โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

เมื่อ "อหิวาตกโรค-ห่า" คือ โรคระบาด ดังนั้น โควิดของเรา = โรคห่าของพระเจ้าอู่ทอง

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 03 ธ.ค. 2564 เวลา 03.00 น. • เผยแพร่ 03 ธ.ค. 2564 เวลา 03.00 น.
ภาพถ่ายวัดใหญ่ชัยมงคล ที่กล่าวไว้ในพระราชพงศาวดารว่า สร้างขึ้น ณ ที่ปลงศพเจ้าแก้วเจ้าไทยที่เป็นอหิวาตกโรคตาย (ตกแต่งขอบของภาพ)

ปัญหาประเด็นหนึ่งในการศึกษาประวัติศาสตร์และโบราณคดีคือ การแปลความ ตีความโบราณศัพท์โดยอาศัยประสบการณ์และความเข้าใจของโลกปัจจุบันไปจับ ดังนั้นผลจึงทำให้ความเข้าใจในเรื่องของอดีตคลาดเคลื่อนไป ยกตัวอย่างเช่น

เรื่องพระเจ้าอู่ทองหนีที่ปรากฏในพงศาวดารเหนือและพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับบริติชมิวเซียม

เรื่องเจ้าแก้วเจ้าไทยเป็นอหิวาตกโรคต่อมาสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ขุดแล้วมาเผา ที่บริเวณที่ปลงศพโปรดให้สถาปนาพระอารามชื่อว่า วัดป่าแก้ว หรือวัดใหญ่ชัยมงคล

ในบทความชิ้นนี้จะไม่ขอกล่าวถึงเรื่องพระเจ้าอู่ทองมาจากไหน และพระเจ้าอู่ทองที่หนีห่าเป็นกษัตริย์พระองค์เดียวกันกับสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 หรือไม่ แต่จะมุ่งเน้นที่จะกล่าวถึงโรคห่าที่พระเจ้าอู่ทองต้องย้ายเมืองมีความหมายถึงอะไร และเจ้าแก้วเจ้าไทยที่เป็นอหิวาตกโรค แท้ที่จริงแล้วคืออะไร

ก่อนอื่นผมขอทำความเข้าใจก่อนว่า เรื่องของชื่อโรคภัยไข้เจ็บในสมัยโบราณไม่ได้มีความตรงกับลักษณะโรคตามความรับรู้ของคนปัจจุบัน เช่น โรคมะเร็งที่ปรากฏในจารึกวัดพระเชตุพนฯ และจารึกวัดราชโอรสาราม รวมถึงตำราเวชศาสตร์ฉบับหลวงในสมัยรัชกาลที่ 5 จะไม่มีความหมายตรงกับ โรคมะเร็งหรือ Cancer ในปัจจุบัน หรืออย่างกรณีของโรคป่วงในจารึกตำรายาก็มีลักษณะโรคระบบทางเดินอาหาร เป็นต้น

ดังนั้นโรคห่าและโรคอหิวาตกโรคในเอกสารโบราณจึงมีสิทธิที่จะไม่ตรงกับความหมายของโรคในปัจจุบัน

ในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์รัชกาลที่ 2 ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ กล่าว “ล่วงมาจนเกิดความไข้ก็งดอยู่ ครั้นมาถึงเดือนเจ็ดข้างขึ้นเวลายามเศษทิพายัพ เห็นเป็นแสงเพลิงติดอากาศเรียกว่า ธุมเพลิง เกิดไข้ป่วงมาแต่ทะเล” สมเด็จ ฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงอธิบายว่า ไข้ป่วงที่เกิดขึ้นนี้คือ อหิวาตกโรค เพราะฉะนั้นลักษณะอาการของโรคที่ปัจจุบันเรียกว่า “อหิวาตกโรค” ในสมัยรัชกาลที่ 2 เรียกว่า “โรคป่วง”

ส่วนคำว่า“อหิวาตก” ในหนังสือศัพทานุกรมโบราณที่ชื่อว่า “อักขราภิธาน” ของหมอบรัดเล ซึ่งตีพิมพ์ในปี พ.ศ. 2416 ได้ให้คำจำกัดของคำว่า หมายถึง โรคลมมีพิศม์ เสมือนพิศม์งูนั้น (พิมพ์ตามต้นฉบับ) จากคำจำกัดความดังกล่าวนั้นสามารถตีความได้ คือ ความรับรู้เรื่องของผู้คนในสมัยรัชกาลที่ 4 ซึ่งอาจจะรวมไปถึงครั้งต้นกรุงรัตนโกสินทร์โรคอหิวาตะเป็นโรคลมประเภทหนึ่งเท่านั้น แต่ทีนี้ก็มีปัญหาอยู่ตรงที่ โรคลมในที่นี้ คือ โรคลมประเภท หรือ โรคที่มาจากลม

ในพงศาวดารฉบับภาษาบาลีซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคัมภีร์สังคิติยวงศ์ ได้กล่าวว่า

พุทฺธสกฺกราเช เทฺวสตฺตติสํวจฺฉราธิกานิ เทฺวสํวจฺฉรสหสฺสานิ อติกฺกนฺเต อุสุภสํวจฺฉเร เอตฺถ อโยชฺยนคเร รามาธิปติโน ปุตฺโต สมติจฺจพุทฺธางฺกูโร นาม ปญฺจวสฺสานิ รชฺชํ กาเรนฺโต ราชปเวณิฏฺโต อหิวาตกโรเคน กาลกโต โหติ

แปลว่า ครั้นพุทธศักราชล่วงได้ 2072 ปี ฉลูนักษัตร พระโอรสในพระรามาธิบดี ทรงนามว่า สมเด็จพุทธางกูร เสวยราชสมบัติธำรงราชประเพณีได้ 5 ปี เสด็จสวรรคตด้วยอหิวาตกโรค

หากแต่ในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับอื่นๆ กล่าว สมเด็จพระบรมหน่อพุทธางกูรประชวรไข้ทรพิษ หรืออาจจะเป็นไปได้ว่า เมื่อสมเด็จพระพนรัตท่านแปลศัพท์คำว่า ทรพิษเป็นคำว่า “อหิวาตก” ในภาษาบาลี

จากหลักฐานในศิลาจารึกตำรายาวัดพระเชตุพนฯ ซึ่งเป็นจารึกชุดที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่โปรดเกล้าฯ ให้ประชุมแพทย์หลวงในราชสำนักนำวิชาความรู้ด้านการแพทย์มาจารึกไว้ ในคราวปฏิสังขรณ์ใหญ่

ในจารึกเรื่องไข้คำรบจากศาลาต่างๆ ที่รื้อไปแล้ว ได้กล่าวว่า

“ปุนะจะปะรัง ลำดับนี้จะกล่าวด้วยนัยหนึ่งใหม่ ว่าด้วยลักษณะไข้วิปริตปฐมเหตุ อันบังเกิดในระหว่างอหิวาตกภัย มีประเภท 10 ประการ อันพระดาบสทั้ง 4 พระองค์ เธอรจนาลงไว้แล้วให้นามบัญญัติ ชื่อว่า คัมภีร์ตักกสิลา สมมติไข้รากสาดเป็นต้น”

นอกจากนี้ในจารึกตำราวัดพระเชตุพนฯ ยังได้กล่าวอหิวาตกภัย ประกอบไปด้วยโรคดังต่อไปนี้ คือ ไข้ออกดำ ไข้ออกแดง ไข้ดาวเรือง ไข้มะเร็งทูม ไข้สังวาลย์พระอินทร์ ไข้กระดานหิน ไข้มหาเมฆ ไข้หงส์ระทด ไข่ลากสาดสายฟ้าฟาด ไข้ไฟเดือนห้า ไข้ละอองไฟฟ้า ไข้ข้าวไหม้น้อย ไข้มหานิส ไข้ฟองปานแดง แต่เนื่องจากจารึกตำราชุดนี้ไข้ปฐมเหตุหายไปหลายแผ่นเราจึงไม่ทราบว่าอหิวาตกภัยจะมีไข้ใดอีกบ้าง

ดังนั้นจากตัวอย่างข้อความที่ผมยกมาและตัวอย่างโรคใดบ้างที่เข้าข่ายเป็นอหิวาตกภัย ทำให้เข้าใจได้ว่า อหิวาตกภัย ในจารึกวัดพระเชตุพนฯ หมายถึง โรคระบาด

ในคัมภีร์ตักกสิลาที่จารึกตำรายาวัดพระเชตุพนฯ ได้อ้างถึงนั้น ได้กล่าวว่า

“สิทธิการิยะ จะกล่าวถึงเมืองตักกสิลา เกิดความไข้วิปริตเมื่อห่าลงเมืองท้าวพระยาไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินทั้งปวง เกิดความไข้ล้มตายเป็นอันมาก ซึ่งคนที่เหลือนั้นออกจากเมืองตักกสิลาไปยังเหลือแต่เปลือกเมืองเปล่า”

จากนั้นในคัมภีร์ตักสิลาจึงได้กล่าวถึงโรค “ไข้ปานอิดำอิแดงไข้ปานดำปานแดง ไข้รากสาด ไข้สายฟ้าฟาด ไข้ระบุชาติ ไข้กระดานหิน ไข้สังวาลพระอินทร์ ไข้มหาเมฆ ไข้มหานิล ไข้ข้าวไหม้ใหญ่ ไข้ข้าวไหม้น้อย ไข้ข้าวใบเตรียม ไข้ไฟเดือนห้า ไข้เปลวไฟฟ้า ไข้หงส์ระทด ไข้ดาวเรือง ไข้จันทรสูตร ไข้สุริยสูตร ไข้มหาเมฆ”

จากชื่อไข้ที่ปรากฏในคัมภีร์ตักกสิลาตรงกับจารึกตำราวัดพระเชตุพนฯ เป็นส่วนใหญ่ หากแต่ตำราตักกสิลาเรียกไข้เหล่านี้ว่า ห่า” ซึ่งหมายถึงโรคระบาด ดังนั้นจึงทำห่าในคัมภีร์ตักกสิลาเท่ากับอหิวาตกภัยในจารึกวัดพระเชตุพนฯ

อนึ่งคำว่า “ห่า” ใน สัพะพะจะนาพาสาไทย ของบาทหลวงปาลเลอกัวซ์ ได้ให้ความเป็นภาษาอังกฤษว่า plague และ อักขราภิธาน ของหมอบรัดเล ก็ระบุว่า ความไข้ประจุบัน ตายเร็ว, เกิดมีชุมนัก เช่น ไข้ลงรากนั้น ส่วนคัมภีร์สรรพพจนานุโยค หรือพจนานุกรมอังกฤษ – ไทย ของ แสมูเอ็ล เจ สมิท ได้ให้ความหมายของ plague ว่า โรคห่าโรคร้ายนักอันมักจะติดคนให้ตายมากๆ ในคราวเดียวที่เปนนั้น ; ความร้ายเบียดเบียนคนเป็นอันมากเป็นคราวๆ ; โรคปัตยุบัน ; กาฬโรค (พิมพ์ตามต้นฉบับ)

ดังนั้นจากตัวอย่างในพจนานุกรมที่ยกมาก็ย่อมที่ทำให้เข้าใจได้ว่า คำว่า “ห่า” ในสมัยรัชกาลที่ 3 – 5 ก็มีความว่าโรคระบาดด้วยเช่นเดียวกัน แต่จะเป็นโรคใดนั้นก็สุดแล้วแต่ว่าช่วงนั้นโรคอะไรระบาด

คำว่า “ห่า” ใช้ในความหมายว่าโรคระบาดจนถึงปลายรัชกาลที่ 5 เป็นอย่างช้า ดังปรากฏประกาศห้ามเรือจากซัวเถา วันที่ 24 เมษายน ร.ศ. 116 ที่กล่าวว่า กาฬโรค(โรคห่า)

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ศัพท์คำว่า “อหิวาตกโรค” ในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา หรือคำว่า “ห่า” ในพงศาวดารเหนือซึ่งมีอายุเก่าไปถึงครั้งกรุงศรีอยุธยา ก็ย่อมหมายถึงโรคระบาดชนิดใดชนิดหนึ่ง ซึ่งจะไประบุว่าเป็นโรคใดก็ไม่ได้ นอกเสียแต่จะใช้หลักฐานอื่นที่กล่าวว่าในช่วงระยะเวลานั้นโรคอะไรกำลังระบาด มาประกอบเท่านั้น

เผยแพร่ครั้งแรกในระบบออนไลน์ เมื่อ 26 มีนาคม พ.ศ.2563

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...