โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

"วีรพัฒน์" ชี้ กกต. ควรให้ความร่วมมือ DSI คดี ฮั้ว สว.

THE ROOM 44 CHANNEL

เผยแพร่ 07 มี.ค. 2568 เวลา 13.07 น.

"วีรพัฒน์" ชี้ DSI-กกต. มีอำนาจหน้าที่ ก็ทำไปสุดท้ายต้องจบที่ศาล ภายหลัง กคพ.รับคดี ฮั้ว สว. เป็นคดีพิเศษ ในความผิดฐานฟอกเงิน มอง เมื่อเป็นคดีพิเศษ กกต. ควรให้ความร่วมมือ ฝากถึง “เลขา กกต.” ควรชี้แจงเรื่อง ‘โพย’ ลั่น อย่าตีตนไปก่อนไข้ อย่ากระโดดข้ามสิ่งที่ยังทำไม่สำเร็จ

วันที่ 7 มี.ค. 2568 นายวีรพัฒน์ ปริยวงศ์ นักกฎหมายอิสระ ให้สัมภาษณ์ในรายการ The Room Exclusive ภายหลังที่มีการรับคดีฮั้วเลือก สว. เป็นคดีพิเศษในฐานฟอกเงิน ว่า ต้องมีการสืบสวนสอบสวน แต่ยังไม่ได้ฟันธงว่าใครจะผิดใครจะถูก จะทราบก็ต่อเมื่อมีพยานหลักฐานเพียงพอและพยานเหล่านั้นจะถูกส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น อัยการหรือศาลเป็นผู้พิจารณาตามกระบวนการขั้นตอน และผู้ที่ถูกกล่าวหาก็มีสิทธิ์ที่จะได้โต้แย้งชี้แจง

นายวีรพัฒน์ กล่าวต่อว่า หากกระบวนการไม่เกิดขึ้นเลยก็ไม่มีวันรู้ได้เลย ว่าตกลงแล้วผิดหรือไม่ผิด นี่คือเหตุผลว่าทำไมจะต้องสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่ในบ้านเมืองสามารถทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ ไม่ใช่นำข้อกฏหมายมาโต้แย้งเพื่อจะทำให้ไม่มีการทำงานเกิดขึ้น เพราะพวกเราเป็นเจ้าของประเทศ เราเป็นเจ้าของเงินภาษีเงินที่เราจ่ายเข้าไป DSI กกต. ผู้พิพากษาและอัยการ ทุกคนมีเงินเดือนกันหมดและเงินนั้นมาจากประชาชน จึงอยากจะให้มีการทำหน้าที่ตรวจสอบให้เต็มที่ว่าการเลือก สว.ที่ผ่านมามันบริสุทธิ์ยุติธรรมหรือไม่

เมื่อถามว่าการที่รับคดีฮั้ว เลือก สว. ฐานความผิดฟอกเงินขั้นตอนต่อไปเอสไอก็จะมีอำนาจในการเรียก กกต. มาชี้แจงข้อเท็จจริงเพิ่มเติมด้วยหรือไม่นั้น นายวีรพัฒน์ กล่าวว่า“ เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน โดยหลักการแล้วเมื่อเป็นคดีพิเศษ กกต. ต้องให้ความร่วมมือ เพราะต่างฝ่ายต่างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐที่ซึ่งมีหน้าที่จะต้องช่วยกันทำให้ทุกอย่างเป็นไปตามกฏหมาย เราไม่ได้ศรัทธาด้วยการที่ท่านมีอาณาจักรมีอำนาจหรือต้องมาเคารพบูชาห้ามแตะห้ามเชิญห้ามประชุม เป็นไปไม่ได้เจ้านายตัวจริงคือประชาชนที่กำลังรอคำตอบจากทั้งสองหน่วยงานอยู่”

พร้อมกล่าวต่อว่า ถ้าถึงขั้นที่ทางกกต. ไม่ยอมอภิปรายชี้แจงให้กับทางดีเอสไอ ทางดีเอสไอก็ต้องมีการรวบรวมพยานหลักฐานตามที่ทำได้ และอย่าลืมว่ากระบวนการนี้ดีเอสไอไม่ได้ที่เข้ามาเพื่อตรวจสอบกกต. มันไม่ใช่หน้าที่ดีเอสไอ แต่ดีเอสไอเข้ามาตรวจสอบเรื่องที่มีการร้องกล่าวหากันมา แต่ถ้าหากพยานหลักฐานมีความเคลือบแคลงหน้าสงสันแต่ กกต.ไม่ชี้แจง ผลร้ายก็จะเกิดกับทาง กกต.เอง

ด้าน สส.ก็มีอำนาจในการตรวจสอบองค์กรตามรัฐธรรมนูญได้เช่นกันเพราะเขาเป็นองค์กรหลักของฝ่ายนิติบัญญัติ และสส.ก็มีคณะกรรมาธิการองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญซึ่งสามารถเชิญกกต. มาอธิบายและชี้แจงได้ ขบวนการตรวจสอบมีหลายส่วน หากใครมีหลักฐานอะไรก็ต้องแบ่งปันซึ่งกันและกันเพราะประโยชน์จะตกอยู่ที่ประชาชน หน่วยงานไหนที่ช่วยประชาชนก็คงจะเห็นถึงความตั้งใจแต่ถ้าหน่วยงานไหนที่เรื่องเยอะเรื่องมากหรือไม่ช่วยเลยก็จะกลายเป็นประชาชนจะสงสัยและจะมีการสืบสวนสอบสวนในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกต่อไป

ในส่วนที่ทางกลุ่ม สว.สำรอง ออกมาเปิดเผยถึงเอกสารรับที่พบว่ามีการ ฮั้ว ปี 67 เกิดขึ้นจริง เคยชี้แจงเลขากกต นี้.ที่จะไปแล้วแต่ถูกเมินเฉยนั้น นายวีรพัฒน์ ระบุว่า ต้องให้ความเป็นธรรมกับกกต. สำหรับหลักฐานที่มีคนออกมาอ้างนั้นตนได้เห็นเอกสารที่มีการเปิดเผย ซึ่งได้ดูเอกสารแล้วตนมีความตกใจ เพราะมันโจ่งแจ้งพอสมควรว่า นายแสวงบุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่พูดแบบนั้นตนเองก็ไม่แน่ใจเพราะเอกสารเป็นการเขียนบอกเล่าของผู้เขียนเอกสาร จึงต้องรอฟังนายแสวงชี้แจง เพราะ ถ้าหากไม่มีการชี้แจงเกิดขึ้นความเคลือบแคงก็จะไปกันใหญ่

ไม่ได้บอกใครผิดใครถูก แต่มันมีมูลเหตุ จึงอยากให้ เลขขา กกต. ที่ถูกกล่าวอ้างในเอกสาร ออกมาชี้แจงให้ประชาชนสบายใจ ว่าเหตุการ์ณที่เกิดขึ้นเป็นไปเป็นมาอย่างไรหรือมีมากกว่าเพราะฟังความข้างเดียวไม่ได้

” ถ้าหากสมมุติว่าเป็นไปตามที่มีการบอกเรื่องโพย ก็คงจะเป็นเรื่องใหญ่มากเพราะรู้ทั้งรู้ว่ามีคนถือโพยในลักษณะน่าสงสัยเข้าไปแทนที่จะรีบตรวจสอบหรือยับยั้งการกระทำแต่กลับปล่อยให้ดำเนินการไป และวันนี้หลายเดือนยังไม่มีคำตอบอะไรออกมาเลยว่าเรื่องนี้ไปถึงไหนแล้วก็คงทำให้ประชาชนอยากจะสนับสนุนดีเอสไอเข้าไปใหญ่ หาก กกต. มาชี้แจงในเรื่องนี้ได้มากเท่าไหร่ ก็จะเป็นประโยชน์เท่านั้น “ นายวีรพัฒน์ กล่าว

พร้อมมองว่ากกต. ควรออกมาชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจไม่จำเป็นต้องแก้ต่างอะไรทั้งสิ้น เพราะสิ่งที่ประชาชนอยากฟังจากกกต. คือทำงานไปถึงไหนแล้ว แต่เหมือนตอนนี้ยังทำงานไม่เสร็จแต่เอาคำพิพากษาของศาลฎีกา มาอ้างทั้งๆที่ศาลยังไม่เห็นพยานหลักฐานที่ทำ

“จึงอยากบอกว่า อย่าตีตนไปก่อนไข้อย่ากระโดดข้ามสิ่งที่ท่านยังทำไม่เสร็จ และการถือโพยเฉยๆเข้าไปไม่มีความผิดอยู่แล้ว เพราะการได้มาซึ่ง สว. เป็นระบบที่แปลกประหลาด พิสดาร แทนที่จะไปหาเสียงเลือกตั้งเหมือนที่ทำกันทั่วโลกแต่ดันไปมีวิธีการลึกลับซับซ้อนแนะนำตัวแบ่งกลุ่มแบะไขว้กันไปมา”นายวีรพัฒน์ ระบุ

นายวีรพัฒน์ เผยว่า ตนไม่อยากให้มีการยุบพรรคการเกิดขึ้นเพราะเวลาพรรคถูกเลือกขึ้นมาเค้าได้มามติจากประชาชนแต่ถ้าพรรคไหนทำผิดกฏหมายอย่างชัดเจน ก็ควรดำเนินการไปและขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานว่าพยานหลักฐานที่สืบสวนกันจะครบถ้วนแค่ไหน

ทั้งนี้จะสะท้อนบทเรียนทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายนิติบัญญัติของประเทศไทยอย่างไรบ้างนั้น
นายวีรพัฒน์ ระบุว่า จะเป็นหมุดหมายที่สำคัญให้ประชาชนทบทวนว่าระบบเลือก สว. ให้ได้มาซึ่ง สว.นั้น เลือกกันเองแบบไขว้กันไปมากันมาถือโพยเอกสารเข้าไปจะถูกต้องตามกฏหมายหรือไม่เป็นการที่ทำให้คนที่เขาตั้งใจเข้ามาเป็น สว. ถูกครหาอย่างไม่เป็นธรรม หากเป็นแบบนี้มันจะแย่ทุกฝ่ายเพราะคนดีที่จะเข้ามาทำงานก็จะโดนแง่ลบ ต้องมีการมาตั้งสติทบทวนกันใหม่ว่าเป็นการสะท้อนเจตนารมย์ที่แท้จริงของประชาชนจริงหรือไม่การเลือกตั้งของ สว. และอยากให้การตรวจสอบในครั้งนี้เป็นธรรมกับทุกฝ่าย เพราะเราควรรักษากฎหมายให้อยู่เหนือการเมืองและควรใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรมรอบคอบเพื่อความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...