โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

'หนี้ครัวเรือนภาคเหนือ' จุดเปราะบาง ฉุดเศรษฐกิจโต

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 20 ก.พ. 2568 เวลา 09.38 น. • เผยแพร่ 20 ก.พ. 2568 เวลา 23.45 น.
พรวิภา ตั้งเจริญมั่นคง

คอลัมน์ : สัมภาษณ์

ปัญหาหนี้ครัวเรือนภาคเหนือ เป็นความเปราะบางต่อระบบเศรษฐกิจในช่วงระยะ 10 ปีที่ผ่านมา และยังคงมีสัญญาณความเปราะบางต่อเนื่อง โดยหนี้เฉลี่ยของครัวเรือนในภาคเหนือ ปี 2566 อยู่ที่ราว 182,968 บาทต่อครัวเรือน เติบโตเฉลี่ยร้อยละ 2.9 ต่อปี สูงกว่าประเทศถึง 1 เท่า สะท้อนฐานะครัวเรือนที่มีความเปราะบางและความเป็นอยู่ที่แย่ลงอย่างปฏิเสธไม่ได้

“พรวิภา ตั้งเจริญมั่นคง” ผู้อำนวยการอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคเหนือ ให้สัมภาษณ์ “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงปัญหาเชิงโครงสร้างอันเปราะบางนี้ มีแนวโน้มทิศทางอย่างไร และแนวทางการแก้ไขที่ยั่งยืน

เศรษฐกิจภาคเหนือโตต่ำ โตช้า

ภาพรวมอัตราการเติบโตเศรษฐกิจภาคเหนือในระยะ 10 ปี และภาพรวมรายได้ครัวเรือนภาคเหนือระยะ 10 ปี ว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (ปี 2556-2565 ตามข้อมูล GRP ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ) เศรษฐกิจภาคเหนือโตเฉลี่ย 0.6% ซึ่งเติบโตต่ำกว่าประเทศที่ร้อยละ 1.9 และเติบโตช้ากว่าอดีต

โดยล่าสุด ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคเหนือ (ธปท. สภน.) ได้ทำรายงานประมาณการผลิตภัณฑ์มวลรวมภาคเหนือ (GRP ของภาคเหนือ) ในปี 2567-2568 โดยมีอัตราการขยายตัวที่ประมาณ 1.7% และ 2.1% ตามลำดับ ซึ่งต่ำกว่าประมาณการ GDP ของประเทศปี 2567 และ 2568 ที่ 2.6% และ 3.0% ตามลำดับ สะท้อนให้เห็นว่าการเติบโตของเศรษฐกิจภาคเหนือก็ยังคงโตต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตและประเทศ ส่วนหนึ่งจากความเปราะบางของภาคครัวเรือน และภาคธุรกิจในพื้นที่

สำหรับรายได้ครัวเรือนในภาคเหนือพบว่า รายได้ครัวเรือนภาคเหนือเติบโตต่ำและกระจายตัวไม่ทั่วถึง พัฒนาการของการกระจายรายได้ปรับดีขึ้นน้อย และรายได้ที่เติบโตต่ำถูกชดเชยด้วยการพึ่งพิงเงินช่วยเหลือที่มากขึ้น

ปัจจัยสำคัญใดที่ทำให้หนี้ครัวเรือนภาคเหนือเพิ่มขึ้น

ช่วงก่อนหน้าโควิด มีการกระตุ้นให้คนกู้ยืม/สร้างหนี้ ประกอบกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นเร็วกว่ารายได้จากการทำงาน ทำให้ครัวเรือนในภาคเหนือมีความเปราะบางเพิ่มขึ้น โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา รายได้จากการทำงานของครัวเรือนในภาคเหนือเพิ่มขึ้นเฉลี่ยเพียงร้อยละ 1.1 ต่อปี ขณะที่รายจ่ายเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 3 ต่อปี เทียบกับประเทศที่โตถึงร้อยละ 2.6

โดยข้อมูลการสำรวจรายได้ครัวเรือนในภาคเหนือปี 2556 เฉลี่ยอยู่ที่ 1.8 แสนบาทต่อครัวเรือนต่อปี หรือเฉลี่ยเดือนละ 1.5 หมื่นบาท และจำนวนครัวเรือนส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 69 มีรายได้ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย เมื่อเวลาผ่านไป 10 ปี จนถึงปี 2566 พบว่าครัวเรือนในภาคเหนือมีรายได้เฉลี่ยประมาณ 2.1 แสนบาทต่อครัวเรือนต่อปี หรือเฉลี่ยเดือนละ 1.8 หมื่นบาท แต่ยังคงมีจำนวนครัวเรือนร้อยละ 67 ที่รายได้ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย จะเห็นว่าพัฒนาการของการกระจายรายได้ปรับดีขึ้นน้อยมาก เมื่อเทียบกับเวลาที่ผ่านไป

รายได้จากการทำงานของครัวเรือนภาคเหนือที่เติบโตต่ำเป็นอุปสรรคที่ทำให้การกระจายรายได้ปรับดีขึ้นได้ช้า หากคำนวณโดยใช้ข้อมูลรายได้จากการทำงานของครัวเรือนภาคเหนือ ปี 2566 แบ่งกลุ่มครัวเรือนเป็น 4 ระดับชั้น กลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้จากการทำงานอยู่ระดับล่าง (Percentile ที่ 25) จะมีรายได้อยู่ที่ 60,000 บาทต่อครัวเรือนต่อปี หรือเฉลี่ยเดือนละ 5,000 บาทต่อครัวเรือนเท่านั้น

หากสมมุติให้รายได้เติบโตต่ำเช่นที่ผ่านมา ประมาณร้อยละ 1 จะต้องใช้เวลายาวนานถึง 33 ปี กว่าครัวเรือนในกลุ่มนี้จะเลื่อนชั้นไปเป็นกลุ่มที่มีรายได้ปานกลาง (Percentile ที่ 50) ที่รายได้ 142,164 บาทต่อครัวเรือนต่อปี

อีกปัจจัยสำคัญ คือ ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นเร็วกว่ารายได้จากการทำงาน เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้ครัวเรือนเปราะบางเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา รายได้จากการทำงานของครัวเรือนในภาคเหนือเพิ่มขึ้นเฉลี่ยเพียงร้อยละ 1.1 ต่อปี ขณะที่รายจ่ายเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 3 ต่อปี หากพิจารณาถึงหมวดค่าใช้จ่ายของครัวเรือนพบว่า ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นมากอยู่ในหมวดค่าใช้จ่ายเพื่อการบริโภคอาหารและเครื่องดื่ม อีกทั้งครัวเรือนยังมีค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นที่สามารถลดได้อีกร้อยละ 10

อาทิ การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาสูบ และการบันเทิง ดังนั้น เมื่อค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเร็วกว่ารายได้จากการทำงาน ครัวเรือนจึงต้องอาศัยรายได้จากแหล่งอื่นมาช่วย โดยเฉพาะเงินช่วยเหลือจากภาครัฐ เงินส่งกลับของคนในครอบครัว รวมถึงการกู้ยืม

รายได้น้อย รายจ่ายสูง

ผลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนพบว่า หนี้เฉลี่ยของครัวเรือนในภาคเหนือ ปี 2566 เท่ากับ 182,968 บาทต่อครัวเรือน เติบโตเฉลี่ยร้อยละ 2.9 ต่อปี (ประเทศร้อยละ 1.9) ซึ่งสูงกว่าประเทศถึง 1 เท่า ภาระหนี้สินที่สูงขึ้น สะท้อนฐานะครัวเรือนที่มีความเปราะบางและความเป็นอยู่ที่แย่ลง โดยการก่อหนี้ของครัวเรือนในภาคเหนือ ส่วนใหญ่เป็นการก่อหนี้ระยะสั้นเพื่อใช้อุปโภคบริโภคในสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 34

ขณะที่การก่อหนี้ระยะยาวเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยมีสัดส่วนค่อนข้างต่ำ ภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้นมากกว่ารายได้เป็นปัจจัยกดดันฐานะการเงินครัวเรือนและฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจในพื้นที่ ซึ่งในที่สุดก็ส่งผลต่อการเติบโตของรายได้ที่ต่ำด้วย สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ส่งผลกระทบวนซ้ำไปเรื่อย ๆ

ทั้งนี้ รายได้ที่เติบโตต่ำถูกชดเชยด้วยการพึ่งพิงเงินช่วยเหลือที่มากขึ้น ทั้งการพึ่งพิงรายได้จากบุคคลอื่นและภาครัฐเพิ่มขึ้น เมื่อพิจารณาตามแหล่งที่มาของรายได้พบว่าในอดีตครัวเรือนพึ่งพิงเงินช่วยเหลือ 22% ของรายได้ ผ่านไป 10 ปี ครัวเรือนในภาคเหนือพึ่งพิงเงินช่วยเหลือมากขึ้นเป็น 28% ของรายได้ โดย 1 ใน 4 เป็นเงินช่วยเหลือจากภาครัฐ

และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น สะท้อนความเปราะบางจากรายได้ที่โตต่ำ รวมถึงต้องพึ่งพารายได้ที่ไม่แน่นอน เปลี่ยนแปลงตามนโยบายในแต่ละช่วงเวลา

หนี้ครัวเรือนปี’68 วิกฤตหรือไม่

หนี้ครัวเรือนต่อ GDP ประเทศ ไตรมาส 3/2567 ปรับลดลงจากไตรมาสก่อน จากร้อยละ 89.8 เป็นร้อยละ 89.0 จากการขยายตัวของหนี้ที่น้อยกว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจ โดยการก่อหนี้ใหม่ลดลง ส่วนหนึ่งจากสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์หดตัวต่อเนื่อง สินเชื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อส่วนบุคคลขยายตัวลดลง ทำให้สินเชื่อครัวเรือนต่อ GDP ทยอยปรับลดลง แต่ยังต้องติดตามความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนที่ด้อยลง

แนวโน้มหนี้ครัวเรือน และแนวทางแก้ไขที่ยั่งยืน

จากการจับชีพจรความเป็นอยู่ของคนภาคเหนือผ่านมิติรายได้ รายจ่าย และหนี้ จะเห็นว่ามีสัญญาณความเปราะบางต่อเนื่อง การเติบโตของเศรษฐกิจและรายได้คาดว่าจะยังต่ำกว่าในอดีต ค่าใช้จ่ายยังอยู่ในระดับสูงและมีโอกาสปรับขึ้นได้อีก ขณะที่หนี้ครัวเรือนในภูมิภาคแม้ชะลอลงได้บ้าง แต่คุณภาพของสินเชื่อด้อยคุณภาพยังมีทิศทางเพิ่มขึ้น ซึ่งการยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของคนในภาคเหนือให้มีความกินดีอยู่ดีอย่างยั่งยืน

นอกจากแนวทางที่ ธปท.ช่วยดูแลใน 3 ด้าน ทั้งด้านเสถียรภาพราคาหรือรายจ่าย ด้านรายได้ และด้านการแก้ไขปัญหาหนี้สิน ยังต้องอาศัยการบูรณาการความร่วมมือจากภาครัฐ ผู้ประกอบการ และคนในพื้นที่ เข้ามาร่วมกันสร้างโอกาสและอนาคตที่ดีขึ้นสำหรับทุกคน

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาหนี้สินอย่างยั่งยืน แบงก์ชาติให้ความสำคัญ 3 ด้าน คือ 1.ผลักดันการแก้ไขปัญหาหนี้สินผ่านมาตรการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending หรือ RL) เพื่อให้สถาบันการเงินเข้ามาดูแลตลอดวงจรการเป็นหนี้ ตั้งแต่ก่อนเป็นหนี้ ระหว่างเป็นหนี้ รวมทั้งช่วยเหลือแก้หนี้ที่มีปัญหา ช่วยเหลือปรับโครงสร้างหนี้ให้ลูกหนี้ที่มีปัญหาการชำระหนี้

กำหนดให้สถาบันการเงินต้องเสนอแนวทางปรับโครงสร้างหนี้ให้ลูกหนี้ที่เริ่มมีปัญหาการชำระหนี้ แต่ยังไม่เป็นหนี้เสีย (NPL) อย่างน้อย 1 ครั้ง (Pre-emptive) และถ้าเป็น NPL แล้วต้องเสนอการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ (Troubled Debt Restructuring/TDR) ให้อย่างน้อย 1 ครั้ง และต้องไม่โอนขายหนี้ก่อน 60 วัน

วมถึงสร้างทางออกให้ลูกหนี้สินเชื่อส่วนบุคคลที่มีปัญหาหนี้เรื้อรัง ในรายที่ได้จ่ายดอกเบี้ยรวมมากกว่าเงินต้นแล้ว ให้เข้ามาตรการแก้หนี้เรื้อรังเพื่อปิดจบหนี้ภายใน 7 ปี ซึ่งจะช่วยลดภาระการจ่ายค่างวดด้วยอัตราดอกเบี้ยน้อยกว่าหรือเท่ากับร้อยละ 15 ต่อปี

2.เผยแพร่ความรู้ทางการเงิน ทั้งในภาคประชาชนและการศึกษา มุ่งเน้นสร้างวินัยและภูมิคุ้มกันทางการเงินให้เท่าทันและยั่งยืน รวมทั้งปลูกฝังพฤติกรรมทางการเงินที่ดี นอกจากนี้ คือ สื่อสารเตือนภัยทางการเงิน เพื่อป้องกันประชาชนจากภัยการเงิน ยกระดับการจัดการภัยทุจริตทางการเงินอย่างต่อเนื่อง ออกมาตรการจัดการและป้องกันภัยการเงิน เพื่อช่วยดูแลให้ประชาชนใช้บริการได้อย่างปลอดภัยยิ่งขึ้น

3.ช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยและ SMEs ผ่านโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาหนี้ในกลุ่มเปราะบาง ล่าสุดในภาคเหนือมีผู้ประสงค์ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการแล้วราว 1 แสนราย โดยขยายเวลาเปิดรับเข้าร่วมโครงการถึงวันที่ 30 เมษายน 2568

นอกจากนี้ บทบาทของธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคเหนือ ยังได้เน้นหนักในเรื่องการเพิ่มพูนความรู้ด้านสิทธิและหน้าที่ของผู้ใช้บริการทางการเงิน ทั้งการให้ความรู้ทางการเงินแก่ผู้ประกอบการ และประชาชนในพื้นที่ รวมถึงการมุ่งเน้นเสริมความรู้ความเข้าใจด้านบัญชีและงบการเงินให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs เพื่อเตรียมพร้อมก่อนขอสินเชื่อ ให้คำปรึกษาวิเคราะห์สุขภาพทางการเงิน และการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เป็นต้น

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘หนี้ครัวเรือนภาคเหนือ’ จุดเปราะบาง ฉุดเศรษฐกิจโต

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...