มารู้จัก 7 เทพเจ้าแห่งโชคลาภและวิธีเรียงลำดับเทพตามพรที่ต้องการ!
หากเพื่อน ๆ ไปเที่ยววัดหรือศาลเจ้าที่ญี่ปุ่น ก็คงจะเคยเห็นภาพหรือรูปปั้นเหล่า 7 เทพเจ้าแห่งโชคลาภนั่งเรือสำเภากันใช่ไหมคะ เทพทั้ง 7 องค์นั้นเป็นเทพเจ้าแห่งโชคลาภที่ได้รับการสักการะบูชาในญี่ปุ่นมาตั้งแต่สมัยโบราณ เราจะพาไปรู้จักเทพเจ้าเหล่านี้กันให้มากขึ้นว่าแต่ละองค์ให้พรในเรื่องใดบ้าง รวมถึงวิธีการจัดเรียงลำดับเทพเจ้าทั้ง 7 องค์ให้ตรงกับพรที่ต้องการสำหรับเพื่อน ๆ ที่อยากสักการะบูชา ไปดูกันเลยค่ะ!
7 เทพเจ้าแห่งโชคลาภมีอะไรบ้าง?
7 เทพเจ้าแห่งโชคลาภ (七福神 : Shichi Fukujin) คือเทพเจ้า 7 องค์ที่นำโชคลาภมาให้ เป็นเทพเจ้าที่ได้รับการนับถือและสักการะบูชาสืบทอดกันมาในญี่ปุ่นตั้งแต่สมัยโบราณ กล่าวกันว่าหากบูชา 7 เทพเจ้าแห่งโชคลาภจะทำให้ได้รับพร 7 ประการและขจัดเคราะห์ร้าย 7 ประการได้ แต่ถึงแม้ว่า 7 เทพเจ้าแห่งโชคลาภจะเป็นเทพเจ้าที่สืบทอดกันมาในญี่ปุ่น แต่สิ่งที่น่าแปลกใจคือมีเพียงองค์เดียวเท่านั้นที่เป็นเทพของญี่ปุ่นคือ“เอบิสึ” ส่วนองค์อื่น ๆ เป็นเทพของอินเดียและจีน โดยเทพของอินเดียประกอบด้วยไดโคคุเท็น, บิชามอนเท็น และเบ็นไซเท็น ส่วนเทพของจีนประกอบด้วยฟุคุโระคุจู, จูโรจิน และโฮเทอิ
1. เอบิสึเท็น
เอบิสึเท็น (恵比寿天) มีลักษณะคือ มือขวาถือคันเบ็ด มือซ้ายอุ้มปลาไทตัวใหญ่ เป็นเทพแห่ง ความเจริญรุ่งเรืองด้านการค้า ปกป้องคุ้มครองจากภัยพิบัติ ความอุดมสมบูรณ์ รวมทั้งยังถือเป็น ผู้พิทักษ์ทางทะเลและน้ำ ทำให้ชาวประมงนิยมสักการะบูชา
เอบิสึเท็นเป็นเทพองค์เดียวที่มีต้นกำเนิดจากญี่ปุ่น มีร่างกายอ่อนแอแต่กำเนิด แม้จะอายุได้ 3 ขวบก็ยังไม่สามารถยืนหรือเดินได้ จึงถูกวางลงบนเรือและปล่อยให้ลอยไปตามน้ำ เมื่อขึ้นบกก็ได้กลายเป็นเทพเจ้า ในญี่ปุ่นจึงเชื่อกันว่าสิ่งของที่ถูกซัดขึ้นมาจากทะเลถือเป็นของสิริมงคลและนำโชคลาภมาให้ และยังมีทฤษฎีว่าท่านเป็นบุตรของอิซานางิและอิซานามิอีกด้วย
2. ไดโคคุเท็น
ไดโคคุเท็น (大黒天) มีลักษณะคือ มือขวาถือค้อน มือซ้ายแบกถุงข้าวสาร บางครั้งอาจมีหนูหรือกระต่ายติดตัวมาด้วย เป็นเทพแห่ง ความมั่งคั่ง ความอุดมสมบูรณ์ ความก้าวหน้า ปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย
ไดโคคุเท็นมีต้นกำเนิดตามความเชื่อของฮินดูคือพระมหากาฬซึ่งเป็นปางอวตารของพระศิวะ สวมหมวกซึ่งแสดงถึงความถ่อมตน และถุงข้าวสารแสดงถึงหัวใจที่บริสุทธิ์และไม่เห็นแก่ตัว
3. บิชามอนเท็น
บิชามอนเท็น (毘沙門天) มีลักษณะคือ สวมชุดเกราะและหมวกเหล็ก มือขวาถือหอกสามง่าม มือซ้ายถือเจดีย์ ใบหน้าจริงจังเคร่งขรึม เป็นเทพแห่ง ความสำเร็จในการต่อสู้ ความปลอดภัยในบ้าน ให้โชคลาภ ความก้าวหน้า ปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย บิชามอนเท็นมีต้นกำเนิดตามความเชื่อของฮินดูคือท้าวกุเวร หนึ่งในสี่จาตุมหาราชที่แข็งแกร่งที่สุด ผู้ปกครองเหล่ายักษ์ รากษส กินนร กินรี เป็นเทพประจำทิศเหนือ ทั้งยังเป็นเทพสงครามและผู้คุ้มครองโลกตามตำนานอินเดียโบราณ
4. เบ็นไซเท็น
เบ็นไซเท็น (弁財天) มีลักษณะคือ สองมือเล่นบิวะ (พินญี่ปุ่น) เป็นเทพีแห่ง ความสำเร็จด้านความรัก การเรียน และความสำเร็จด้านศิลปะ ได้รับการบูชาทั้งในศาสนาพุทธและชินโตในฐานะเทพีแห่งดนตรีและศิลปะการแสดง และยังเป็นเทพองค์เดียวที่เป็นผู้หญิงีกด้วย
สำหรับต้นกำเนิดของเบ็นไซเท็นตามความเชื่อของฮินดูคือ พระสุรัสวดีหรือพระสรัสวดี เทวีผู้อุปถัมภ์ความรู้, ศิลปะ, ดนตรี, ปัญญา และการเรียนรู้ เป็นพระชายาของพระพรหมและเป็นหนึ่งในตรีเทวีร่วมกับพระลักษมีและพระปารวตี
5. ฟุคุโระคุจู
ฟุคุโระคุจู (福禄寿) มีศีรษะยาว ใบหูใหญ่ มีเครายาวสีขาว มือขวาถือไม้เท้า มือซ้ายถือม้วนกระดาษ บางครั้งมีนกกระเรียนอยู่ข้างกาย เป็นเทพแห่ง สุขภาพ อายุยืนยาว ลูกหลานเจริญรุ่งเรือง มีคุณธรรม มีโชคลาภ เมื่อแยกชื่อทีละคำก็จะเป็น “福” หมายถึงความเจริญรุ่งเรืองของลูกหลาน “禄” หมายถึงโชคลาภทางการเงิน และ “寿” หมายถึงอายุยืนยาว โดยฟุคุโระคุจูมีต้นกำเนิดจากลัทธิเต๋า เป็นเซียนที่มีสติปัญญามากและเชื่อกันว่าท่านคือร่างอวตารของดาวคาโนปัสซึ่งเป็นดาวขั้วฟ้าใต้ที่หาพบได้ยากในประเทศจีน ถือเป็นดาวมงคลและจะปรากฏเมื่อโลกสงบสุข
6. จูโรจิน
จูโรจิน (寿老人) มีลักษณะสวมหมวก มีเคราสีขาว มือขวาถือไม้เท้าแขวนม้วนกระดาษ มือซ้ายถือลูกท้อหรือพัด บางครั้งมีกวางอยู่ข้างกาย คนมักจำสับสนกับฟุคุโระคุจูเนื่องจากมีลักษณะเป็นชายชราคล้ายคลึงกัน เป็นเทพแห่ง สุขภาพ อายุยืนยาว ไร้โรคภัย ครอบครัวกลมเกลียว ความสุข ความเจริญรุ่งเรือง และสติปัญญา
จูโรจินกำเนิดมาจากลัทธิเต๋า เป็นเซียนในตำนานที่กล่าวกันว่ามีอายุถึง 1,000 หรือ 1,500 ปี จูโรจินปรากฏอยู่ในภาพวาดน้ำหมึกหลังจากการเผยแผ่พุทธศาสนานิกายเซนในญี่ปุ่น จึงดูเหมือนว่าจูโรจินจะเป็นที่รู้จักในญี่ปุ่นผ่านภาพวาดน้ำหมึก
7. โฮเทอิ
โฮเทอิ (布袋) มีลักษณะคือสวมเสื้อเปิดพุงด้านหน้า ถือถุงใบใหญ่ และมีรอยยิ้มอ่อนโยน เป็นเทพแห่ง โชคลาภ ความสุข อายุยืน สุขภาพแข็งแรง รักใคร่ปรองดอง เป็นเทพองค์เดียวที่มีการอ้างอิงจากบุคคลที่มีอยู่จริง ส่วนต้นกำเนิดโฮเทอินั้นมาจากตำนานของพระในนิกายเซนนามว่า ไคชิ (契此) เป็นพระสงฆ์ผู้ใช้ชีวิตพเนจร แบกถุงขนาดใหญ่ที่บรรจุอาหารและข้าวของที่ได้จากการทำบุญของชาวบ้าน ว่ากันว่าท่านสามารถทำนายดวงได้อย่างแม่นยำ
เสริมเล็กน้อยสำหรับลักษณะนามของเทพเจ้าซึ่งในภาษาไทยเราจะใช้คำว่า “องค์” ส่วนในภาษาญี่ปุ่นจะใช้คำว่า “柱” (hashira) ที่แปลว่าเสา หรือหมายถึงผู้ที่เป็นที่พึ่ง, เสาหลัก เช่น 1 柱, 2 柱, 3 柱..
การจัดเรียงลำดับ 7 เทพเจ้าแห่งโชคลาภ
บางคนอาจสงสัยว่ามีตั้ง 7 องค์แบบนี้จะเรียงลำดับในการสักการะบูชาอย่างไร? ความจริงแล้วไม่มีการกำหนดกฎเกณฑ์ตายตัว สามารถจัดเรียงอย่างไรก็ได้ตามต้องการ เทพทุกองค์ล้วนมีจิตใจดีและเข้ากันได้กับองค์อื่น ๆ ไม่ว่าจะอยู่ในลำดับไหนก็สามารถรับพรได้เช่นกัน แต่เนื่องจากเทพแต่ละองค์มีพรที่ต่างกัน และว่ากันว่าผู้สักการะจะได้รับพรตามลำดับของเทพ ดังนั้นจึงควรเรียงลำดับเทพตามพรที่ต้องการที่สุดไว้ทางซ้ายมือของเรา
เรียงลำดับตามพรที่ต้องการที่สุด
ยกตัวอย่างหากเราเปิดร้านค้าหรือทำธุรกิจและต้องการให้กิจการประสบความสำเร็จ ควรจัดเรียงเทพเจ้าที่เกี่ยวข้องกับความเจริญรุ่งเรืองในการทำธุรกิจไว้เป็นอันดับแรก คือ
- เอบิสึเท็น (ความเจริญรุ่งเรืองด้านการค้า)
- ไดโคคุเท็น (ความมั่งคั่ง)
- โฮเทอิ (โชคลาภ)
- บิชามอนเท็น (ปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย)
- ฟุคุโระคุจู (อายุยืนยาว)
- จูโรจิน (ไร้โรคภัย)
- เบ็นไซเท็น (การพัฒนาทางศิลปะ)
เรียงลำดับแบบทั่วไป
การเรียงลำดับแบบทั่วไปแนะนำสำหรับคนที่ไม่รู้จะเรียงจากองค์ไหนก่อนดี ซึ่งก็มีวิธีเรียงลำดับที่หลากหลายดังนี้
วิธีที่ 1 : เรียงตามลำดับเทพที่เข้าร่วมก่อน-หลัง
เอบิสึเท็น → ไดโคคุเท็น → เบ็นไซเท็น → บิชามอนเท็น → โฮเทอิ → ฟุคุโระคุจู → จูโรจิน
วิธีที่ 2 : บิชามอนเท็นกับเบ็นไซเท็นสลับกันได้
เอบิสึเท็น → ไดโคคุเท็น → บิชามอนเท็น → เบ็นไซเท็น → โฮเทอิ → ฟุคุโระคุจู → จูโรจิน
วิธีที่ 3 : โฮเทอิอยู่ลำดับสุดท้าย
เอบิสึเท็น → ไดโคคุเท็น → บิชามอนเท็น → เบ็นไซเท็น → ฟุคุโระคุจู → จูโรจิน → โฮเทอิ
อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญในการเรียงลำดับแบบทั่วไปนั้นมีอยู่ 3 ข้อคือ
- เอบิสึเท็นอยู่ด้านซ้ายสุดเสมอ
- เอบิสึเท็นกับไดโคคุเท็นต้องอยู่ติดกัน
- ฟุคุโระคุจูกับจูโรจินต้องอยู่ติดกัน
และนี่ก็คือเรื่องราวของเทพเจ้าทั้ง 7 ที่เรานำมาฝากในวันนี้ค่ะ อ่านแล้วคิดว่ายังไงกันบ้างคะ? มูแบบญี่ปุ่นก็น่าสนใจดีไม่แพ้ไทยเลยใช่ไหมล่ะคะ?
สรุปเนื้อหาจาก shufuse