โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

โดนใบแดงแรกของโลกจากกฎใหม่ “ห้ามปิดปากพูด”

INN News

อัพเดต 20 มิถุนายน 2569 เวลา 23.59 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • INN News

จับตากฎใหม่แผลงฤทธิ์ “อัลมิรอน” จารึกประวัติศาสตร์โลก โดนใบแดงไล่ออกจากสนาม เหตุปิดปากเผชิญหน้าคู่แข่งคนแรกของโลก

ศึกฟุตบอลโลก 2026 รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม D นัดที่ 2 เมื่อวันที่ 20 มิถุนายนที่ผ่านมา กลายเป็นอีกหนึ่งเกมที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง หลังเกิดเหตุการณ์สำคัญทั้งในและนอกสนาม เมื่อทีมชาติปารากวัยเฉือนเอาชนะทีมชาติตุรกี 1-0 ที่สนามลีวายส์ สเตเดี้ยม เมืองซานตาคลารา ประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ประเด็นใหญ่กลับไม่ใช่ผลการแข่งขัน หากเป็นการบังคับใช้กฎใหม่ของฟีฟ่า ที่ทำให้เกิดใบแดงประวัติศาสตร์ในเกมนี้

เกมเริ่มต้นได้อย่างรวดเร็ว โดยปารากวัยสร้างความได้เปรียบทันทีตั้งแต่นาทีที่ 2 จากจังหวะที่ มาติอาส กาลาร์ซา หลุดเข้าไปยิงประตูให้ทีมออกนำ 1-0 อย่างรวดเร็ว ก่อนที่รูปเกมจะเป็นไปอย่างสูสี ตุรกีพยายามเปิดเกมรุกเข้าใส่เพื่อหวังทวงประตูคืน แต่แนวรับของปารากวัยยังคงช่วยกันได้อย่างแข็งแกร่ง ทำให้จบครึ่งแรกด้วยสกอร์นำของทีมจากอเมริกาใต้

อย่างไรก็ตาม จุดเปลี่ยนสำคัญของเกมเกิดขึ้นในช่วงทดเวลาบาดเจ็บครึ่งแรก เมื่อ มิเกล อัลมิรอน กองกลางตัวเก่งของปารากวัย มีจังหวะปะทะคารมกับ เมิร์ต มุลดูร์ กองหลังทีมชาติตุรกี ระหว่างเกมหยุดชะงัก โดยภาพจากการถ่ายทอดสดจับได้ว่า อัลมิรอน ใช้มือปิดปากขณะพูดโต้ตอบกับคู่กรณี ก่อนที่ผู้ตัดสิน อิวาน บาร์ตัน จะถูกเรียกให้ตรวจสอบภาพจาก VAR

หลังพิจารณาจากภาพช้า ผู้ตัดสินตัดสินใจชูใบแดงโดยตรงในนาที 45+3 ไล่อัลมิรอนออกจากสนามทันที ทำให้ปารากวัยต้องเล่นด้วยผู้เล่นเพียง 10 คนตลอดช่วงเวลาที่เหลือของเกม สร้างความตกตะลึงให้กับทั้งนักเตะและแฟนบอลในสนาม เนื่องจากเป็นจังหวะที่ไม่เคยเห็นการลงโทษในลักษณะนี้มาก่อนในเวทีระดับฟุตบอลโลก

สาเหตุของใบแดงดังกล่าวมาจากการบังคับใช้กฎใหม่ของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ร่วมกับคณะกรรมการสมาคมฟุตบอลนานาชาติ (IFAB) ซึ่งเริ่มใช้เป็นครั้งแรกในศึกฟุตบอลโลก 2026 โดยระบุว่า หากผู้เล่นใช้มือ เสื้อ หรืออุปกรณ์ใด ๆ ปิดบังปากในระหว่างการเผชิญหน้า โต้เถียง หรือมีปฏิสัมพันธ์ที่มีลักษณะกดดันหรือก้าวร้าวกับคู่แข่ง ผู้ตัดสินสามารถพิจารณาแจกใบแดงโดยตรงได้ทันที

กฎดังกล่าวถูกขนานนามในวงการฟุตบอลว่า “กฎเปรสเตียนนี” (Prestianni's Law) หลังเกิดเหตุอื้อฉาวในศึกยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่ง จานลูก้า เปรสเตียนนี อดีตนักเตะเบนฟิกา ถูกกล่าวหาว่าใช้ถ้อยคำในเชิงเหยียดใส่ วินิซิอุส จูเนียร์ ดาวเตะทีมชาติบราซิลของเรอัล มาดริด พร้อมใช้เสื้อปิดปากเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบจากการอ่านปากของผู้ตัดสิน ก่อนที่เหตุการณ์ดังกล่าวจะนำไปสู่บทลงโทษแบน 6 นัด และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการผลักดันกฎใหม่ในเวลาต่อมา

ฟีฟ่าระบุว่า การออกกฎนี้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มความโปร่งใสในสนามแข่งขัน และลดโอกาสการใช้ถ้อยคำที่เข้าข่ายเหยียดเชื้อชาติ เหยียดเพศ หรือพฤติกรรมไม่เหมาะสมที่อาจไม่สามารถตรวจสอบได้จากกล้องถ่ายทอดสดหรือเจ้าหน้าที่ในสนาม อย่างไรก็ตาม หลังเริ่มบังคับใช้จริงในทัวร์นาเมนต์ หลายฝ่ายยังคงตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของบทลงโทษที่รุนแรงถึงขั้นใบแดงโดยตรง

เสียงวิพากษ์วิจารณ์ส่วนหนึ่งมองว่า การปิดปากระหว่างพูดคุยเป็นพฤติกรรมที่นักฟุตบอลใช้กันเป็นปกติ ทั้งเพื่อป้องกันการอ่านปากหรือสื่อสารท่ามกลางเสียงเชียร์ในสนาม ทำให้เกิดข้อกังวลว่าการตีความกฎอาจนำไปสู่ความคลาดเคลื่อน และอาจส่งผลต่อรูปเกมในสถานการณ์สำคัญได้

แม้จะมีข้อถกเถียงตามมา แต่เหตุการณ์ในเกมระหว่างปารากวัยกับตุรกีก็ได้ถูกจารึกลงในหน้าประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลกเป็นที่เรียบร้อย เมื่อ มิเกล อัลมิรอน กลายเป็นนักเตะคนแรกของโลกที่ถูกไล่ออกจากสนามจากการละเมิดกฎห้ามปิดปากขณะเผชิญหน้าคู่แข่ง ภายใต้กติกาใหม่ที่ถูกนำมาใช้ครั้งแรกในฟุตบอลโลก 2026 ซึ่งกำลังเปลี่ยนโฉมหน้าของเกมลูกหนังระดับโลกอย่างชัดเจน

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

LINE Official Account : @innnews

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...