โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ทะลุมิติเป็นมาเป็นมารดาตัวร้ายในยุค70

นิยาย Dek-D

อัพเดต 25 ม.ค. 2567 เวลา 14.09 น. • เผยแพร่ 25 ม.ค. 2567 เวลา 14.09 น. • ต้ายวี่
ทะลุเวลามาเกิดใหม่ทั้งทีดันเกิดมาเป็นนางร้ายร่างท้วมในนิยายที่เพิ่งอ่านได้เพียงสามบทเป็นภรรยาที่ร้ายกาจแล้วยังเป็นมารดาที่แสนใจร้ายที่สำคัญในรีวิวของเรื่องยังบอกจุดจบไว้ว่า นางร้ายผู้นี้ตายอนาถอีกด้วย

ข้อมูลเบื้องต้น

แนะนำตัวละคร

เฉิงจ้าน: หัวหน้ากองพันที่หนึ่งในค่ายกวงโจว นิสัยเด็ดขาด รักลูกชายยิ่งกว่าชีวิต มีคู่คนรักอยู่แล้ว จึงรังเกียจผู้หญิงที่กล้าวางยาตนเองเป็นอย่างมาก

เจียงจินเย่: หญิงอ้วนร้ายกาจ เพียงเพราะอยากได้เฉิงจ้านที่หน้าตาหล่อเหลาเป็นสามี เธอถึงกับวางยาในเหล้าให้เขาดื่ม และบังคับให้เขารับผิดชอบเธอด้วยการแต่งงาน

เฉินเจ๋อ: เด็กน้อยที่เกิดจากบิดาถูกวางยา ตัวผอมแห้งเพราะไม่ค่อยมารดาไม่ยอมให้กินอาหาร ทว่าเขากลับรักแม่ของเขามาก

นิยายเรื่องนี้เป็นแนว 70 เรื่องแรกที่ไรต์เขียนค่ะ ผิดพลาดประการใดก็ขออภัยมาณ.ที่นี้ด้วยค่ะ

แนะนำเรื่อง

เจียงจินเย่อาจารย์สาวยุคปัจจุบัน ช่วยนักศึกษาไม่ให้ถูกรถชน ทว่าเธอกลับถูกชนเสียเอง แทนที่วิญญาณจะไปปรโลก แต่กลับทุลุมิติมาอยู่ในนิยายที่เพื่อนสนิทเป็นคนเขียน คนอื่นทะลุไปเป็นนางเอก แต่เธอกลับทะลุมาเป็นตัวร้าย มีลูกพ่วงมาอีกหนึ่ง เท่านั้นยังไม่พอ เธอยังต้องมาตายอนาถเพราะความชั่วช้าของตัวเองอีกด้วย

เจียงจินเย่คนนี้ไม่ใช่นางร้ายเสียหน่อย เรื่องอะไรเธอจะยอมตาย และอีกอย่างเธอก็ตกหลุมรักเสี่ยวเจ๋อ ลูกชายนางร้ายในเรื่องไปแล้วด้วย มาเอาช่วยกันนะคะ ว่าจินเย่จะเอาชีวิตรอดในนิยายได้หรือเปล่า และเธอจะเลี้ยงดูลูกชายได้อย่างไร มาเอาใจช่วยเธอกันน๊า ที่สำคัญเธอจะเปลี่ยนใจพระเอกได้หรือไม่ พลิกหน้าต่อไปเลยจ้า

บทนำ

จางจินเย่ลืมตาขึ้นมาพร้อมกับอาการปวดหัวอย่างรุนแรง เธอมองเพดานห้องที่เก่าเต็มไปด้วยหยากไย่ใยแมงมุม คิ้วเรียวขมวดขึ้น เธอจำไม่ได้ว่าเพดานห้องที่ทั้งเก่าทั้งสกปรกนี้เป็นห้องของใคร จินเย่ค่อย ๆ กวาดสายตาไปมองรอบ ๆ ห้องนี้ไม่คุ้นตาเอาเสียเลย อาการปวดหัวแล่นขึ้นมาจนเธอต้องหลับตาลงอีกครั้ง

"แม่ครับ.."

ทว่าในหูกลับได้ยินเสียงเรียกที่ขลาดกลัวดังจากทางมุมห้อง จินเย่คิดว่าตนเองหูฝาด ใครจะมาเรียกเธอว่าแม่กัน เธอยังเป็นสาวโสด แม้แต่แฟนก็ยังไม่มี จะมีลูกได้อย่างไร แต่แล้วเสียงเรียกเล็ก ๆ ที่สั่นเครือก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เธอรีบลืมตาขึ้น จ้องมองไปทางเด็กน้อยตัวผอม ที่นั่งขดตัวอยู่มุมห้อง เนื้อตัวเต็มไปด้วยรอยแผลทั้งเก่าและใหม่เสื้อผ้าที่สวมใส่ก็ขาดวิ่น เธอเผลอจ้องมองนานจนเด็กคนนั้นรีบก้มหน้าลง พร้อมกับเอ่ยขอโทษเธอไม่หยุดปาก

"แม่ครับผมขอโทษ ผมไม่ควรเอาไข่ของแม่มากิน แต่ผมทนหิวไม่ไหวแล้ว"

"ฉันเป็นแม่ของหนูหรือ"

ทันทีที่เธอถามคำนี้ออกไป เด็กน้อยคนนั้นเงยหน้าขึ้นมองเธออย่างไม่เข้าใจ ดวงตากลมโตดูใสซื่อและน่ารักเป็นอย่างมาก แต่เพราะเหตุใดนะ เธอถึงเจ็บปวดยามนี้เห็นท่าทางหวาดกลัวของเด็กคนนั้น นี่มันเกิดอะไรขึ้น เด็กคนนั้นเป็นใคร เธออยู่ที่ไหน ทำไมภาพเหล่านี้ถึงไม่คุ้นเลย เจียงจินเย่หลับตาลงพร้อมกับศีรษะที่ปวดจนแทบจะระเบิดออกมา..เธอจะทำอย่างไรต่อไปดี นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่

########

ฝากนิยายเรื่องใหม่ด้วยจ้าา กระซิบบอกว่า เสี่ยวเจ๋อน่ารักมากกก มาเอาใจช่วยกันเยอะ ๆ เลยน๊าาา

เหมือนเดิมฮะ รักกันชอบกัน อย่าลืมส่งหัวใจดวงโต ๆ มาเป็นกำลังให้กันด้วยน๊าา หรือส่งสติกเกอร์สักตัว ใจไรก็ฟูไปหมดแย้ววว

เก็บเข้าชั้นเอาไว้เลยฮะ เจอกันตอนต่อไปจ้าา

นางร้ายที่ต้องตาย

ตุ๊บ!!…

ซ่า!!..

เจียงจินเย่ละสายตาจากหน้าต่างหันกลับเข้ามามองข้างในห้อง ภาพเด็กชายตัวน้อยนั่งคุกเข่าตัวสั่นเทา บนพื้นเจิงนองไปด้วยน้ำ ข้าง ๆ เด็กน้อยยังมีถังหนึ่งใบที่ล้มคว่ำ พร้อมกับหลักฐานที่ไหลออกมาจากในนั้น นี่เป็นสาเหตุของพื้นที่เปียกแฉะ ไม่ต้องถามก็รู้ว่าเป็นถังเด็กชายนำมันออกมาตั้งที่กลางบ้าน เพื่อลองน้ำฝนไหลลงมาจากหลังคาที่รั่วเป็นรูใหญ่บนนั้น

"แม่ครับ..ผมขอโทษ" เด็กชายตัวน้อยเงยหน้าขึ้นครั้นสบเข้ากับดวงตากลมตาของคนเป็นแม่ เขาก็รีบก้มหน้าลง พร้อมทั้งเอ่ยปากขอโทษเสียงสั่น

"เธอเจ็บหรือเปล่า ไหนลุกขึ้นมาให้ฉันดูหน่อยสิ" เจียงจินเย่ยื่นมือออกไป แต่เด็กน้อยคนกลับยิ่งหวาดกลัวกระเถิบตัวถอยหนี ทั้งยังหลับตาแน่น เธอมองภาพเด็กน้อยที่ตัวสั่นพลันสะท้านไปทั้งอก พยายามสูดลมหายใจเข้า ปรับท่าทางตัวเองให้ดูนุ่มนวลขึ้นกว่านี้

"เสี่ยวเจ๋อ ลุกขึ้นมาให้แม่ดูหน่อย" เสี่ยวเจ๋อ หรือเฉินเจ๋อได้ยินน้ำเสียงที่อ่อนโยนของผู้เป็นแม่ ก็ทั้งตกใจและดีใจ ตั้งแต่เกิดมาเขาไม่เคยได้ยินน้ำเสียงแบบนี้ของผู้เป็นแม่มาก่อน อย่าว่าแต่น้ำเสียงเลยแม้กระทั่งรอยยิ้มเขาก็ไม่เคยได้เห็น

"ผมไม่เป็นอะไรครับ" หัวใจเด็กน้อยเต้นแรงด้วยความดีใจ เผลอเงยหน้าขึ้นอย่างห้ามไม่ได้ ครั้นเห็นคนเป็นแม่ก้าวเท้าเข้ามา เด็กน้อยก็รีบกรเถิบตัวหนีทั้งห้ามเอาไว้

"แม่อย่าเดินมาผมจะเช็ดพื้นก่อน" เจียงจินเย่หัวใจอ่อนยวบไปทั้งใจ นอกจากนั้นยังมีความขมขื่นปนอยู่ด้วย เด็กคนนี้ช่างรู้ความนัก เขาดูโตเกินกว่าอายุเสียอีก

"ไม่เป็นไรจ้ะ แม่จะเช็ดมันหลังจากที่แน่ใจแล้วว่าลูกไม่เป็นอะไร ส่งมือมาสิจ๊ะแม่จะพาเธอไปอาบน้ำก่อนดีไหม" เฉินเจ๋อบีบมือตนเองข่มไม่ให้ตัวเองแสดงความดีใจออกมา เพราะกลัวว่าหากเขาแสดงความรู้สึก จะถูกแม่ตีอีก แม่ชอบให้เขาโตไวไว ไม่ชอบให้แสดงความเป็นเด็ก

"ผม.." เจียงจินเย่ยกคิ้วขึ้น พร้อมกับรอยยิ้มที่แต่งแต้มอยู่บนริมฝีปากไม่จางหาย ฝ่ามืออวบยื่นค้างอยู่ตรงหน้า เธอจะไม่ยอมดึงมือตัวเองกลับมาแน่ หากเด็กน้อยไม่ส่งมือให้เธอ

เฉินเจ๋อดูประหม่าและยังหวาดกลัว แต่กระนั้นเขาก็ยื่นมือไปวางบนฝ่ามือแม่ ทั้งกลัว ๆ กล้า ๆ อย่างนั้น เจียงจินเย่ยิ้มกว้างออกมาอย่างพอใจ เธออุ้มเด็กน้อยเข้ามาตรงพื้นที่แห้งด้านในห้อง จัดการถอดเสื้อผ้าที่เปียกน้ำออกไปจนหมด ดวงตาเรียวมองสำรวจไปที่ลำตัว เฉินเจ๋อมีสีผิวที่ขาวเหมือนกับเธอ แต่อาจเพราะเขาต้องตากแดดทำงานข้างนอกเป็นประจำจึงทำให้ผิวที่พ้นเสื้อผ้าดำคล้ำไปหมด เจียงจินเย่เม้มปากมองตามขาและก้นเต็มไปด้วยรอยทุบตี ทั้งรอยใหม่และรอยเก่า เขียวช้ำเป็นวงใหญ่ หญิงสาวสูดลมหายใจเข้า เม้มริมฝีปากเป็นเส้นตรง แน่นในอกจนแทบจะร้องไห้ รอยพวกนี้เป็นฝีมือเธอทั้งนั้น หญิงสาวถอนหายใจออกมาอย่างรู้สึกผิด หันไปมองหาผ้าเช็ดตัว ครั้นเห็นผ้าเช็ดตัวที่สกปรกเหมือนผ้าเช็ดพื้นก็ขมวดคิ้วขึ้น น่ารักเกียจเกินไปแล้ว คงต้องจัดการทุกออย่างทั้งหมด เริ่มจากเด็กชายตัวน้อยคนนี้ก่อน

"เสี่ยวเจ๋อห่มผ้าก่อนนะ เดี๋ยวแม่จะไปต้มน้ำร้อนมาเช็ดตัวให้" เจียงจินเย่หันหลังกำลังจะเดินไปที่ห้องครัว แต่มือเล็กก็ดึงเสื้อเอาไว้เสียก่อน เธอหันหน้าไปมองพร้อมทั้งหมุนตัวกลับมาดึงมือเล็กมากุมเอาไว้ พลางตบลงไปเบา ๆ เชิงปลอบใจ

"ไม่ต้องกลัวนะ แม่ไปต้มน้ำแป๊บเดียวก็กลับมาแล้ว เสี่ยวเจ๋อเด็กดีรอแม่ก่อนได้หรือไม่จ้ะ" เฉินเจ๋อมองมือเล็กที่ถูกมือใหญ่ของแม่กุมเอาไว้ สติพลันหลุดรอย เขาไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่ามือแม่จะอุ่นได้ถึงเพียงนี้ ในใจเกิดความละโมบไม่อยากปล่อยมือนี้เลย แต่แล้วเขาก็ต้องกลั้นใจเงยหน้าขึ้นพร้อมกับส่ายมันไปมา

"แม่ครับไม่ต้องต้มน้ำหรอกครับ แค่เช็ดตัวแล้วก็ใส่เสื้อผ้าก็พอแล้ว ข้างนอกฝนตกแม่อย่าออกไปเลยครับ เดี๋ยวผมจะกลับห้องไปเปลี่ยนเสื้ิิอผ้า"

เจียงจินเย่มองออกไปด้านนอก ก็เห็นฝนตกหนักอย่างที่ลูกชายบอกจริง ๆ ถ้าจะไปต้มน้ำ เธอก็ต้องวิ่งตากฝนออกไป แต่สภาพร่างกายที่อ้วนกว่าร้อยกิโล เกรงว่าคงจะวิ่งไม่ไหวแน่ดีไม่ดีอาจจะล้มคว่ำเสียก่อน และอีกอย่างมองจากสภาพความเป็นอยู่ของครอบครัวนี้ คิดว่าคงไม่มีเชื้อเพลิงมากพอให้ก่อไฟหรอก หญิงสาวตัดใจไม่ออกไปตามที่ลูกชายบอก หันไปหยิบผ้าในตู้ผืนใหม่ออกมาเช็ดที่ตัวเด็กน้อย อยากหาเสื้อผ้าใหม่ ๆ สักชุด แต่เท่าที่เห็นก็แทบจะเป็นผ้าเช็ดพื้นอยู่แล้ว ชุดที่มีทั้งเก่าและขาด แต่เอาเถอะตอนนี้เธอคงทำอะไรไม่ได้อยู่ดี เธอยังงงกับชีวิตอยู่เลย

"เอาอย่างนั้นก็ได้จ้ะ เดี๋ยวแม่เช็ดตัวให้ลูกนะ"

"ครับ"

เด็กน้อยพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง แต่ถึงอย่างนั้นจินเย่ก็รู้ว่าที่เสี่ยวเจ๋อเชื่อฟังเธอ เป็นเพราะว่าเขากลัวจะถูกตีมากกว่า ถึงจะรู้แบบนี้แต่เธอก็ไม่คิดจะเปิดเผย ของแบบนี้มันคงต้องใช้เวลา

เจียงจินเย่จัดการแต่งตัวให้เด็กน้อย เสร็จแล้วก็ไปเช็ดน้ำที่พื้นจนแห้ง วันนี้เธอคงทำอะไรไม่ได้แล้ว ฝนตกหนักแบบนี้คงอยู่ได้แค่ในบ้านเท่านั้น สองแม่ลูกขึ้นไปนั่งห่มผ้าด้วยกันบนเตียง เฉินเจ๋อถูกคุณแม่โอบกอดเอาไว้ก็พลันอุ่นซ่านไปทั้งตัวและใจ ไม่กล้าที่จะขยุกขยิก เขาชอบความรู้สึกที่โดนคุณแม่โอบกอดเหลือเกิน แต่แล้วเสียงท้องร้องของเฉินเจ๋อก็ดังขึ้น เจียงจินเย่ถูกเสียงเล็ก ๆ นั้นปลุกให้หลุดจากภวังค์ เธอหัวเราะออกมาเบา ๆ พลางยกมือขึ้นบีบจมูกเล็ก

"ลูกหิวแล้วใช่ไหมล่ะ นอนรอแม่บนเตียงนะ"

ไม่รอให้ลูกชายปฏิเสธ เธอก็ดันให้เขานอนลงและห่มผ้าให้มิดชิดอากาศข้างนอกหนาวมาก ถ้าไม่ห่มผ้าให้ดีอาจจะไม่สบายเอาได้ ร่างอวบอ้วนก้าวลงจากเตียงไปเดินไปที่ตู้ใบเดียวของบ้าน เธอล้วงเอากุญแจและไขเปิดหีบใบใหญ่ที่อยู่ในตู้ ในนั้นมีทั้งข้าวสาร เกลือ น้ำมัน ไข่ แป้ง และเนื้อแห้งหลายสิบชิ้น หญิงสาวหยิบแป้ง ไข่และเนื้อแห้งจำนวนหนึ่งขึ้นมาอย่างไม่เสียดาย มีอะไรน่าเสียดายกัน ของพวกนี้ไม่ใช่ต้องเอาไว้ทำอาหารให้ลูกเธอได้กินหรอกหรือ เก็บไว้ก็มีแต่จะขึ้นรา

"เสี่ยวเอ๋อนอนรอในห้องนะ แม่จะไปต้มบะหมี่ให้กิน" ดวงตาเด็กน้อยมองอย่างไม่เข้าใจ ทั้งหวาดระแวงระคนสงสัย เหมือนกับว่าทั้งชีวิตที่ผ่านมา เขาไม่เคยเห็นคุณแม่เป็นแบบนี้มาก่อน หรือเพราะคุณแม่ของเขาล้มหัวฟาดฟื้นไปเมื่อวาน แต่จะเป็นอย่างนั้นไปได้อย่างไร แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด เขาก็ดีใจเหลือเกิน

เจียงจินเย่ไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่า หัวสมองน้อย ๆ ของลูกชายกำลังคิดสิ่งใดอยู่ เพราะตอนนี้เธอกำลังพับแขนเสื้อขึ้น นั่งยอง ๆ หน้าเตาถ่าน ก่อไฟขึ้นก่อนเป็นอย่างยากลำบาก ความจริงแล้วเจียงจินเย่ที่อยู่ตรงนี้ ไม่ใช่มารดาที่แท้จริงของเฉินเจ๋อ แต่เป็นเจียงจินเย่อาจารย์สาวสวยของมหาวิทยาลัยเอสศตวรรษที่ 21 ต่างหาก และนี่มันเป็นเรื่องตลกร้ายที่สุดในชีวิตเธอ เจียงจินเย่สาวสมัยใหม่ต้องทะลุมิติมาอยู่ในยุค 70 ยุคที่ประเทศกำลังพัฒนา ยุคที่ล้าหลังจากปัจจุบันเป็นอย่างมากเท่านั้นยังไม่พอ เธอดันทะลุมิมาเป็นตัวร้ายในนิยายเล่มโปรดที่ต้องตายตอนจบอีกด้วย สวรรค์กำลังเล่นตลกอะไรกับเธอกันแน่

#################

มาแล้ว ๆ เปิดมาเสี่ยวเจ๋อก็น่าสงสารเลย งื้อ ๆ นอกจากเสี่ยวเจ๋อจะน่าสงสารในตอนนี้แล้ว เจียงจินเย่ของเราก็น่าสงสารไม่แพ้กัน ทุลุมิติมาอยู่ในร่างของนางร้ายที่ต้องตายด้วย มาเอาใจช่วยเธอกันนะคะ

ปล.นิยายยุค70 เรื่อนี้เป็นเรื่องแรกที่ไรต์ได้เขียนแนวนี้ คือข้อมูลต่าง ๆ ไม่แม่นตามประวัติศาสตร์นะ มีเพียงกลิ่นอายเท่านั้น แต่ไรต็ก็พยายามค้นคว้าให้ได้ใกล้เตียงที่สุด อาจมีผิดพลาดประการใด ก็ต้องขออภัยด้วย ยังไงก็คอมเม้นมาพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้กันได้นะคะ

เหมือนเดิมหากรักกัน ชอบกันก็อย่าลืม กดหัวใจดวงโต ๆ และปาคอมเมนต์มาเป็นกำลังใจกันได้น๊าา ส่งสติกเกอร์สักตัวก็ทำให้ไรต์ใจฟูมากแล้ว

ฝากกดติดตามเอาไว้ด้วยน๊่า จะได้ไม่พลาดตอนใหม่ ๆ

ยกให้ฉันเถอะ

ตอนที่ 3 ยกให้ฉันเถอะ

แสงไฟจากเตาตรงหน้าลุกโชน พร้อมกับน้ำที่เดือดอยู่ในหม้อ เจียงจินเย่หยิบเนื้อตากแห้งที่หั่นเป็นชิ้นลงไปเพื่อเคี่ยวให้เป็นน้ำซุป หลังจากนั้นเธอก็เดินไปนวดแป้งเพื่อทำเส้นบะหมี่ แต่ในหัวกำลังคิดถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ เธอมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไม่น่าเชื่อ สวรรค์คงกำลังเล่นตลกร้ายกับเธอกระมัง ความจริงแล้วเจียงจินเย่เป็นอาจารย์สาวสอนประวัติศาสตร์จีน ในวันที่กำลังพานักศึกษาไปสำรวจสุสานของอดีตฮ่องเต้พระองค์หนึ่ง ในวันนั้นมีนักศึกษาคนหนึ่งถูกเบียดไปที่ถนน เธอรีบยื่นมือเข้าไปช่วย ทว่ากลับถูกแรงเหวี่ยงดึงให้กระเด็นไปกลางถนนเสียเอง เธอเบิกตามองรถยนต์คันหรูที่พุ่งเข้ามา พร้อมกับความสิ้นหวังและหวาดกลัว จนกระทั่งร่างเธอกระแทกกับตัวรถ ภาพทั้งหมดก็ถูกตัดเป็นสีดำพร้อมกับสติของเธอที่หายไป

ราวกับโลกพลิกคว่ำพลิกหงายตื่นขึ้นมาอีกครั้งเธอก็กลายเป็นเจียงจินเย่ ผู้หญิงอ้วนนิสัยแย่ตัวร้ายในนิยายที่เธอเพิ่งลงทุนซื้อของเพื่อนสนิทมาอ่าน ยังอ่านได้ไม่ถึงสามบทเธอก็ต้องมาแทนที่ตัวร้ายเสียแล้ว จำได้ว่าวันที่ได้เห็นเพื่อนเขียนนิยาย เธอยังด่าเพื่อนสาวเลยว่า เอาชื่อเธอมาตั้งให้ตัวร้ายได้อย่างไร ทำไมไม่ตั้งให้นางเอก และหากเพื่อนเธอตั้งให้นางเอก ไม่แน่วันนี้เธออาจจะเป็นนางเอกแทนที่จะเป็นตัวร้ายที่จะต้องตายในบทที่สิบแล้วกระมัง

"เฮ้อ…นี่ฉันตายจากโลกของฉันแล้วจริง ๆ สินะ"

เธอบ่นออกมาพร้อมกับถอนหายใจอย่างสิ้นหวัง ความจริงมันโหดร้ายเกินกว่าจะรับได้ แต่ในเมื่อเข้ามาอยู่ในร่างนี้แล้วและอาจจะต้องอยู่ตลอดไป เช่นนั้นจะทำอย่างไรได้อีก คงต้องยอมรับมันให้ได้ แต่ก่อนอื่นหากเธอไม่อยากตายไปในตอนที่สิบตามเนื้อเรื่องในนิยาย เธอก็จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงทุกอย่างก่อนที่จะสายเกินไป เจียงจินเย่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวร้ายจะตายยังไง นั่นเป็นปัญหาที่เธอต้องแก้ไปทีละขั้นตอน แต่ปัญหาของเธอในตอนนี้คือการรีบทำบะหมี่ให้เด็กน้อยที่น่าสงสาร ที่ต้องกลายมาเป็นลูกชายของเธอต่างหาก จะพูดไปแล้วเจียงจินเย่คนเก่าก็เลวเหลือเกิน ดูจากหีบไม้ใบใหญ่ในห้องนั่น ข้างในเต็มไปด้วยอาหารและเงิน ร่างเก่าเก็บของพวกนั้นเอาไว้เพื่อตนเอง ทั้ง ๆ ที่เธอเป็นแม่คน แต่กลับไม่สงสารลูกเลยสักนิด นั่นทำให้เจียงจินเย่คนนี้โกรธเป็นอย่างมาก หมามันยังรักลูกตัวเอง แต่ผู้หญิงสารเลวคนนั้นกลับไม่รัก

"เอาเถอะ…ในเมื่อฉันต้องมาอยู่ในร่างของเธอแล้ว ต่อไปนี้เสี่ยวเจ๋อก็ยกให้ฉันเถอะ"

.

..

จ๊อก~~~

เสียงท้องของเฉินเจ๋อร้องดังแข่งกับสายฝน เด็กน้อยไม่กล้าคาดหวังกับคำพูดของคุณแม่ เธอบอกจะไปต้มบะหมี่มาให้ แต่นั่นเขาก็รู้ว่าแม่คงทำมากินเอง ส่วนเขาก็คงได้กินแค่ข้าวต้มเปล่าเหมือนทุกครั้ง แต่กระนั้นกลิ่นหอมของน้ำซุปเนื้อก็ช่างหอมเหลือเกิน เด็กน้อยอยากจะลองชิมมันบ้าง แต่กลัวว่าหากขอออกไป แม่จะไม่ใจดีกับเขาเหมือนเมื่อสักครู่อีกแล้ว เขาไม่อยากเสียความอบอุ่นนั่นไป เด็กน้อยนั่งก้มหน้าชั่งใจเลือก ระหว่างของกินกับอ้อมกอดของแม่ เขาเลือกอย่างหลังดีกว่า

"มาแล้วจ้า…บะหมี่ของลูกมาแล้ว" เจียงจินเย่ยกถาดใส่บะหมี่สองถ้วยเอามาวางไว้บนโต๊ะ กลิ่นหอมของบะหมี่กระจายไปทั้งบ้าน เฉินเจ๋อลงจากเตียงมาอย่างไม่รู้ตัว เด็กชายยืนกุมมือพลางเหลือบมองบะหมี่บนโต๊ะ

"นั่งสิลูกหิวแล้วไม่ใช่หรือ"

"ของผมหรือครับ" สายตาเฉินเจ๋อมองบะหมี่ที่เต็มไปด้วยเนื้อด้วยดวงตาเป็นประกาย นอกจากเนื้อแล้วยังมีผักและไข่อีกด้วย ท่าทางทั้งอยากกิน ทั้งไม่กล้าทำให้หัวใจของเจียงจินเย่ปวดหนึบ

"ใช่สิจ๊ะ แม่ทำมันมาให้ลูก รีบกินตอนที่ยังร้อนอยู่จะดีกว่านะ" เจียงจินเย่ลุกขึ้นไปดันลูกชายให้นั่งลง เธอกลับไปนั่งเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม และพยักหน้าให้กับเด็กชาย

เฉินเจ๋อเงยหน้าขึ้นพลางกัดปากตนเอง แต่เมื่อมองไปที่ถ้วยบะหมี่ของคนเป็นแม่ เด็กชายก็ขมวดคิ้วขึ้น ในถ้วยของแม่ไม่มีเนื้อสักชิ้น ไข่สักฟองก็ไม่มี มีเพียงผักและเส้นเท่านั้น เขาวางตะเกียบลง และดันถ้วยไปตรงหน้าคุณแม่ของเขา

"แม่ครับแม่หยิบถ้วยบะหมี่ผิดแล้ว" เด็กคนนี้จะต้องถูกแม่แท้ ๆ รังแกขนาดไหนกัน ถึงได้มีท่าทีเช่นนี้ แม้กระทั่งบะหมี่ในถ้วยก็ยังไม่กล้ากิน และยังคิดว่าเธอหยิบให้ผิดอีก เห็นอย่างนั้นก็อดจะเอ่ยออกไปด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนลงอีกหลายส่วน

"ไม่ผิดจ้ะ…เสี่ยวเจ๋อบะหมี่ถ้วยนี้เป็นของลูกจริง ๆ ลูกกินให้อิ่มนะ ถ้าไม่อิ่มแม่จะไปต้มมาให้อีก ส่วนแม่กินแค่นี้ก็พอแล้ว ลูกก็เห็นว่าเมื่อวานแม่แค่ล้มหัวฟาดเบา ๆ เท่านั้น แต่แม่หลับไปหนึ่งวันเต็ม ๆ นั่นเพราะอะไรลูกรู้หรือไม่" เด็กชายส่ายหน้าไปมา และพยายามตั้งใจฟังอย่างเต็มที่ เจียงจินเย่หลุดหัวเราะออกมากับท่าทางน่าเอ็นดู ให้ตายเถอะ…เธอหลงรักเด็กคนนี้จริง ๆ แล้วนะ

"นั่นเพราะแม่อ้วนจ้ะ คนอ้วนไม่ดีหรอกนะ"

"แต่น้าซูบอกว่าอ้วนถึงจะดี ดูอย่างเสี่ยวลี่น้าซูก็เลี้ยงเธอจนอ้วน แก้มทั้งสองข้างของเธอเหมือนกับลูกซาลาเปาเลยครับ"

"อ่า…นั่นเพราะเสี่ยวลี่ยังเด็กอยู่ไงจ๊ะ เด็กอ้วนดูน่ารัก แต่ผู้ใหญ่อ้วนเหมือนแม่ไม่น่ารักเลยสักนิด นอกจากจะเหนื่อยง่ายแล้ว ยังมีเรื่องของสุขภาพอีก" เจียงจินเย่เห็นใบหน้าเด็กน้อยเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ จึงไม่คิดจะอธิบายอะไรยาก ๆ เกินความจำเป็น

"แม่จะบอกเสี่ยวเจ๋อว่า เพราะแม่อ้วนมาก จึงทำให้แม่ล้มและหมดสติไปนาน ถ้าแม่ผอมกว่านี้ แม่จะไม่ล้มและไม่หมดสติเหมือนเมื่อวาน เพราะอย่างนั้นบะหมี่ถ้วยนี้แม่จึงกินไม่ได้ ยกให้ลูกกินแทน ลูกน่ะผอมเกินไปแล้ว ดูสิว่าแม่จะขุนให้อ้วนเท่าเสี่ยวลี่ได้ไหม" แน่นอนว่าเฉินเจ๋อไม่เข้าใจเลยจริง ๆ ตกลงอ้วนแล้วดีหรือไม่ดีกันแน่ แต่ถ้าแม่อยากให้เขาอ้วนเขาก็จะอ้วน และอีกอย่างถ้าแม่ผอมแล้วแม่จะไม่ล้มเหมือนเมื่อวาน เขาก็อยากให้แม่ผอม

เฉินเจ๋อยิ้มกว้างออกมา พยักหน้ารับคำและลงมือกินบะหมี่อย่างสบายใจ เจียงจินเย่อดยกมือขึ้นขยี้หัวลูกชายไม่ได้ ครั้นเห็นว่าเด็กน้อยมีอาการชะงัก เธอก็ดึงมือกลับ และบอกให้เขากินต่อ หญิงสาวถอนหายใจออกมา ต้องค่อยเป็นค่อยไปสินะ

"จริงสิ…เสี่ยวเจ๋อพ่อเธอไปไหนเหรอ"

########

เอ็นดูเสี่ยวเจ๋อบะหมี่ก็ไม่กล้ากิน ฮื้อยัยร่างเก่าเธอจะต้องชัวขนาไหนนะ

มาแล้วคร้าาา พาเสี่ยวเจ๋อมารายงานตัวแล้วว ไรต์จะบอกว่าขอบคุณจริง ๆ สำหรับกำลังใจ ทั้งหัวใจทั้งคอมเม้นมท์ทำให้ไรต์ใจฟูมาก ๆ ขอบคุณนะคะ

เหมือนเดิมมม…รักกันชอบกันอย่าลืมส่งหัวใจดวโต ๆ หรือสติ๊กเกอร์คอมเม้นสักตัวนะคะ แค่นี้ไรต์ก็มีกำลังใจแล้ว

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...