โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ส่องนโยบายสู้ภัยพิบัติ ว่าที่ผู้ว่าฯ กทม. 2569 ตอบโจทย์คนกรุงแค่ไหน

Thai PBS

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Thai PBS

ฤดูฝนที่มาพร้อมน้ำท่วมรอการระบาย วิกฤตฝุ่น PM 2.5 ที่วนมาทุกปี ไปจนถึงภัยพิบัติที่คาดไม่ถึงอย่างแผ่นดินไหวและตึกถล่ม คือ บททดสอบ ของตำแหน่งพ่อเมือง การเลือกตั้ง กทม. ปี 2569 นี้ สำรวจผู้สมัครแต่ละคนงัดกลยุทธ์และเทคโนโลยีอะไรมาจัดการภัยพิบัติเพื่อคนกรุงเทพฯ บ้าง

ภัยพิบัติในพื้นที่กรุงเทพฯ เป็นอีกปัญหาที่คนกรุงต้องเผชิญไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ำท่วม มลพิษทางอากาศ ไปจนถึงแผ่นดินไหว ตึกถล่ม ในช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียง ชวนเปรียบเทียบนโยบายหาเสียงของผู้สมัครแต่ละคน ว่าใครมีนโยบายอะไรกันบ้างและตอบโจทย์คนกรุงมากน้อยแค่ไหน

ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้สมัครอิสระ หมายเลข 1

มาในคอนเซปต์ ผู้ว่าฯต้องเป็นแม่ทัพ ไม่ใช่แม่บ้านพร้อมยุทธศาสตร์ SAVE BKK – BKK SAFE

  • นโยบายด้านน้ำท่วม พลิกโฉมเมืองด้วยนโยบาย“เมืองฟองน้ำ” เพิ่มพื้นที่สีเขียวและพื้นที่กักเก็บน้ำใต้ดินเพื่อชะลอน้ำ
  • นโยบายด้านอัคคีภัย/แผ่นดินไหว ยกระดับการกู้ภัยด้วยการใช้โดรนดับเพลิงบนตึกสูง จัดตั้งทีมกู้ภัยทางอากาศ และมีนโยบายปรับปรุงโครงสร้างอาคารเก่าทั่วเมืองให้สามารถรับมือแผ่นดินไหวได้จริง

ประทีป วัชรโชคเกษม ผู้สมัครอิสระหมายเลข 4

  • สร้างแนวป้องกันภัยพิบัติน้ำทะเลหนุนและน้ำท่วมระยะยาวตามโมเดลประเทศเนเธอร์แลนด์ พร้อม เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำลงทะเล
  • แก้วิกฤดฝุ่น PM 2.5 โดยติดตั้งเครื่องฟอกอากาศทั้งขนาดใหญ่และเล็กรอบกรุงฯ ร่วมกับการพ่น ละอองน้ำตามแนวรถไฟฟ้าและตรวจจับรถควันดำ

อนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5
ประกาศตัวพร้อมเป็นเจ้าภาพโดยย้ำว่า กทม. ยุคใหม่ต้องไม่มีคำว่านอกเหนืออำนาจ เน้นแก้ปัญหาที่โครงสร้าง

  • นโยบายด้านน้ำท่วม ชูการจัดการน้ำอัจฉริยะ คล้ายระบบจัดการจราจร เดินหน้าขยายเครือข่าย “อุโมงค์ยักษ์” ผันน้ำลงอ่าวไทย และเร่งปรับแก้ระดับความลาดเอียงของท่อระบายน้ำตามจุดเสี่ยงไม่ให้เกิดปัญหาท่อตัน
  • นโยบายด้านฝุ่น PM 2.5 มาตรการขั้นเด็ดขาด สั่งระงับใบอนุญาตไซต์ก่อสร้างที่สร้างมลพิษทันที บังคับรถบรรทุกคลุมผ้าใบมิดชิด พร้อมส่ง SMS แจ้งเตือนฝุ่นตรงเข้ามือถือโดยไม่ต้องโหลดแอปฯ

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครอิสระ หมายเลข 9

สานต่องานจากวาระแรก โดยเน้นการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานเชิงระบบจากการถอดบทเรียนจุดเสี่ยงในช่วงปีที่ผ่านมา

  • นโยบายด้านการจัดการน้ำท่วม (ถนนหลักแห้งใน 60 นาที)

  • แก้จุดเสี่ยง-ลอกท่อ เดินหน้าแก้จุดเสี่ยงน้ำท่วม 737 จุดทั่วกรุง ล้างท่อระบายน้ำขั้นต่ำ 3,000 กม./ปี และดันโปรเจกต์ท่อลอด (Pipe Jacking)

    • ใช้ AI พยากรณ์ฝน ใช้ AI และเรดาร์ X-Band พยากรณ์ฝนแม่นยำล่วงหน้า 3 ชม. และทำแบบจำลองจำลองน้ำท่วม (Flood Scenario) เพื่อเตรียมรับมือ
    • ป้องกันน้ำล้นตลิ่ง: อุดรอยรั่วริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่เหลืออีก 38 จุดให้จบ และเตรียมศึกษาการสร้างประตูน้ำปากแม่น้ำเพื่อสู้กับปัญหาน้ำทะเลหนุน
    • เพิ่มพลังระบายน้ำ สร้างทำนบกักน้ำฝั่งตะวันออก ดันอุโมงค์ระบายน้ำประเวศ และสร้างเขื่อน/ดาดท้องคลองสายหลักเพื่อเร่งระบายน้ำ
  • นโยบายด้านอากาศสะอาด และฝุ่น PM 2.5 (ดับฝุ่นที่ต้นตอ)

  • ตั้งทีม “นักล่าฝุ่น” มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการเอาผิด ควบคุมไซต์ก่อสร้าง โรงงาน และจับคนเผา

    • Super Station สถานีตรวจวัดขั้นสูงที่วิเคราะห์ “องค์ประกอบฝุ่น” ได้แบบเรียลไทม์ ทำให้แก้ปัญหาได้ตรงจุด
    • คนก่อมลพิษต้องจ่าย (Polluter Pays): ผลักดัน พ.ร.บ. อากาศสะอาด เก็บค่าธรรมเนียมรถบรรทุก และตั้งเขต Low Emission Zone ในวงแหวนรัชดาฯ (รถยนต์ทั่วไปที่ปล่อยควันต้องเสียเงิน, EV เข้าฟรี)คุมเข้มโรงงาน บังคับติดตั้งเซนเซอร์วัดมลพิษที่ปลายปล่อง (CEMS) และเก็บเงินตามปริมาณมลพิษที่ปล่อยจริง
  • นโยบายด้านสาธารณภัยและความปลอดภัย (รับมือไว แจ้งเตือนฉับพลัน)

  • อัคคีภัย ขยายสถานีดับเพลิงไปพื้นที่รอบนอก แจกถังดับเพลิง 1 ถัง/5 ครัวเรือน และบังคับอาคารสาธารณะ/อาคารใหญ่ต้องซ้อมหนีไฟร่วมกับ กทม.

    • แผ่นดินไหว ติดเซนเซอร์วัดแรงสั่นสะเทือนตามโรงพยาบาล/ตึกเปราะบาง และเชื่อมระบบสั่ง BTS/MRT ให้หยุดเดินรถทันทีหากมีอันตราย
    • ปลดล็อกอาคารเก่า ผ่อนปรนกฎหมายให้ตึกเก่าสามารถต่อเติมระบบความปลอดภัย (เช่น ติดตั้งสายดิน) ได้ง่ายขึ้น และเพิ่มป้ายหนีไฟที่พื้นระดับสายตา
  • นโยบายด้านอากาศร้อน (ลดอุณหภูมิเมือง เพิ่มทางลมพัด)

  • หลังคาลดร้อน บังคับอาคารสร้างใหม่/อาคารใหญ่ ต้องทำหลังคา 1 ใน 3 แบบ คือ หลังคาเขียว ปลูกต้นไม้, หลังคาขาว ทาสีสะท้อนความร้อน, หรือหลังคาโซลาร์เซลล์

    • เปิดทางลม รื้อป้ายโฆษณา รั้วทึบ หรือต้นไม้ที่ขวางทางลมพัดระดับพื้นดิน นำร่องย่านเกาะรัตนโกสินทร์
    • ห้องหลบร้อน ขยายจุดพักแอร์เย็นๆ ให้คนทำงานกลางแจ้งครบ 500 แห่งทั่ว กทม.
    • แพ็กเกจสู้ร้อน สนับสนุนอุปกรณ์ลดความร้อนให้ชุมชน เช่น จุดเติมน้ำ พัดลมไอน้ำ และเครื่องวัดอุณหภูมิ

ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครจากพรรคประชาชน หมายเลข 10
ชูแคมเปญ กรุงเทพง่าย ๆ เพื่อชีวิตที่ง่ายขึ้นสำหรับทุกคนโดยประกาศตัวเป็นเจ้าภาพในการแก้ปัญหาทุกมิติ

  • นโยบายด้านน้ำท่วม

  • การจัดการน้ำต้องทำควบคู่กันทั้ง “โครงสร้างพื้นฐาน” และ “เทคโนโลยี” การเตรียมรับมือปรากฏการณ์ฝนตกหนักเฉพาะจุด (Rain Bomb) ด้วยการตั้งงบประมาณเพิ่ม 300-400 ล้านบาท เพื่อลอกท่อให้ได้ 100% ทุกปี จากเดิมที่มักทำได้แค่ครึ่งเดียว และใช้เทคโนโลยี Flood Simulation ร่วมกับเซ็นเซอร์ในคลองเพื่อบริหารจัดการน้ำ

    • ใช้ AI และเทคโนโลยีพยากรณ์น้ำ ด้วยนำระบบจำลองสถานการณ์น้ำท่วม (Flood Simulation) มาใช้ร่วมกับการฝังเซ็นเซอร์วัดระดับและคุณภาพน้ำในคลอง เพื่อประเมินล่วงหน้าว่าน้ำจะท่วมจุดไหนและเมื่อไหร่ ทำให้ กทม. สามารถ “พร่องน้ำ” ออกจากคลองเพื่อรอรับฝนได้ทันท่วงที
  • นโยบายด้านฝุ่น PM 2.5

  • นโยบาย คูปองไม่เผา สนับสนุนเงินอุดหนุน 600 บาท/ไร่ ให้กับเกษตรกรในพื้นที่รอบนอก กทม. เพื่อนำไปจ้างเครื่องจักรจัดการซากผลผลิตทางการเกษตรแทนการเผา

    • กำหนดเขตมลพิษต่ำ (Low Emission Zone) จับมือกับจังหวัดปริมณฑลเพื่อกำหนดเขตควบคุมรถบรรทุกร่วมกัน รถบรรทุกที่จะวิ่งเข้ามาต้องผ่านมาตรฐานและไม่มีควันดำเท่านั้น
    • ดัน พ.ร.บ. อากาศสะอาด เพื่อมอบอำนาจให้ กทม. สามารถจัดการและเอาผิดผู้ที่ก่อมลพิษได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย
  • นโยบายด้านแผ่นดินไหว/ ตึกถล่ม และระบบเตือนภัยฉุกเฉิน สำหรับภัยพิบัติที่นานๆ เกิดทีแต่รุนแรง ต้องเน้นการป้องกันและการสื่อสารที่ฉับไวใช้ระบบเตือนภัยแบบเจาะจงไม่รอให้ประชาชนเปิดแอปฯ หรือฟังวิทยุ แต่ใช้ระบบส่งข้อความแจ้งเตือนภัยพิบัติฉุกเฉินยิงตรงเข้ามือถือทุกคนในพื้นที่เสี่ยงทันที

  • ฝังเซ็นเซอร์ในตึกสูง กำหนดเป็นเงื่อนไขในการขอใบอนุญาตก่อสร้าง ตึกสูงต้องฝังเซ็นเซอร์วัดแรงสั่นสะเทือน โดยดึงข้อมูลมารวมที่ศูนย์ความปลอดภัย (Safety Board Room) ของ กทม.

    • ทำแผนที่เสี่ยงภัย (Hazard Map) & ซ้อมจริง จัดทำแผนที่จุดเสี่ยงและแผนอพยพ พร้อมบังคับให้มีการซักซ้อมแผนรับมือเป็นประจำทุกปี
    • แจ้งเตือนผ่านมือถือ (Cell Broadcast) เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน กทม. จะยิงข้อความแจ้งเตือนภัยตรงเข้ามือถือประชาชนในพื้นที่ทันที เพื่อลดความตื่นตระหนกและบอกวิธีปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง

พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้สมัครจากพรรคเศรษฐกิจ หมายเลข 12

ชูสไตล์การบริหารแบบ “เด็ดขาดสไตล์นักเลงกฎหมาย” เน้นการป้องกันเชิงรุก

  • น้ำท่วม/ขยะ ป้องกันภัยก่อนเกิดเหตุด้วยการลอกท่อเชิงรุก ปราบปรามมาเฟียขยะ เลิกเก็บค่าขยะซ้ำซ้อน และจัดการระบบขยะอย่างเด็ดขาดเพื่อไม่ให้มีสิ่งปฏิกูลไปอุดตันทางระบายน้ำช่วงหน้าฝน พร้อมนำเทคโนโลยีมาช่วยเร่งการระบายน้ำ

มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครอิสระ หมายเลข 14

มุ่งเน้นการเป็น ผู้นำมหานครแห่งอนาคตโดยดึงเทคโนโลยีมาเป็นแกนหลักในการแก้ปัญหาเกือบ 100%

  • นโยบายด้านเทคโนโลยีสู้ภัย จัดการน้ำท่วมด้วย Smart Flooding Management ใช้ AI และ IoT วิเคราะห์สภาพอากาศ คาดการณ์ทิศทางฝนและกลุ่มเมฆเพื่อพร่องน้ำล่วงหน้าบูรณาการข้อมูลผ่าน AI Promptเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน จะใช้ระบบ AI สั่งการเชื่อมโยงหน่วยงานต่างๆ แบบอัตโนมัติ เพื่อกระจายข้อมูลและรับมือทันที
  • นโยบายด้านฝุ่นและการเตือนภัย ใช้โดรนตรวจวัดคุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์ และบูรณาการเทคโนโลยี AI Prompt สร้างระบบสั่งการและแจ้งเตือนภัยพิบัติฉุกเฉินให้ประชาชนเตรียมตัวได้ทันทีใช้เทคโนโลยี โดรน (Drone) บินสำรวจทั้งเรื่องคุณภาพอากาศ (PM 2.5) เพิ่มพื้นที่สีเขียวและตรวจสอบจุดอับ จุดมืด หรือจุดเสี่ยงอาชญากรรมทั่วเมือง ทดแทนข้อจำกัดของกำลังคน

โจทย์ท้าทาย คือการแก้ปัญหาด้านทรัพยากรน้ำแบบบูรณาการ

รศ.สุจริต คุณธนกุลวงศ์ ประธานแผนงานการบริหารจัดการน้ำ ภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า ปัจจุบันกรุงเทพมหานครเผชิญปัญหาน้ำ 3 ด้านหลัก ได้แก่ ปัญหาน้ำท่วม น้ำเสีย และความเสี่ยงน้ำประปาเค็มในช่วงฤดูแล้ง ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบเศรษฐกิจและสุขภาพของประชาชน การกำหนดนโยบายของผู้ว่าฯ กทม. จึงต้องมองการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างร่วมกัน เช่น การหมุนเวียนน้ำเสียมาใช้ประโยชน์ และการเพิ่มพื้นที่หน่วงน้ำ

“ปัจจุบันน้ำในเมืองมีปัญหาทั้ง 3 เรื่อง คือ น้ำท่วม น้ำเสีย และน้ำประปาซึ่งมีโอกาสที่จะเค็มในช่วงหน้าแล้ง… ถ้าผู้ว่าฯ ต้องมาแก้ปัญหานี้ทำไมไม่เอาน้ำเสียกลับมารดต้นไม้โดยใช้ประโยชน์ในช่วงหน้าแล้ง… น้ำท่วมก็เช่นกัน ต้องเก็บในที่ที่มีพื้นที่สีเขียว และอย่างน้อยที่สุดถนนต้องไม่ท่วม”

นอกจากวิสัยทัศน์ในการแก้ปัญหาเชิงพื้นที่แล้ว ข้อจำกัดสำคัญของการบริหารจัดการกรุงเทพมหานครคือ โครงสร้างอำนาจหน้าที่หลายส่วนยังคงผูกพันและทับซ้อนกับหน่วยงานส่วนกลาง ทั้งกรมทางหลวง หรือกรมชลประทาน

ดังนั้น คุณสมบัติและวิสัยทัศน์ที่นักวิชาการคาดหวังจากผู้นำคนใหม่ นอกเหนือจากการมีนโยบายที่ดี คือความสามารถในการประสานความร่วมมือข้ามหน่วยงาน เพื่อดึงศักยภาพและงบประมาณจากทุกภาคส่วนมาแก้ปัญหาเมืองได้อย่างเป็นรูปธรรม

“การทำงานทุกอย่างในกรุงเทพฯ เกี่ยวโยงกับกระทรวงต่างๆ เยอะผู้ว่าฯ จึงต้องมีแนวคิดที่ดีมาก และในภาคปฏิบัติจะต้องไปเชื่อมโยงกับหน่วยงานที่ทำหน้าที่อยู่ให้สามารถทำงานไปด้วยกันได้ ต้องมีฝีมือในการเชื่อมโยงมากๆ นอกจากงบประมาณของ กทม. เองแล้ว ยังต้องอาศัยฟังก์ชันของหน่วยงานอื่นมาช่วยทำงานเพื่อแก้ปัญหาให้คนกรุงเทพฯ”

เสนอวิสัยทัศน์ผู้ว่าฯ กทม. ชูเครื่องมือทางการเงิน-ประสานความร่วมมือข้ามพื้นที่ แก้ PM 2.5 เชิงโครงสร้าง

รศ.วิษณุ อรรถวานิช นักเศรษฐศาสตร์และนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเกษตร และความมั่นคงทางอาหาร นำเสนอข้อเสนอแนะต่อแนวทางการทำงานของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนใหม่ในการแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 โดยระบุว่า การจัดการปัญหาต้องประเมินถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจควบคู่กับมิติทางสุขภาพ และมุ่งเน้นการแก้ไขในเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะการก้าวข้ามข้อจำกัดเรื่องอำนาจการจัดการของ กทม. รศ. ดร.วิษณุ เน้นย้ำว่า มาตรการสั่งห้ามเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ แต่ กทม. จำเป็นต้องมีกลไกทางการเงินเข้ามาสนับสนุนเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้ก่อมลพิษเกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

“เรื่องเงิน เรื่องทรัพยากร จะแก้ปัญหาได้เนี่ย กลไกทางการเงินเรามีหรือเปล่านะครับ บางทีแล้วเนี่ยผู้ก่อมลพิษเขาก็ไม่อยากจะก่อหรอกนะฮะ ถ้าเกิดเขามีตัวช่วยนะครับ ถ้าเกิดเราบอกแค่ว่า เฮ้ย ห้ามปล่อยนะฮะ มันอาจจะแค่นี้ไม่ได้นะครับ แต่ถ้าเกิดมีเงินช่วยเหลือเพื่อเปลี่ยนผ่านนะครับ แล้วก็ช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องนะครับ อย่างนี้ผมคิดว่าการเปลี่ยนผ่านจะเกิดขึ้นจริง การแก้ปัญหาจะยั่งยืนมากยิ่งขึ้น”

รศ. วิษณุ เสนอว่า สำหรับการจัดการแหล่งกำเนิดฝุ่นภายในพื้นที่กรุงเทพมหานคร กทม. ต้องมีมาตรการจัดการกับปริมาณรถบรรทุกเก่าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนเพื่อลดปริมาณการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล ขณะเดียวกัน ปัญหาฝุ่นจากการเผาในภาคการเกษตรซึ่งอยู่นอกเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ถือเป็นปัจจัยที่เกินอำนาจการควบคุมโดยตรง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครจึงควรมีบทบาทในการเป็นศูนย์กลางประสานความร่วมมือเพื่อจัดการทรัพยากรทดแทนการเผา

“การเผาบางส่วนอยู่ที่ กทม. แต่บางทีการเผาเนี่ยมันนอก กทม. ไปนะครับ อาจจะเกินอำนาจ กทม. แต่ กทม. ประสานสิบทิศ… ปัญหาที่เป็นภาคเกษตรการเผาเกิดขึ้นเพราะเครื่องจักรเครื่องมืออุปกรณ์ตอนนี้ไม่พอ ตรงนี้ถ้าเกิด กทม. สามารถประสานสิบทิศนะ เช่น เครื่องจักรนะฮะ จากจังหวัดเอ จะขยับมาที่จังหวัดบีได้ไหม… ตรงส่วนเนี้ยผมคิดว่าจะทำให้การเผาเนี่ยสามารถที่จะลดลงได้”

ข้อเสนอแนะจากนักวิชาการสะท้อนให้เห็นว่า วิสัยทัศน์ในการจัดการฝุ่น PM 2.5 ของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เข้ากับเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ ทั้งการจัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของภาคประชาชนและเอกชน รวมไปถึงการเจรจาประสานงานกับพื้นที่ใกล้เคียงเพื่อบริหารจัดการเครื่องจักรกลทางการเกษตร ซึ่งเป็นแนวทางในการลดจุดกำเนิดมลพิษอย่างเป็นระบบและยั่งยืน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก Thai PBS

EP.5 “คลองสาน” สะพานเชื่อมชีวิตคนกับเมือง

17 นาทีที่แล้ว

Bangkok Open Mic ส่งเสียงถึงกรุงเทพฯในฝัน

29 นาทีที่แล้ว

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ทั่วไป อื่น ๆ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...