โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เร่ง อย. พัฒนาระบบเฝ้าเตือนภัย หลังเด็กกินไส้กรอกไม่ระบุฉลาก

สำนักข่าวไทย Online

อัพเดต 29 ม.ค. 2565 เวลา 04.15 น. • เผยแพร่ 29 ม.ค. 2565 เวลา 04.15 น. • สำนักข่าวไทย อสมท

กทม. 29 ม.ค.- หวั่นซ้ำรอย! สภาองค์กรของผู้บริโภค เร่ง อย. พัฒนาระบบเฝ้าระวังเตือนภัย หลังพบเด็กกินไส้กรอกไม่ระบุฉลาก ป่วย 'เมทฮีโมโกลบิน'

จากกรณีเฟซบุ๊กแฟนเพจ ‘Ramathibodi Poison Center’ เตือน “อย่ากินไส้กรอกจากแหล่งที่ไม่แน่ชัดหรือไม่น่าเชื่อถือ” โดยระบุว่าในสัปดาห์ที่ผ่านมามีเด็กป่วยด้วยภาวะเมทฮีโมโกลบิน (Methemoglobin) จำนวน 6 ราย ใน 5 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ 2 ราย เพชรบุรี 1 ราย สระบุรี 1 ราย ตรัง 1 ราย และกาญจนบุรี 1 ราย ซึ่งทั้งหมดมีประวัติกินไส้กรอกไม่มียี่ห้อและไม่มีเอกสารกำกับนั้น

เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2565 ที่ผ่านมา ภก.ภาณุโชติ ทองยัง ประธานอนุกรรมการด้านอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพ สภาองค์กรของผู้บริโภค (สอบ.) กล่าวว่า ในอดีตเคยเกิดกรณีในลักษณะดังกล่าวมาก่อนในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยที่มีเด็กกินไส้กรอกและป่วยด้วยภาวะเมทฮีโมโกลบิน ท้ายที่สุดเสียชีวิตลง จากเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นทั้งในอดีตและยังเกิดซ้ำรอยอีกในปัจจุบันเป็นภาพสะท้อนให้เห็นว่าระบบการเฝ้าระวังผลิตภัณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ยังต้องมีการพัฒนาเพื่อเตือนภัยผู้บริโภคให้ทันเหตุการณ์

“ทั้งที่ผ่านมาแล้วหลายปี และระบบเฝ้าระวังผลิตภัณฑ์ของ อย. ที่ออกมาก็น่าจะมีเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาช่วยทำให้ปัญหาผลิตภัณฑ์ที่ไม่ถูกต้องและมีความเสี่ยงสูงหมดไปจากท้องตลาด แต่ปัญหาเดิมก็ยังกลับมาเกิดซ้ำจนทำให้มีผู้บริโภคได้รับอันตรายจากการกินไส้กรอก ดังนั้นจึงเกิดคำถามว่า ยังมีผลิตภัณฑ์ที่ผิดกฎหมายและไม่ขออนุญาตอยู่ในสังคมไทยอีกหรือ” ภก.ภาณุโชติ กล่าว

ประธานอนุกรรมการด้านอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพ สอบ. กล่าวอีกว่า กรณีดังกล่าวสามารถระบุจังหวัดที่มีเด็กป่วยด้วยภาวะเมทฮีโมโกลบินและยังมีข้อมูลที่พบด้วยว่าไส้กรอกไม่มีฉลาก ซึ่งหากสอบสวนข้อมูลด้วยระบบติดตามสินค้าหลังอนุญาตให้วางจำหน่าย (Post-Marketing) โดยส่งต่อข้อมูลกลับไปยังจังหวัดนั้น ๆ เพื่อให้ติดตามต้นตอและแหล่งผลิตได้ นอกจากนี้ยังอาจจะพบว่าระบบการเฝ้าระวังส่วนใดที่ยังมีช่องโหว่อยู่ ซึ่งจะทำให้ อย. สามารถอุดรูรั่วและพัฒนาระบบการเฝ้าระวังเตือนภัยให้รวดเร็วและทันเหตุการณ์มากยิ่งขึ้นได้

ทั้งนี้ สอบ. ในฐานะองค์กรที่ทำหน้าที่แทนผู้บริโภค มีข้อเรียกร้องไปยัง อย. ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแล และข้อแนะนำไปยังหน่วยงานอื่นและผู้บริโภค เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคให้ปลอดภัยจากการใช้สินค้าและบริการ ดังนี้

  • เรียกร้องให้ อย. ประสานข้อมูลกับพื้นที่และพัฒนาระบบเฝ้าระวังและระบบเตือนภัยให้มีประสิทธิภาพและทันการณ์มากยิ่งกว่านี้ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ขึ้นซ้ำอีก โดยมีการดำเนินการ ดังต่อไปนี้
    1.1 เชื่อมโยงข้อมูลทั้งระบบเข้าด้วยกันเพื่อความสะดวกในการส่งต่อข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว ทั้งส่วนกลางและภูมิภาค นอกจากนี้ยังต้องเชื่อมโยงข้อมูลกับสถานพยาบาลที่มักเป็นแหล่งที่มีผู้ป่วยจากการกินหรือใช้ผลิตภัณฑ์อันตรายเข้ารักษาตัวด้วย
    1.2 นำเทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุนการทำงานเพื่อให้เกิดระบบการเฝ้าระวังและตรวจจับอัตโนมัติ (Auto Detection) เพื่อนเตือนภัยผู้บริโภคได้ทันเหตุการณ์หากเจอผลิตภัณฑ์ที่ไม่ปลอดภัย
    1.3 สนับสนุนให้ผู้บริโภคและเครือข่ายที่เกี่ยวข้องเข้ามาเป็นเครือข่ายเฝ้าระวัง โดยใช้เทคโนโลยีที่ง่าย ไม่ซับซ้อนและส่งต่อข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • มีการส่งต่อข้อมูลจากสถานพยาบาลไปยังจังหวัดที่พบเด็กป่วยจากการกินไส้กรอกและให้จังหวัดเหล่านั้นตรวจสอบต่อว่าพิสูจน์ว่าโรงงานผลิตไส้กรอกที่มีอยู่ในจังหวัดขออนุญาตถูกต้องหรือไม่ และ ไส้กรอกที่ผลิตใส่สารกลุ่มไนเตรทหรือไนไตรท์เกินมาตรฐานที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ หากพบว่าผิดกฎหมายจะต้องดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดกับผู้ผลิต ซึ่งไม่ควรทำเพียงแค่การตักเตือน เนื่องจากมีผู้ที่ได้รับอันตรายจากการกินอาหารอันตรายเข้าไป
  • ผู้บริโภคจะต้องไม่ซื้อผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีฉลากระบุอยู่ และต้องให้ข้อมูลหรือส่งต่อข้อมูลให้กับบุตรหลานและผู้บริโภครายอื่น ๆ อีกทั้งยังต้องช่วยกันเฝ้าระวังและส่งต่อข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบติดตาม

ภก.ภาณุโชติ กล่าวทิ้งท้ายว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่าระบบการคุ้มครองผู้บริโภคยังมีช่องโหว่อยู่มาก ทั้งที่หน่วยงานมีความพยายามในการพัฒนาระบบที่ให้ผู้ผลิตสามารถขออนุญาตเลข อย. ได้รวดเร็วขึ้น โดยที่มีความเชื่อว่าผู้ผลิตจะทำสิ่งที่ถูกต้อง แต่สุดท้ายก็ยังมีผู้ผลิตที่ทำผิดกฎหมายจนทำให้ผู้บริโภคได้รับอันตรายอยู่ .-สำนักข่าวไทย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...