‘Jitta Wealth’ แนะปรับแผนลงทุนรับนิวนอร์มอล กระจายความเสี่ยงต่างประเทศ
‘Jitta Wealth’ แนะปรับแผนลงทุนรับนิวนอร์มอล กระจายความเสี่ยงต่างประเทศ
นายตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์CEO และผู้ร่วมก่อตั้งJitta Wealth เปิดเผยว่า การลงทุนในยุคนิวนอร์มอลนี้ นักลงทุนควรให้ความสำคัญกับการจัดสรรสินทรัพย์ในพอร์ตเป็นพิเศษ พร้อมกระจายความเสี่ยงลงทุนในต่างประเทศ โดยใช้เทคโนโลยีการลงทุนสมัยใหม่เข้ามาช่วยบริหารจัดการ เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอน ลดความผันผวนของพอร์ตโดยรวม และเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว
ทั้งนี้Jitta Wealth เล็งเห็นว่า การกระจายความเสี่ยงลงทุนในต่างประเทศนั้น ค่อนข้างยุ่งยาก มักต้องใช้เงินลงทุนเริ่มต้นสูง และมีค่าธรรมเนียมแพง จึงได้เปิดตัว กองทุนส่วนบุคคลGlobal ETF เพื่อทลายกำแพงการลงทุนต่างประเทศด้วยเงินลงทุนเริ่มต้นเพียง100,000 บาท และค่าธรรมเนียมบริหารจัดการเพียง0.5% ต่อปี นักลงทุนสามารถเป็นเจ้าของพอร์ตลงทุนต่างประเทศที่ออกแบบให้เหมาะกับระดับความเสี่ยงของนักลงทุน พร้อมบริหารจัดการอัตโนมัติด้วยเทคโนโลยี ตามทฤษฎีModern Portfolio Theory (MPT) ที่นำเสนอแนวทางเพิ่มผลตอบแทนให้สูงที่สุดในระดับความเสี่ยงที่น้อยที่สุด ผ่านการจัดสรรเงินลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภท(Asset Allocation) และกระจายความเสี่ยงในแต่ละสินทรัพย์ให้มาก(Diversification) ซึ่งทฤษฎีนี้ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในระดับสากล และได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ประจำปี พ.ศ. 2533
โดยJitta Wealth จะจัดสรรสินทรัพย์และกระจายความเสี่ยงให้นักลงทุนตามหลักการMPT ผ่านการลงทุนในETF (Exchange Traded Fund) ซึ่งเป็นกองทุนดัชนีประเภทหนึ่งที่เน้นสร้างผลตอบแทนล้อไปกับดัชนีอ้างอิง นอกจากนี้ETF ยังมีสภาพคล่องสูง สามารถซื้อขายหน่วยลงทุนผ่านตลาดหุ้นได้ทันที และค่าธรรมเนียมต่ำ จึงเป็นที่นิยมในหมู่นักลงทุนทั่วโลก โดยบริษัทวิจัยETFGI ระบุว่าใน10 ปีที่ผ่านมา ปริมาณเงินทั่วโลกไหลเข้าซื้อETF เพิ่มขึ้นกว่า6 เท่าจาก1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็น6.35 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และมีปริมาณการซื้อต่อปีสูงสุดที่476,000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ ในปี2561 สำหรับครึ่งแรกของปีนี้ แม้จะเกิดวิกฤตตลาดหุ้นทรุดฮวบ แต่เงินก็ไหลเข้าETF แล้วกว่า200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มีแนวโน้มทำลายสถิติของปี2561
ETF ที่Jitta Wealth คัดเลือกมาจัดพอร์ตให้ ประกอบไปด้วย1) ETF ตราสารทุน โดยกระจายลงทุนในหุ้นตลาดประเทศสหรัฐฯ ตลาดประเทศพัฒนาแล้ว และหุ้นในตลาดเกิดใหม่ที่เติบโตสูง2) ตราสารหนี้ โดยลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ หุ้นกู้เกรดดีในสหรัฐฯ และหุ้นกู้คุณภาพจากทั่วโลก การคัดเลือกจะเน้นETF ที่มีมูลค่าสินทรัพย์ที่บริหารจัดการสูง แสดงให้เห็นถึงความมั่นคงและสภาพคล่อง ทั้งยังต้องมีอัตราค่าใช้จ่ายต่ำ และผลตอบแทนใกล้เคียงดัชนีที่อ้างอิงมากที่สุด(tracking error ต่ำ) เช่นVanguard Total Stock Market ETF อ้างอิงดัชนีหุ้นทั้งหมดในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ และiShares Core U.S. Aggregate Bond ETF อ้างอิงดัชนีพันธบัตรรัฐบาลและหุ้นกูเกรดดีของสหรัฐฯ เป็นต้น
ที่สำคัญJitta Wealth บริหารจัดการกองทุนส่วนบุคคลGlobal ETF ด้วยระบบอัตโนมัติ(Automated Investing) ที่จะปรับพอร์ตเมื่อสัดส่วนของหุ้น หรือตราสารหนี้ ขยับจากมูลค่าที่ควรจะเป็นเกิน5% หรือทุกๆ1 ปี เพื่อรักษาระดับความเสี่ยงและอัตราผลตอบแทนของพอร์ตให้เหมาะสมกับนักลงทุน ตามหลักทฤษฎีModern Portfolio Theory อย่างเป็นระบบ พิสูจน์ผลตอบแทนย้อนหลัง10 ปี ทำกำไร4-8% ตามแผนการลงทุนและความเสี่ยงที่รับได้
“กองทุนส่วนบุคคลGlobal ETF คือเทคโนโลยีการลงทุนยุคNew Normal อย่างแท้จริง เพราะนอกจากจะช่วยบริหารจัดการทุกอย่างให้นักลงทุนแบบอัตโนมัติแล้ว ยังทลายพรมแดนการลงทุน ให้ทุกคนได้เปิดรับโอกาสดีๆ จากทั่วโลกได้กระจายความเสี่ยง ได้จัดสรรสินทรัพย์ในพอร์ตอย่างมืออาชีพ นักลงทุนจึงมีเวลาใช้ชีวิตอย่างสบายใจ มีเทคโนโลยีJitta Wealth เป็นเพื่อนคู่คิด จึงเป็นทางเลือกที่ดีมากกับการลงยุคNew Normal” นายตราวุทธิ์ กล่าว