รำลึก "เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ" เมื่อครั้งเป็นนักศึกษากฎหมาย จาก พระสหายร่วมรุ่น
ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ.2540 นักศึกษาใหม่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คงไม่คาดคิดว่าพวกเขาจะได้เป็น "พระสหายร่วมรุ่น" ของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ซึ่งพระอิสริยยศในขณะนั้น คือพระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา หรือ (พระ) องค์ภา
เมื่อทราบว่าพระองค์ทรงสอบเข้าศึกษาและทรงเลือกเรียนระดับปริญญาตรีที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักศึกษาหลายคนรู้สึกตื่นเต้นไม่น้อยที่จะได้ศึกษาในชั้นเรียนเดียวกันกับพระองค์ท่านตลอดหลายปีข้างหน้าจากนี้
ในบรรดาพระสหายร่วมรุ่น 40 มี ผศ.ทวีศักดิ์ เอื้ออมรวนิช ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายนิติการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ รศ.ดร.สุปรียา แก้วละเอียด คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รวมอยู่ด้วย
แม้จะไม่ได้เป็นพระสหายสนิทหรืออยู่ในโต๊ะกลุ่มเดียวกับพระองค์ แต่อาจารย์ทั้งสองมีโอกาสได้พบปะและศึกษาเล่าเรียนร่วมกับพระองค์ในฐานะพระสหายร่วมรุ่น จึงได้เห็นพระจริยวัตรและพระอุปนิสัยของพระองค์ในหลายโอกาส ซึ่งยังคงเป็นความทรงจำที่น่าประทับใจมาจนถึงปัจจุบัน
ประทับใจตั้งแต่แรกพบ
เมื่อวันที่ 11 พ.ค.2540 เป็นครั้งแรกที่นักศึกษาชั้นที่ปี 1 รุ่น 40 จะต้องมารวมตัวกันเพื่อทำกิจกรรมรับนักศึกษาแรกเข้า และเป็นวันแรกที่ ผศ.ทวีศักดิ์ และ รศ. ดร.สุปรียา ได้พบพระองค์ภาฯ ซึ่งวันนั้นยังทำให้ทั้ง 2 คนรู้สึกประทับใจ เพราะสิ่งที่เคยจินตนาการไว้ว่าทุกคนน่าจะเกร็งและทำตัวไม่ถูกได้สลายไปทั้งหมด เหลือเพียงภาพนักศึกษาหญิงคนหนึ่งที่ร่วมทำกิจกรรมกับทุกคนอย่างสนุกสนาน
"ผมจำได้เลยว่าตอนเจอพระองค์ครั้งแรกเป็นวันที่ 11 พ.ค.2540 ซึ่งเป็นวันแรกพบสำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ทุกคนต้องมาที่ท่าพระจันทร์เพื่อทำกิจกรรม ท่านใส่เสื้อสีม่วง โดยวันนั้นรุ่นพี่ก็สั่งให้นักศึกษาแรกเข้าทำกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อละลายพฤติกรรม และตอนนั้นก็ตกใจที่พระองค์ท่านทรงกิจกรรมเหล่านั้น โดยไม่มีปฏิเสธ บ่ายเบี่ยง หรือถือพระองค์ เรียกได้ว่าทำให้เราเองที่เป็นสามัญชนคนธรรมดาไม่ได้รู้สึกแตกต่าง หรือห่างไกลจากท่านเลย" ผศ.ทวีศักดิ์ ย้อนความทรงจำ
กิจกรรมที่ว่านี้ไม่ใช่แค่การจับกลุ่มพูดคุย รศ.ดร.สุปรียา เล่าว่า มีทั้งร้องเพลง เล่นเกม และเต้น รวมถึงตอนร่วมกิจกรรมก็มีการให้นั่งที่พื้น ซึ่งพระองค์ภาทรงร่วมกิจกรรมทุกอย่างเหมือนนักศึกษาทั่วไป ทำให้ทุกคนในตอนนั้นรู้สึกถึงความเป็นกันเอง และความไม่ถือพระองค์ เหมือนได้รับมิตรไมตรีจากพระองค์ท่านไม่มากก็น้อย ถือเป็นความประทับใจตั้งแต่แรกพบ
ความเป็นกันเองของพระองค์เป็นสิ่งที่พระสหายร่วมรุ่นหลายคนสัมผัสได้ตลอดช่วงเวลาที่ศึกษาอยู่ร่วมกัน ไม่เฉพาะในวันแรกที่ทรงเข้ามาเป็นนักศึกษาใหม่ แต่ยังต่อเนื่องไปตลอดระยะเวลาที่เรียนในมหาวิทยาลัย
ในห้องเรียน พระองค์ทรงนั่งเรียนร่วมกับเพื่อน ๆ ตามปกติ ไม่มีการจัดที่นั่งเป็นพิเศษ สิ่งที่เกิดขึ้นในคาบแรกของแต่ละวิชา คืออาจารย์ผู้สอนจะขอพระราชานุญาตใช้ภาษาสามัญในการเรียนการสอน แต่พระองค์ทรงทำให้เรื่องดังกล่าวเป็นเพียงการแจ้งให้ทรงทราบเท่านั้น โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ทรงเอ่ยอนุญาตก่อนจึงจะดำเนินการสอนโดยใช้ภาษาสามัญได้
"ชั่วโมงแรกของการเรียน อาจารย์จะขออนุญาตใช้ภาษาสามัญในการสอน ซึ่งนักศึกษาหลายคนที่เรียนร่วมด้วยก็จะหันไปมองพระองค์ท่านว่าจะทรงตอบว่าอย่างไร แต่พระองค์ก็ไม่ได้ทำเหมือนว่าจะต้องอนุญาตหรืออะไร คือทำเหมือนปกติเลย ประมาณว่าไม่ได้สนใจว่าจะใช้ราชาศัพท์หรือไม่ใช้ จึงทำให้อาจารย์น่าจะรู้สึกผ่อนคลายไปด้วย" ผศ.ทวีศักดิ์ เล่า
เมื่ออยู่ในห้องเรียน พระองค์ทรงเหมือนกับนักศึกษาทั่วไปในช่วงวัยนั้น ที่มีทั้งวันที่ตั้งใจเรียน คุยกับเพื่อน แอบเล่นเกมงูในโทรศัพท์ หรือแอบงีบหลับ สิ่งเหล่านี้ทำให้เราเห็นว่าท่านไม่ได้ทำให้คนอื่น ๆ รู้สึกว่าท่านเป็นเจ้าหญิงที่ทุกคนเข้าถึงไม่ได้ หรือต้องดูดีในสายตาทุกคนตลอดเวลา แต่มีแง่มุมที่เหมือนคนทั่วไปที่เป็นธรรมชาติ จับต้องและเข้าถึงได้
ขณะที่กิจวัตรอื่น ๆ นอกเวลาเรียนก็ไม่แตกต่างกัน รศ.ดร.สุปรียา เล่าว่า โดยเฉพาะช่วงปี 2-4 ที่มาเรียนที่ มธ. ท่าพระจันทร์ ซึ่งพบเห็นพระองค์ท่านค่อนข้างบ่อย เพราะขนาดมหาวิทยาลัยไม่ได้กว้างใหญ่นัก รวมไปถึงเวลารับประทานอาหารบางครั้งก็พบพระองค์ที่โรงอาหารของมหาวิทยาลัย หรือร้านแถวท่าพระจันทร์ พูดง่าย ๆ คือเดินสวนกันเป็นปกติ ไม่ได้มีการต้องกั้นทางเดินพิเศษ ผู้ติดตามก็อยู่ห่าง ๆ
"ในสมัยที่ท่านเป็นนักศึกษาของคณะนิติศาสตร์ มธ. ได้มีการจัดห้องรับรองไว้ให้พระองค์ที่ชั้น 4 ของคณะฯ เท่าที่ทราบท่านทรงใช้ห้องนี้อยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่ท่านจะใช้ชีวิตอยู่ในห้องเรียนและพระสหายในกลุ่มมากกว่า และต่อมาห้องนี้ก็มาเป็นห้องทรงงาน เมื่อครั้งที่ท่านได้รับเชิญจากคณะมาเป็นอาจารย์พิเศษที่ทรงสอนวิชาวิธีพิจารณาความทางอาญาให้กับนักศึกษาปริญญาโท" รศ. ดร.สุปรียา อธิบาย
โมเมนต์ที่จำไม่ลืม
แม้ ผศ.ทวีศักดิ์ และ รศ. ดร.สุปรียา จะไม่ได้พูดคุยกับพระองค์ภาฯ มากนักในช่วงที่เรียนร่วมกันที่มหาวิทยาลัย แต่ก็มีประสบการณ์บางช่วงที่ได้ใกล้ชิดและพูดคุยกับพระองค์แบบเป็นกันเอง อย่างของ ผศ.ทวีศักดิ์ คือ เมื่อครั้งที่เขาได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในนักศึกษา 13 คนร่วมกับพระองค์ท่านในการไปทัศนศึกษาดูงานที่ประเทศฝรั่งเศสเป็นเวลา 2 สัปดาห์ หลังจบชั้นปีที่ 2 อันเป็นโครงการภายใต้คณะนิติศาสตร์ มธ.
"กิจกรรมทัศนศึกษาก็คือไปเรียนและดูงานทั้งมหาวิทยาลัย ศาล ห้องสมุด สถานที่ราชการต่าง ๆ ของฝรั่งเศส ซึ่งการไปแต่ละที่นักศึกษาที่ไปก็จะได้ไปด้วยกันเลย จึงได้มีโอกาสได้พูดคุยกับพระองค์อยู่หลายครั้ง โดยครั้งที่จำได้เลยก็คือ ตอนผมไปซื้อขนมมาชเมลโล่แท่งยาวมากิน และพระองค์ท่านทรงแสดงความสนพระทัยจึงถามว่า อร่อยไหม ผมก็เลยยื่นให้ท่านลองชิมดู จากนั้นพระองค์ก็ทรงบิดไปชิมและหยอกว่า รสชาติหวานดี อย่ากินเยอะนะ เดี๋ยวจะดุ และพอเห็นว่าราคาไม่แพงคือแท่งละ 7 ฟรังก์ ก็บอกว่า น่าจะซื้อไปฝากเพื่อนคนอื่น ๆ ด้วย" ผศ.ทวีศักดิ์ เล่าถึงประสบการณ์ที่ยังจำได้มาจนถึงวันนี้
ขณะที่ รศ. ดร.สุปรียา มีโอกาสได้พูดคุยกับพระองค์อย่างใกล้ชิดเป็นครั้งแรกในช่วงรับพระราชทานปริญญาบัตร เนื่องจากช่วงหนึ่งมีโอกาสได้นั่งข้าง ๆ กัน จากนั้นก็มีโอกาสได้พูดคุยกับท่านในงานต่าง ๆ ที่คณะจัดและท่านทรงมาร่วมงานด้วย เช่น งานแสดงความยินดีในโอกาสที่ท่านได้รับพระราชทานปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ งานพุทธาภิเษกพระนิติศาสตร์ งาน TU Law Run ท่านยังทรงจำได้ว่าเป็นพระสหายร่วมรุ่น และพูดคุยอย่างเป็นกันเอง
เจ้าฟ้าผู้ให้ความสำคัญกับ "ความเป็นธรรม"
นอกจากความเป็นกันเอง และการไม่ถือพระองค์กับทุกคนเลย อีกหนึ่งสิ่งที่สร้างประทับใจให้แก่ ผศ.ทวีศักดิ์ และ รศ. ดร.สุปรียา ก็คือความมุ่งมั่น และการบริหารจัดการเวลาได้อย่างดีของพระองค์ เพราะอย่างที่ทราบกันว่าพระองค์ทรงมีพระกรณียกิจต่าง ๆ ที่ต้องปฏิบัติจำนวนมากแตกต่างจากนักศึกษาทั่วไปในวัยเดียวกัน ขณะเดียวกันท่านยังทรงศึกษาด้านรัฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชควบคู่ไปด้วย แต่พระองค์ยังทรงมาเข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยอย่างสม่ำเสมอ จนกระทั่งสามารถสำเร็จการศึกษาที่คณะนิติศาสตร์ มธ. ด้วยเกียรตินิยมอันดับ 2 ภายในเวลา 3 ปีครึ่ง
รศ.ดร.สุปรียา มองว่า การที่พระองค์ทรงสำเร็จการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับ 2 มีนัยสำคัญ เพราะอาจมีคนจำนวนหนึ่งเข้าใจว่ามหาวิทยาลัยอาจมอบเกียรตินิยมอันดับ 1 เพื่อถวายพระเกียรติ แต่ผลการเรียนที่ออกมาก็สะท้อนความเป็นจริง ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่ท่านจะทรงทำคะแนนได้ดีในบางวิชา หรือไม่ดีในบางวิชา เกียรตินิยมที่ท่านได้ก็สะท้อนให้เห็นทั้งพระวิริยะอุตสาหะและพระปรีชาสามารถของพระองค์เอง ขณะเดียวกันก็แสดงให้เห็นว่าคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยึดหลักเกณฑ์เดียวกันที่เป็นธรรมกับทุกคน
อีกเรื่องหนึ่งที่ รศ.ดร.สุปรียา ประทับใจเป็นพิเศษ คือ บทบาทของพระองค์ในฐานะนักกฎหมายที่มุ่งใช้ความรู้เพื่อประโยชน์ของสังคม ซึ่งสะท้อนผ่านพระกรณียกิจหลายด้าน โดยเฉพาะการผลักดัน "ข้อกำหนดกรุงเทพ" (Bangkok Rules) หรือข้อกำหนดว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงและมาตรการที่มิใช่การคุมขังสำหรับผู้กระทำผิดหญิง ที่ได้รับการรับรองจากองค์การสหประชาชาติในปี พ.ศ.2553
"Bangkok Rules แสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงใส่ใจผู้คนทุกกลุ่มในสังคม และทรงมุ่งมั่นผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม ปกติแล้วนักกฎหมายมักให้ความสนใจกับเรื่องการปฏิรูปตำรวจ ศาล หรือกระบวนวิธีพิจารณา แต่ประเด็นเรื่องคุณภาพชีวิตและสิทธิของผู้ต้องขังมักไม่ได้รับความสนใจมากนัก ขณะที่พระองค์ทรงมองเห็นความสำคัญของเรื่องนี้" รศ. ดร.สุปรียา กล่าว
รศ.ดร.สุปรียา กล่าวว่า ปัจจุบันคณะนิติศาสตร์ มธ. เปิดสอนรายวิชาที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ และวิชาอาชญาวิทยา Bangkok Rules ถือเป็นตัวอย่างสำคัญของมาตรการทางกฎหมายทั้งในระดับสากลและในระดับประเทศ ที่ต้องการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและเป็นการฟื้นฟูผู้กระทำผิดสู่สังคม
สิ่งที่ได้เรียนรู้-ควรนำไปใช้เป็นแบบอย่าง
จากประสบการณ์ส่วนตัวต่าง ๆ เหล่านี้ สิ่งที่ ผศ.ทวีศักดิ์ มองว่าได้เรียนรู้จากพระองค์ภา และมองว่าเป็นสิ่งสำคัญที่นักศึกษาสามารถยึดมาเป็นแบบอย่างได้ มีอยู่ 3 เรื่อง ได้แก่ 1.การไม่ถือพระองค์และใช้อภิสิทธิ์จากสถานะที่มีเพื่อประโยชน์ส่วนตน โดยนักศึกษาสามารถใช้เป็นหลักยึดได้ตั้งแต่ยังเรียน เพื่อป้องกันการใช้ความรู้ที่ร่ำเรียนมายกให้ตัวเองมีสถานะหรืออภิสิทธิ์เหนือผู้อื่น แต่พึงตระหนักถึงการใช้เพื่อช่วยเหลือผู้อื่น
2.การบริหารจัดการเวลาที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นทักษะสำคัญมากในโลกปัจจุบัน โดยเฉพาะในช่วงวัยของนักศึกษาที่มีสิ่งเร้าและพร้อมจะดึงเวลาชีวิตของเราไป
3. ความมุ่งมั่นเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงทางสังคมผ่านความรู้ทางกฎหมาย โดยคำนึงถึงคนตัวเล็กตัวน้อยในสังคม พร้อมกับเดินหน้าผลักดันให้เกิดผลเป็นรูปธรรมไม่ว่าจะอยู่ในบทบาทไหนก็ตาม ซึ่งถือเป็นลักษณะสำคัญที่ทำให้พระกรณียกิจหลายประการของพระองค์สร้างความเปลี่ยนให้กับประเทศได้ เพราะท่านต่างใช้ทุกบทบาทของท่าน ตั้งแต่การเป็นอัยการ นักการทูต เจ้าฟ้าหญิง ฯลฯ ในการขับเคลื่อนสิ่งที่พระองค์เล็งเห็นว่าสำคัญและเป็นประโยชน์ต่อสังคมเกิดขึ้นได้จริง
รศ ดร.สุปรียา กล่าวเสริมว่า สิ่งหนึ่งที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ต้องการสื่อสารสู่นักศึกษาหรือประชาชนทั่วไปได้รับรู้เกี่ยวกับพระองค์ คือ ท่านทรงเป็นนักกฎหมายที่ใช้ความรู้เพื่อประโยชน์ของประชาชนและของสังคม ไม่ว่าท่านจะอยู่ในบทบาทใด นอกจากพระกรณียกิจทั่วไปที่ท่านทรงช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสแล้ว ท่านทรงใช้ความรู้กฎหมายและตำแหน่งของท่านในการสร้างการเปลี่ยนแปลงระบบกฎหมายให้ดีขึ้น จึงอาจกล่าวท่านเป็นนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนและนักกฎหมายเพื่อสังคมคนหนึ่ง เรายกย่องท่านไม่ใช่เพราะท่านเป็นเจ้าฟ้าฯ หรือเป็นพระบรมวงศานุวงศ์ แต่เป็นเพราะคุณูปการที่ท่านทรงสร้างไว้ให้แก่ประชาชนและประเทศ
แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ปลูกฝังให้นักศึกษากฎหมายตระหนักถึงความสำคัญของประชาชนและสังคมส่วนรวม พระองค์ท่านจึงเป็นศิษย์เก่าอีกคนหนึ่งที่คณะภาคภูมิใจ นักศึกษาหรือคนรุ่นต่อไปจะได้เรียนรู้จากพระกรณียกิจและแนวทางการทรงงานของพระองค์ เพื่อนำไปเป็นแรงบันดาลใจในการใช้ความรู้ทางกฎหมายเพื่อการทำประโยชน์ต่อสังคมต่อไป
อ่านข่าว :
ผลงาน "องค์ภา" ที่คนไทยไม่รู้ สันติภาพจะเกิดขึ้นได้ต้องมีความยุติธรรม
จนท.อุทยานตะรุเตา เปิดภาพประทับใจ ครั้งถวายงาน เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ