โลกกำลังเข้าสู่ความเสี่ยงของสงครามโลกครั้งที่ 3 มากขึ้น
ในท่ามกลางข่าวคราวการแพร่ระบาดของโคขวิดในประเทศต่างๆ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ การประกอบการและการทำการงานของมนุษย์ทั่วโลก และก่อเกิดความเสียหายใหญ่หลวงในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติมาเป็นเวลา 16 เดือนแล้ว
ความจริงก็ถูกเปิดเผยต่อชาวโลกชัดเจนมากขึ้นทุกทีว่ามหาอำนาจใดใจอำมหิตคิดก่อสงครามชีวภาพตัดต่อพันธุกรรมไวรัสสายพันธุ์ซาร์สกับสายพันธุ์ HIV ให้เป็นไวรัสชนิดใหม่คือโควิด-19 ควบคู่กันไปกับการหวังได้ประโยชน์มหาศาลจากการคิดสร้างวัคซีนขึ้นมาป้องกัน
หวังจะขายวัคซีนแก่ชาวโลก 7,000 ล้านคน พลิกฐานะกลายเป็นผู้ครองโลก กระทั่งปรากฏหลักฐานชัดเจนว่าใครได้จดทะเบียนเป็นเจ้าของสิทธิบัตรโคขวิดและจดทะเบียนสิทธิบัตรวัคซีนรุ่นแรกของโลก แต่ฟ้าไม่เข้าข้างซาตาน ดังนั้น วัคซีนชุดแรกของโลกจึงล้มเหลวลง มาจนถึงรุ่นที่สอง ที่สามก็ยังล้มเหลวต่อไป เพราะผลจากการใช้พันธุกรรม HIV จึงทำให้โคขวิดมีคุณสมบัติกลายพันธุ์ทุกทอด และทำให้วัคซีนทั้งหลายไม่สามารถป้องกันไวรัสที่กลายพันธุ์นั้นได้
แม้ปานนั้นประเทศทั้งหลายรวมทั้งประเทศที่เป็นต้นเหตุของการตัดต่อพันธุกรรมเองก็ถูกกรรมสนองกรรมได้รับภัยพิบัติร้ายแรง จนกระทั่งระบบเศรษฐกิจและความมั่นคงถูกทำลายลง จนสิ้นสภาพความแข็งแกร่งแต่เดิมชนิดที่คาดคิดไม่ถึงและกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สถานการณ์โลกเปลี่ยนแปลงไป
แต่ทว่าผลพวงของการก่อความขัดแย้งเพื่อที่จะหยุดยั้งความก้าวหน้าและความเจริญเติบโตระหว่างขั้วอำนาจทั้งสองของโลกที่ต่อเนื่องมากลับหนักหน่วงรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะในสามสมรภูมิใหญ่ของโลก ซึ่งแต่ละสมรภูมิก็สามารถกลายเป็นชนวนของสงครามโลกได้ทั้งสิ้น
สมรภูมิแรก คือสมรภูมิในภูมิภาคยูเรเซีย ซึ่งเป็นยุทธภูมิที่ติดต่อกันระหว่างรัสเซียและกลุ่มประเทศยุโรป ซึ่งขั้วนาโตครองความเป็นใหญ่มาช้านานตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา แต่ทว่าหายนะและผลของ
สงครามโลกทั้งสองครั้งทำให้ประเทศยุโรปทั้งหมดอ่อนแอลงจนกระทั่งบัดนี้หลายประเทศก็ยังไม่ฟื้น ในขณะที่สหรัฐได้ฉกฉวยรับผลแห่งชัยชนะของสงครามทั้งสองครั้งจนก้าวขึ้นสู่ความเป็นมหาอำนาจลำดับหนึ่งของโลกนับแต่นั้นมา
บทเรียนของหายนะนั้นจึงก่อให้เกิดข้อตกลงระหว่างประเทศในภูมิภาคนั้นที่จะพยายามหลีกเลี่ยงสงคราม โดยสรุปคือไม่ต้องการให้ยุโรปเป็นสมรภูมิของสงครามโลกครั้งที่สามอีกแม้กระนั้นมหาอำนาจหลักก็ยังคงยืนยันที่จะขัดขวางไม่ให้รัสเซียก้าวขึ้นสู่ความเป็นมหาอำนาจที่ทัดเทียมกันจึงเกิดการแข่งขันทางแสนยานุภาพและก่อเกิดเป็นความขัดแย้งขนานใหญ่ขึ้น แต่แท้จริงแล้วความขัดแย้งหลักเป็นเพียงมหาอำนาจหลักกับรัสเซีย
ในขณะนี้การเสริมแสนยานุภาพระหว่างมหาอำนาจหลักกับรัสเซียในภูมิภาคนั้นได้เพิ่มจำนวนและความแหลมคมมากขึ้น แต่ในที่สุดก็เชื่อว่าเมื่อประเทศส่วนใหญ่ในยุโรปไม่ยอมเป็นกองหน้าออกรบ ลำพังมหาอำนาจหลักประเทศเดียวก็คงดึงดันไปไม่ได้ ยิ่งรัสเซียเสริมแสนยานุภาพอย่างแน่นหนาโดยไม่มีทีท่าลดราวาศอก ในที่สุดสมรภูมินี้คงไม่ใช่จุดชนวนระเบิด เพราะตราบใดที่ไม่มีกองหน้าออกรบ มหาอำนาจหลักของโลกก็ทำอะไรไม่ได้
สมรภูมิที่สอง คือสมรภูมิในตะวันออกกลาง ซึ่งกลุ่มประเทศอาหรับและกลุ่มประเทศในดินแดนเมโสโปเตเมียเก่า ที่สำคัญคืออิรักและซีเรียตกเป็นเป้าหมายของการยึดครอง แต่การก็ไม่เป็นไปดังคาดหวัง โดยปัจจัยหลักคือความสำเร็จในการปฏิวัติอิสลามของอิหร่านและความมุ่งมั่นต่อสู้อย่างซื่อสัตย์ต่ออิสลาม อิหร่านจึงก้าวขึ้นสู่ความเป็นมหาอำนาจทางการทหารลำดับต้นของโลก และได้ให้การสนับสนุนช่วยเหลือบรรดาประเทศและกลุ่มการเมืองทั้งหลาย โดยเฉพาะกองกำลังปฏิวัติอิสลามต่างๆ ในภูมิภาคนั้นที่ต้องการขับไล่กองกำลังต่างชาติออกจากภูมิภาคนั้น
หลังจากอิรักและซีเรียรอดพ้นจากการถูกยึดครองแล้วก็ได้ผนึกความร่วมมือกับอิหร่าน โดยมีรัสเซีย จีน และเกาหลีเหนือสนับสนุนอย่างแข็งขัน เป็นเหตุให้แนวรบของการปฏิวัติอิสลามในภูมิภาคนั้นเติบใหญ่ขยายตัว จนกระทั่งเลบานอน ปาเลสไตน์ เยเมน สามารถยืนหยัดต่อสู้กับการรุกรานได้อย่างแข็งขัน และทำให้กลุ่มประเทศอาหรับซึ่งเป็นกองหน้าให้กับมหาอำนาจอ่อนแอลงทุกวัน จนหลายประเทศเช่น กาตาร์ จอร์แดน โอมาน แปรเปลี่ยนหันไปคบหากับอิหร่านและพันธมิตรมากขึ้น จึงคงเหลือแต่ซาอุดีอาระเบียยูเออี และบาห์เรน ที่ยังร่วมหัวจมท้ายกันอยู่
สถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางที่พันธมิตรอิหร่าน รัสเซีย ซีเรีย เกาหลีเหนือ อิรัก เยเมน กำลังก้าวเข้าสู่ขั้นใหม่ คือการขับไล่กองกำลังรุกรานทั้งหลายออกไปจากภูมิภาคนี้ ซึ่งขณะนี้สถานการณ์กำลังใกล้เข้าสู่ขั้นแตกหักเต็มทีแล้ว นั่นหมายถึงการปลดแอกซีเรีย อิรัก เยเมน เลบานอน และปาเลสไตน์อย่างสมบูรณ์ ขับไล่กองกำลังผู้รุกรานทั้งหมดออกจากภูมิภาค
จากนั้นก็มีความเป็นไปได้ที่จะก่อรูปสงครามขั้นใหม่ที่กระทำโดยตรงกับซาอุดีอาระเบียและอิสราเอล และถ้าหากมหาอำนาจมุ่งมั่นที่จะรักษาสถานะเดิมต่อไปก็เป็นที่แน่นอนว่าจุดแตกหักของความขัดแย้งก็จะเกิดขึ้น ดังนั้น มหาอำนาจจึงต้องทุ่มกำลังตรึงพื้นที่ไว้ให้มากที่สุดและนานที่สุด แต่สถานการณ์ก็ยังไม่มีแนวโน้มว่าจะกอบกู้คืนได้ คงเหลือว่าการปลดแอกใหญ่ทั่วภูมิภาคจะเกิดขึ้นในวันไหนเท่านั้น
สมรภูมิที่สาม คือพื้นที่ทะเลจีนใต้ โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่ไต้หวัน ซึ่งขณะนี้สหรัฐและญี่ปุ่นได้ใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ในการเข้าแทรกแซงและครอบงำไต้หวันอย่างสมบูรณ์แบบ ในขณะที่จีนได้แสดงท่าทีชัดเจนและห้ามไม่ให้สหรัฐและญี่ปุ่นเข้าเกี่ยวข้องแทรกแซงไต้หวันอันเป็นกิจการภายในของจีนโดยเด็ดขาด ซึ่งเป็นท่าทีที่แข็งกร้าวชนิดที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
ในขณะที่ความขัดแย้งยกระดับขึ้นสู่กระแสสูง สหรัฐและญี่ปุ่นก็ได้เคลื่อนกองเรือเข้าไปป้วนเปี้ยนใกล้บริเวณน่านน้ำของไต้หวันและจีนมากขึ้น ในขณะที่จีนก็ไม่ลดราวาศอก เสริมแสนยานุภาพทุกเหล่าทัพ และเตรียมพร้อมขั้นสูงสุด โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมตลอดแนวชายฝั่งแผ่นดินจีนย่านเกาะเทียม ด้วยแสนยานุภาพทางนาวีที่เป็นครั้งแรกที่จีนเคลื่อนกองเรือบรรทุกเครื่องบินและกองเรือรบแล่นเข้าไปในพื้นที่นั้น ในขณะที่มีการซักซ้อมยกพลขึ้นบกครั้งใหญ่สุดที่มากพอหรือเกินพอต่อการยกพลขึ้นบกเข้ายึดไต้หวันในขณะเดียวกันก็มีการเสริมสร้างแสนยานุภาพทางอากาศเข้าไปในภูมิภาคนั้น กระทั่งบินตรวจน่านฟ้าของไต้หวันเสมือนหนึ่งเป็นน่านฟ้าของจีน
เป็นที่แน่นอนว่าการเตรียมความพร้อมที่จะปฏิบัติการทางทหารต่อญี่ปุ่นและกองกำลังทั้งหมดของสหรัฐในแปซิฟิกย่อมได้รับการประสานสนับสนุนอย่างเต็มที่จากรัสเซียและเกาหลีเหนือ
โดยเฉพาะรัสเซียนั้นได้แสดงท่าทีชัดเจนว่าสงครามครั้งใหม่นี้จะต้องเกิดขึ้นในดินแดนแผ่นดินใหญ่ของสหรัฐด้วยดังนั้นการเสริมแสนยานุภาพของรัสเซียที่วลาดิวอสต็อก คาบสมุทรคัมชัตกา และแถบลาตินอเมริกา โดยเฉพาะเวเนซุเอลา คิวบา ได้ก่อให้เกิดการพะวงหน้าพะวงหลังแก่สหรัฐอย่างยิ่ง
การเสริมสร้างแสนยานุภาพของรัสเซีย จีน เกาหลีเหนือในภาคพื้นแปซิฟิกเกิดขึ้นอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน การวางกำลังกองเรือดำน้ำย่านช่องแคบมะละกา ซุนดา และแลมบอร์ก ส่อให้เห็นว่ามุ่งหมายจะตัดการเชื่อมต่อระหว่างกองเรือที่ 7 กับกองเรือที่ 5 ของสหรัฐ
รวมไปถึงเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญจากฝั่งตะวันตกแคลิฟอร์เนียไปยังฮาวาย กวม และโอกินาวาของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นฐานทัพขนาดใหญ่ของสหรัฐในแปซิฟิก ส่อว่าการเคลื่อนย้ายกำลังของสหรัฐในพื้นที่นี้ไม่สะดวกดายและปลอดภัยเหมือนแต่ก่อนอีกแล้ว
สมรภูมิในแปซิฟิกและรอบแผ่นดินใหญ่สหรัฐกว้างใหญ่ไพศาลยิ่งนัก ที่สำคัญคือสหรัฐไม่เคยมีประสบการณ์ในการทำสงครามในดินแดนของตน มีแต่การทำสงครามในดินแดนชาติอื่น และเป็นสงครามรวมหมู่ แต่ในภูมิภาคนี้เห็นทีสหรัฐจะโดดเดี่ยว อย่างมากก็มีแค่แคนาดาเท่านั้นเพราะจะหวังพึ่งออสเตรเลียก็คงข้ามช่องแคบทั้งสามเข้ามาไม่ได้
ดังนั้นยิ่งมีการยั่วยุจีนมากขึ้นเท่าใด ก็มีความเป็นไปได้ยิ่งว่าการรวมไต้หวันเข้ากับแผ่นดินใหญ่ก็อาจเกิดเร็วขึ้นเท่านั้น แต่เป็นการรวมชาติด้วยแสนยานุภาพซึ่งจีนเคยสงวนไว้ แต่สถานการณ์ในบัดนี้ส่อว่าจะเป็นมาตรการหลักยิ่งกว่าการรวมโดยสันติไปแล้ว เว้นแต่จะเกิดการปฏิวัติประชาชาติขึ้นในไต้หวัน ที่ชาวไต้หวันลุกฮือขึ้นยึดอำนาจรัฐบาลที่อยู่ภายใต้การครอบงำของต่างชาติและตั้งตนเป็นศัตรูกับชาติเชื้อเดียวกัน
ทั้งสามสมรภูมินี้หากเกิดสงครามขึ้นก็จะไม่ใช่สงครามจำกัดเขตอีกต่อไป แต่จะระเบิดขึ้นอย่างน้อยถึง 2 สมรภูมิคือ ตะวันออกกลางและแปซิฟิก โดยมีไต้หวันเป็นศูนย์กลาง
สถานการณ์เหล่านี้เป็นเรื่องที่ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องรับผิดชอบทั้งหลายจะต้องปรับฐานข้อมูลแผนการทางยุทธศาสตร์ ทางยุทธการ และทางยุทธวิธีกันใหม่ มิฉะนั้นก็จะหลงทางและเกิดความเสียหายใหญ่หลวงขึ้น