงานดำเนินคดีต่อไป ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 84 (2) กำหนดให้ เจ้าพนักงานผู้รับตัวผู้ต้องหาไว้ “ควบคุม” พร้อมกับแจ้งข้อหาแจ้งสิทธิตามกฎหมาย และจัดทำบันทึกการจับกุม ก่อนที่จะนำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวนควบคุมเพื่อสอบสวนดำเนินคดีต่อ
(2) ราษฎร ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐในการจับกุม และโดยสภาพราษฎรที่จับผู้กระทำผิดซึ่งหน้าไม่มีอำนาจควบคุมตัวผู้ต้องหาตาม ป.วิ.อาญา คงมีอำนาจจับและพาตัวไปมอบให้เจ้าพนักงานรับและควบคุมตัว เพื่อแจ้งขอหาหรือจับแล้วแจ้งให้เจ้าพนักงานมารับตัวไปควบคุมและแจ้งข้อหา นอกจากนี้ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ มีเจตนารมณ์ป้องกันมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐอาศัยโอกาสในช่วงที่มีการ “ควบคุมตัวผู้ต้องหาก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวน” กระทำทรมาน กระทำการที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์หรือกระทําให้ผู้ต้องหาสูญหาย ดังนี้ ราษฎรผู้จับกุมจึงไม่มีหน้าที่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ มาตรา 22 มาตรา 23 แต่เป็น “หน้าที่ของ” เจ้าพนักงานที่รับตัวผู้ต้องหาจากราษฎรไว้ทำการควบคุม เพื่อแจ้งข้อหา แจ้งสิทธิ และจัดทําบันทึกการจับกุม ก่อนที่จะควบคุมตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวนมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ เพราะในช่วงที่เจ้าพนักงานผู้รับตัวผู้ต้องหาไว้ควบคุมเป็นห้วงเวลาหลังจากจับกุมและมีการควบคุมตัวผู้ต้องหาในชั้นจับกุมก่อนที่จะนำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน
(3) กรณีตามข้อ 2 หากราษฎรพาตัวผู้ต้องหามาส่งมอบให้พนักงานสอบสวนโดยตรง หรือพนักงานสอบสวนไปรับตัวผู้ต้องหามาทำการควบคุมด้วยตนเอง ซึ่งเริ่มนับระยะเวลาควบคุมตัวในชั้นพนักงานสอบสวน ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 87 โดยตรงแล้ว กรณีเช่นนี้ พนักงานสอบสวนก็ไม่จำต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ มาตรา 22 มาตรา 23 เพราะถือเป็นการควบคุมตัวชั้นสอบสวนต่อจากราษฎรโดยตรง
คำถามที่ 8.ผู้ต้องหาจะขอสละสิทธิด้วยความเต็มใจหรือจะให้การว่าไม่ประสงค์และไม่อนุญาต ในการที่เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมต้องปฏิบัติ ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ มาตรา 22 มาตรา 23 ได้หรือไม่
ตอบ (1) พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ เป็นกฎหมายมหาชน มีเจตนามุ่งปกป้องคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ ของผู้ต้องหาในชั้นจับกุม ขณะเดียวกันก็เป็นบทบัญญัติในการป้องปรามและปราบปรามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำผิดเกี่ยวกับการกระทำทรมาน กระทำการที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือกระทำให้ผู้ต้องหาสูญหาย จึงเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนโดยตรง ดังนี้บทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ จึงเป็น “หน้าที่” ตามที่กฎหมายกำหนดให้เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องปฏิบัติ ยกเว้นมีเหตุตามที่กฎหมายกำหนด เช่น มีเหตุสุดวิสัยเกิดขึ้น เจ้าหน้าที่ของรัฐจึงจะงดเว้นไม่จำต้องปฏิบัติ เป็นต้น
(2) ด้วยเหตุดังกล่าว บทบัญญัติ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ มาตรา 22 มาตรา 23 มิใช่ “สิทธิ” ของผู้ต้องหาหรือผู้ถูกจับ ฉะนั้นไม่ว่าผู้ต้องหาจะประสงค์หรือไม่ประสงค์ให้เจ้าพนักงานตำรวจปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ หรือไม่ก็ตาม เจ้าพนักงานผู้จับกุมหรือเจ้าพนักงานตำรวจก็ยังคงมีหน้าที่ที่จะต้องดำเนินการตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ อยู่เช่นเดิม
คำถามที่ 9.กรณีเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับของพนักงานสอบสวน สภ.เมืองเชียงใหม่ ได้ในเขตพื้นที่ของพนักงานสอบสวน สภ.เมืองระยอง กรณีเช่นนี้ต้องดำเนินการบันทึกภาพและเสียงตลอดจนแจ้งพนักงานอัยการและนายอำเภอ ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ มาตรา 22 มาตรา 23 ตลอดการเดินทางหรือไม่
ตอบ (1) การจับผู้ต้องหาตามหมายจับ ไม่ว่าจะเป็นหมายจับที่พนักงานสอบสวนร้องขอให้ศาลออก หรือหมายจับที่ศาลออกเองทั้งในคดีแพ่งและคดีอาญา ต้องมีการ “ควบคุม” ตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวนหรือศาล ฉะนั้น เจ้าพนักงานผู้จับต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ มาตรา 22 มาตรา 23
(2) เมื่อมีการจับผู้ต้องหาตามหมายจับของพนักงานสอบสวน สภ.เมืองเชียงใหม่ ได้ในเขตท้องที่ของพนักงานสอบสวน สภ.เมืองระยอง ผู้จับกุมต้อง “ควบคุมตัว” ผู้ต้องหา นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองเชียงใหม่ ทันที หรือหากเป็นเวลากลางคืนหรือมีเหตุต้องฝากควบคุมผู้ต้องหาไว้ ณ ที่ทำการของพนักงานสอบสวน สภ.เมืองระยอง เจ้าพนักงานผู้จับกุมต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการ
ทรมานฯ มาตรา 22 ดังนี้
ก. นับแต่เวลาที่ “จับกุมและควบคุมตัวผู้ต้องหา” ณ ท้องที่ สภ.เมืองระยอง ไปจนถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวน สภ.เมืองระยอง เพื่อลงบันทึกประจำวันการจับกุม ต้องบันทึกภาพและเสียงในการจับกุมและควบคุม โดยการบันทึกภาพและเสียงในการจับกุมและควบคุมจะสิ้นสุดลง หากพนักงานสอบสวน สภ.เมืองเชียงใหม่ มารับตัวผู้ต้องหาโดยตรง หรือพนักงานสอบสวน สภ.เมืองระยอง เป็นผู้ส่งตัวผู้ต้องหาไปให้พนักงานสอบสวน สภ.เมืองเชียงใหม่ ด้วยตนเอง
ข.แต่หากผู้จับกุมต้องรับและควบคุมตัวผู้ต้องหาไปส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองเชียงใหม่ นับแต่เวลาที่ “ควบคุมตัวผู้ต้องหา” ออกจาก สภ.เมืองระยอง ระหว่างเดินทางไป สภ.เมืองเชียงใหม่ เพื่อมอบตัวผู้ต้องหาให้แก่พนักงานสอบสวน สภ.เมืองเชียงใหม่ ต้องเริ่มบันทึกภาพและเสียงในการจับกุมและควบคุมอีกครั้ง
ค.เหตุผลเพราะห่วงเวลาที่ผู้ต้องหาอยู่ในความควบคุมของผู้จับกุม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ต้องการคุ้มครองป้องกันมิให้ผู้ต้องหาถูกผู้จับกุมกระทำทรมาน กระทำการที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์หรือกระทำให้ผู้ต้องหาสูญหาย
คำถามที่ 10.การบันทึกภาพและเสียงในการจับกุมและควบคุมผู้ต้องหาที่เป็นเด็กหรือเยาวชนตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ มาตรา 22 มาตรา 23 จะเป็นการกระทำที่ขัดต่อ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนฯ มาตรา 76 ที่บัญญัติว่า เพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิเด็กหรือเยาวชนซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดห้ามมิให้เจ้าพนักงานผู้จับกุมเด็กหรือเยาวชน หรือพนักงานสอบสวนจัดให้มีหรืออนุญาตให้มีหรือยินยอมให้มีการถ่ายภาพหรือบันทึกภาพเด็กหรือเยาวชนซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิด เว้นแต่เพื่อประโยชน์ในการสอบสวน
ตอบ (1) บทบัญญัติ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนฯ มาตรา 76 กำหนดห้ามมิให้ถ่ายภาพหรือบันทึกภาพเด็กหรือเยาวชน
ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิด ทั้งนี้ เพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิเด็กหรือเยาวชนซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิด ย่อมหมายความว่า การบันทึกภาพและเสียงเด็กหรือเยาวชนที่เป็นผู้ต้องหาเพื่อประจาน เผยแพร่ หรือนําไปดำเนินการอื่นใด ที่กระทบต่อตัวเด็กหรือเยาวชนโดยตรง เช่น การนําภาพและเสียงของเด็กไปเสนอข่าว เป็นตน ย่อมไม่อาจกระทําได้ เพราะเป็นการละเมิดสิทธิของเด็กหรือเยาวชน แต่ในทางกลับกัน หากการบันทึกภาพและเสียงของเด็กหรือเยาวชนเพื่อประโยชน์ในการสอบสวน และพิจารณาคดีของศาล หรือเพื่อมิให้เด็กหรือเยาวชนถูกกระทำทรมาน ถูกกระทำการที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือกระทำให้เด็กหรือเยาวชนที่เป็นผู้ต้องหาสูญหายอันเป็นการบันทึกภาพและเสียงเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและปกป้องความเป็นมนุษย์ของเด็กหรือเยาวชน โดยมิได้มีการนำไปเปิดเผยแพร่ประจานเด็กหรือเยาวชนแต่อย่างใด ประกอบกับ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ เป็นกฎหมายที่มีลำดับศักดิ์ในระดับเดียวกับ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนฯด้วยแล้ว
(2) ดังนี้การบันทึกภาพและเสียงของเด็กหรือเยาวชนที่ถูกจับกุมและควบคุม ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ มาตรา 22 มาตรา 23 เป็นการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพเด็กและเยาวชนโดยตรง เป็นประโยชน์ต่อระบบงานยุติธรรมทางอาญามากกว่าผลเสียที่จะเกิดแก่ตัวเด็กหรือเยาวชน ดังนี้จึงไม่ขัดต่อ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนฯ มาตรา 76
คำถามที่ 11.กรณีเจ้าพนักงานผู้จับพบเห็นผู้ต้องหากระทำผิดซึ่งหน้ากะทันหันในทันทีทันใด จึงเข้าจับกุมโดยไม่ได้บันทึกภาพและเสียงขณะจับกุม ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ มาตรา 22 มาตรา 23 สามารถทำได้หรือไม่
ตอบ (1) กรณีเจ้าพนักงานตำรวจพบเห็นผู้ต้องหากระทำผิดซึ่งหน้าอย่าง “กะทันหัน” “ในทันทีทันใด” หากต้องหากล้อง หรือต้องเปิดกล้อง หาคนมาถ่ายภาพและเสียงก่อนที่จะเข้าจับกุม หรือต้องดำเนินการอื่นใดเพื่อให้มีการบันทึกภาพและเสียงก่อนเข้าทำการจับกุม อาจไม่ทันการณ์หรืออาจทําให้ผู้ต้องหาหลบหนีไปก่อนได้ จึงเข้าจับกุมผู้ต้องหาในทันที โดยไม่ได้บันทึกภาพและเสียงขณะจับกุม กรณีเช่นนี้เห็นได้ชัดว่ามีเหตุที่ไม่อาจคาดหมายได้และมาตรฐานการคิดและตัดสินใจของวิญญูชนคนทั่วไปก็เห็นได้ว่าไม่อาจหรือไม่สามารถบันทึกภาพและเสียงขณะเข้าจับกุมได้แน่แท้ ถือเป็น “เหตุสุดวิสัย” อันเป็นข้อยกเว้นที่ไม่สามารถบันทึกภาพและเสียงขณะเข้าจับกุมผู้ต้องหาได้ กรณีเช่นนี้เจ้าพนักงานผู้จับหรือเจ้าพนักงานตำรวจได้รับการยกเว้น ไม่จำต้องบันทึกภาพและเสียงขณะเข้าจับกุมแต่เจ้าพนักงานตำรวจ หรือเจ้าพนักงานผู้จับกุมต้องดำเนินการ 2 ประการ ดังนี้
ก. ต้องบันทึกเหตุสุดวิสัยที่ไม่สามารถบันทึกภาพและเสียงขณะเข้าจับกุมและควบคุมตัวผู้ต้องหาในโอกาสแรกไว้ในบันทึกรายละเอียดข้อมูลของผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมหรือควบคุม
ข. เมื่อเหตุสุดวิสัยนั้นได้ผ่านพ้นไปแล้วต้องมีการบันทึกภาพและเสียงอย่างต่อเนื่องขณะควบคุมตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี เช่น หลังจากที่จับกุมและควบคุมตัวผู้ต้องหาได้ ณ สถานที่เกิดเหตุแล้ว อาจมีเหตุสุดวิสัยที่ไม่สามารถบันทึกภาพและเสียงได้ขณะนั้น แต่ขณะที่พาตัวผู้ต้องหาไปควบคุม ณ สถานที่ของเจ้าพนักงานผู้จับกุมเพื่อทำบันทึกการจับกุมหรือสืบสวนขยายผล เช่น ศูนย์ปฏิบัติการสืบสวน ห้องซักถาม ห้องควบคุมก่อนส่งตัวให้พนักงานสอบสวนหรือเซฟเฮาส์ของฝ่ายสืบสวน ฯลฯ ในการควบคุมตัวผู้ต้องหาที่ต่อเนื่องมานี้ถือว่าเหตุสุดวิสัยได้ผ่านพ้นไปแล้ว และเจ้าพนักงานผู้จับมีโอกาสที่จะบันทึกภาพและเสียงผู้ต้องหาระหว่างที่อยู่ในความควบคุมของตนเองได้แล้ว จึงต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ มาตรา 22 มาตรา 23 โดยทันที
คำถามที่ 12.กรณีเจ้าพนักงานผู้จับกุมและควบคุมผู้ต้องหาไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ มาตรา 22 มาตรา 23 จะมีความผิดหรือไม่
ตอบ (1) พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ เป็นกฎหมายระดับประมวลกฎหมายเทียบได้กับบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายอาญา และหรือประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเมื่อ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ กำหนดให้เจ้าพนักงานผู้จับกุมและควบคุมผู้ต้องหามี “หน้าที่” ในการดำเนินการตามมาตรา 22 มาตรา 23 โดยตรง หากเจ้าพนักงานผู้จับกุม “ละเว้น” ไม่ดำเนินการอาจส่งผลทางคดีดังนี้
ก.พยานหลักฐานที่มีการจัดทำในชั้นจับกุม เช่น คำให้การผู้ต้องหาชั้นจับกุมพยานหลักฐานอื่นที่ได้มาจากคำให้การชั้นจับกุม โดยเฉพาะของกลางที่อ้างว่ายึดได้จากตัวผู้ต้องหา ย่อมมีน้ำหนักน้อย หรือไม่มีน้ำหนักให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานในชั้นพิจารณา หรือบางพฤติการณ์อาจทำให้การจับกุมไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่งผลให้พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจควบคุมและฝากขังผู้ต้องหาในบางกรณี
ข.พนักงานอัยการอาจไม่รับสำนวนการสอบสวนไว้พิจารณา เพราะจุดเริ่มต้นแห่งคดีหรือจุดเริ่มต้นในการสอบสวนไม่ถูกต้องโดยการจับปฏิบัติไม่ครบถ้วนตามบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ
ค.หากมีข้อเท็จจริงว่าผู้จับกุม “จงใจ” ที่จะไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ต้องหา กระบวนการสอบสวนหรือประชาชนสุ่มเสี่ยงเข้าข่ายถูกตีความว่าเป็นการกระทำผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติให้ปฏิบัติโดยมิชอบตาม ป.อาญา มาตรา 157 ได้
คำถามที่ 13.พนักงานสอบสวนต้องบันทึกภาพและเสียงผู้ต้องหาขณะควบคุมตัวที่สถานีตำรวจ หรือต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ มาตรา 22 มาตรา 23 หรือไม่
ตอบ (1) ในชั้นหลังจากรับตัวผู้ต้องหาจากเจ้าพนักงานผู้จับกุมไว้ทำการสอบสวน จะเห็นได้ว่าผู้ต้องหามีสิทธิให้พนักงานสอบสวนจัดหาหรือแจ้งต่อญาติหรือทนายความให้ทราบถึงสถานที่ควบคุมตัวไว้ทำการสอบสวน และผู้ต้องหามีโอกาสได้พบและปรึกษากับทนายความเป็นการส่วนตัวและผู้ต้องหามีสิทธิได้รับการเยี่ยมจากญาติหรือผู้ที่ผู้ต้องหาไว้วางใจได้การควบคุมตัวผู้ต้องหาของพนักงานสอบสวนเริ่มเข้าสู่การนับระยะเวลาควบคุมตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 87 เป็นต้น ประกอบกับสถานที่ควบคุมผู้ต้องหาของพนักงานสอบสวนเป็นสถานที่ที่มีที่ตั้งและทราบแน่ชัด เช่น สถานีตำรวจท้องที่เกิดเหตุ หรือสถานีตำรวจท้องที่ของพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ มีผู้บังคับบัญชาตรวจห้องควบคุม มีเจ้าหน้าที่สิบเวรอารักษาห้องควบคุม ฯลฯ ดังนี้การควบคุมตัวผู้ต้องหาของพนักงานสอบสวนจึงอยู่ในสายตาของกฎหมายแล้วนั่นเอง ย่อมเป็นการยากที่ผู้ต้องหาจะถูกพนักงานสอบสวนกระทำทรมาน กระทำการที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์หรือกระทำให้ผู้ต้องหาสูญหาย
(2) ด้วยเหตุดังกล่าว พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ จึงมุ่งคุ้มครองผู้ต้องหาในชั้นแรกตั้งแต่ “ถูกจับ” ณ สถานที่จับกุม และ “ถูกควบคุม” โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้จับหรือเจ้าพนักงานผู้จับ ซึ่งเป็น “ช่องว่าง” ในการนับระยะเวลาควบคุมตัวผู้ต้องหาของพนักงานสอบสวนและศาลตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 87 และเป็นช่วงเวลาที่ผู้ต้องหาอยู่กับผู้จับกุมหรืออยู่ในเงื้อมมือของผู้จับกุมเป็นการเฉพาะ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ จึงกำหนดให้เจ้าหน้าที่ผู้จับกุมหรือเจ้าพนักงานสอบสวนผู้จับกุมมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามมาตรา 22 มาตรา 23
(3) พนักงานสอบสวนจึงไม่มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ มาตรา 22 หรือมาตรา 23 ระหว่างควบคุมตัวผู้ต้องหาไว้ทำการสอบสวนแต่อย่างใด