กาแฟไทยหอมหวล “Louisa Coffee” น้องใหม่จากไต้หวัน ท้าชิง “สมรภูมิ” 1.7 หมื่นล้าน
ใครๆ ก็รู้ว่า“สมรภูมิร้านกาแฟ” ในเมืองไทยดุเดือดเลือดพล่านมากแค่ไหน มีตั้งแต่รถเข็นข้างทางแบรนด์เล็กแบรนด์ใหญ่ ต่างแข่งขันยึดหัวหาดในทุกพื้นที่ขายกันตั้งแต่แก้วหลักสิบไปจนถึงหลักพันก็มี จากการประเมินของศูนย์อัจฉริยะเพื่ออุตสาหกรรมอาหารคาดธุรกิจกาแฟปี2019 มีมูลค่ากว่า 25,860 ล้านบาทเติบโตจากปี2018 ที่มีมูลค่า 23,470 ล้านบาท
ในขณะที่ข้อมูลจากสมาคมกาแฟไทย/สมาพันธ์กาแฟอาเซียน พบว่า ตลาดร้านกาแฟในไทยมีมูลค่าตลาดรวม 17,000 ล้านบาทแบ่งเป็นทั่วไป 9,000 ล้านบาทและพรีเมียม 8,000 ล้านบาท แม้การแข่งขันจะร้อนแรงมากแค่ไหน แต่ต้องบอกว่าตลาดไทยยังมีความน่าสนใจตรงที่คนไทยบริโภคกาแฟมากขึ้นทุกปีปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่ 100 แก้ว/คน/ปีคาดภายในระยะเวลา5 ปี(2018 - 2022) จะเติบโตขึ้นกว่า3 เท่าตัว
แต่ถึงจะเติบโตก็ตามคนไทยยังมีอัตราการบริโภคที่น้อยมาก เมื่อเทียบกับคนไต้หวันเฉลี่ย130-140 แก้ว/คน/ปีหรือคนเกาหลีใต้ 500 แก้ว/คน/ปียิ่งไปกว่านั้นเทียบไม่ได้กับชาวยุโรปที่ชอบกินกาแฟเป็นชีวิตจิตใจมีอัตราการบริโภคไม่น้อยกว่า 1,000 แก้ว/คน/ปี นี่เองกลายเป็นเหตุผลที่“น้องใหม่” อยากเข้ามาช่วงชิงตลาด
“Louisa Coffee” (หลุยซ่าคอฟฟี่) ร้านกาแฟพรีเมี่ยมสัญชาติไต้หวันคือ แบรนด์ล่าสุดที่เข้ามาชิงเค้กก้อนนี้Louisa Coffee มีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ปี2006 ที่กรุงไทเปด้วยความหลงไหลในกาแฟของ“คริส ฮวง” ซึ่งสนใจตั้งแต่ที่พี่สาวนำเมล็ดกาแฟเข้ามาบดและชงกินในบ้านก่อนที่จะไปศึกษาอย่างจริงจังผ่านมาทำงานในร้านกาแฟต่างๆรวมไปถึงสตาร์บัคส์ด้วย
ตั้งแต่ปี2006 - 2011 มีจำนวนสาขาทั้งหมดราว50-60 สาขาก่อนที่ในปี2011 จะเริ่มเปิดเป็นแฟรนไชส์เริ่มจากคนรู้กันก่อนขยายไปถึงผู้สนใจอื่นๆ จนวันนี้มีสาขา 450 สาขาในไต้หวัน ส่วนใหญ่ 80% เป็นของแฟรนไชส์ มีเพียง 20% ที่ลงทุนเอง โดยกลายเป็น“เชนร้านกาแฟ” ที่ใหญ่ที่สุด ฝาการแข่งขันที่รุนแรงจากแบรนด์ต่างๆ เป็นหมื่นแบรนด์ และแซงหน้าสตาร์บัคส์ในแง่ของจำนวนร้านซึ่งเข้าไปในไต้หวันก่อน 10 กว่าปีไปเรียบร้อยแล้ว
“คริส ฮวง” ให้เหตุผลที่Louisa Coffee ประสบความสำเร็จมาจากกลายองค์ประกอบด้วยกันคือทำเล บาริสต้า การออกแบบร้าน ราคาคุณภาพรสชาติกาแฟ ซึ่งคั่วเองเป็นกาแฟอาราบิก้า 100% ดังนั้นเมื่อในบ้านตัวเองแข็งเกร่ง จึงต้องการบุกต่างประเทศ
การเปิดตลาดต่างประเทศของLouisa Coffee มองการเจาะตลาดประเทศในโซนเอเชียซึ่งมีวัฒนธรรมไลฟ์สไตล์และความชื่นชอบใกล้เคียงกันเป็นอันดับแรก เริ่มด้วย“จีน” ประเทศขนาดใหญ่จำนวนประชากรมากหากการแข่งขันก็สูงมากที่สำคัญอัตราการบริโภคน้อยเกินไปคือ4 แก้ว/คน/ปี จำต้องออกแรงกระตุ้นพฤติกรรมการดื่มกาแฟ ซึ่งส่วนหนึ่งคนจีนยังติดชื่นชอบ“ชา” เพราะเป็นวัฒนธรรมที่อยู่คู่มายาวนาน
จากนั้นจึงเลือก“เมืองไทย” ด้วยภาพรวมตลาดที่ยังเติบโต พฤติกรรมของคนไทยที่มีแนวโน้มดื่มกาแฟ และชื่อแบรนด์ในไต้หวันยังเป็นที่รู้จักของคนไทย จึงตัดสินใจเข้ามาร่วมลงทุนกับ“วงศ์พันธุ์ เหล่าธรรมทัศน์” ทำธุรกิจโรงสีของที่บ้านและเป็นเพื่อนในกลุ่มเดียวกันอยู่แล้วตั้งเป็น“บริษัทหลุยซ่าคอฟฟี่(ประเทศไทย) จำกัด”ทุนจดทะเบียน10 ล้านบาท ถือหุ้นตามสัดส่วนที่กฎหมายกำหนด49:51
โดยสาขาแรกได้เปิดที่ตึงอมรินทร์พลาซ่ามีพื้นที่130 ตารางเมตรใช้งบลงทุนประมาณ5 ล้านบาทจับกลุ่มนักเรียนนักศึกษาอายุ20-25 ปีและกลุ่มอาชีพอิสระอายุ26-30 ปี นิยมพบปะสังสรรค์ที่ร้านกาแฟโดยมาใช้บริการเพื่อดื่มกาแฟนัดพบพูดคุยธุรกิจหรือใช้อินเตอร์เน็ตโดยพบว่าจะดื่มกาแฟ1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ แต่เชื่อว่า“ราคา”ที่แข่งขันได้ เป็นราคาเดียวกับไต้หวัน
เมื่อเทียบกับตลาดร้านกาแฟระดับพรีเมี่ยมในศูนย์การค้าแล้ว ราคา“เท่ากัน” หรือ“ต่ำกว่า” คู่แข่ง10-20% โดยมีเครื่องดื่มร้อนเย็นให้เลือกราว40 เมนูราคาเริ่มต้นตั้งแต่50 ถึง90 บาทโดยมีบาริสต้าเป็นคนไต้หวันเอง
เบื้องต้นภายใน 3 ปีจะขยาย 5 สาขา เพื่อต้องทดลองตลาดให้มั่นใจก่อน จึงจะขยายขยายสาขา โดยรูปแบบร้านจะมีทั้งหมด 3-4 โมเดล เน้นทำเลใจกลางเมืองศูนย์รวมธุรกิจและมหาวิทยาลัย
ได้แก่ 1.คีออส พื้นที่ 20-30 ตารางเมตร ลงทุน 2 ล้านบาท, 2.ขนาด 40-60 ตารางเมตร ขยายไปตามออฟิศใช้เงินลงทุน 3-4 ล้านบาท, 3.สแตนอโลนพื้นที่ 500 ตารางเมตร ใช้งบลงทุน 8-10 ล้านบาท โดยภายในจะเปิดเป็นโคเวิคกิ้งสเปส
ทั้งนี้สาขาที่ 2 ในเมืองไทยจะเตรียมเปิดที่ตึกอินเตอร์เช้นจ์ และหากเปิดได้ครบ 10 สาขาถึงะขยายสาขาในรูปแบบแฟรนไชส์ ส่วนประเทศต่อไปที่วางแผนขยายคืออินโดนีเซีย ใช้วิธีร่วมทุนเหมือนกัน.