กลุ่มแคร์ เคลียร์สัญญะ 'ปาขี้' ก่อนทำคนอื่นเปรอะเปื้อน มือตัวเองต้องกำความทุกข์ไว้ก่อน
กลุ่มแคร์ เคลียร์สัญญะ ‘ปาขี้’ ก่อนทำคนอื่นเปรอะเปื้อน มือตัวเองต้องกำความทุกข์ไว้ก่อน
หลังจาก นายดวงฤทธิ์ บุนนาค สถาปนิกและนักออกแบบ สมาชิกกลุ่มแคร์ ประกาศทำกิจกรรม “ปาอุจจาระ” เป็นเวลา 11 นาที ณ Mirror Art ซอยแจ้งวัฒนะ 1 แยก 6 ซึ่งเป็นพื้นที่ของมูลนิธิกระจกเงา เมื่อวันที่ 2 กันยายนที่ผ่านมา เพื่อรับผิดชอบต่อข้อความที่เคยทวีตว่า “ถ้าเพื่อไทยจับมือกับพลังประชารัฐ ผมจะยอมให้เอาขี้ปาหัว” และ “#เพื่อไทย จะตั้งรัฐบาลกับ #ก้าวไกล เท่านั้น ไม่มีการเปลี่ยนขั้วสลับข้างไปจับกับ ภูมิใจไทย พลังประชารัฐ รวมไทยสร้างชาติแน่นอน เลิกปั่น เลิกฝันเพ้อเจ้อกันได้แล้วนะครับ ผิดไปจากนี้ ผมให้เอาขี้ปาหัว (อีกรอบ)”
ล่าสุด กลุ่มแคร์ เผยแพร่บทวิเคราะห์ “11 นาทีที่มีค่า ศิลปะที่ไม่ใช่แค่ความสกปรก” ผ่านเพจเฟซบุ๊ก CARE คิด เคลื่อน ไทย ระบุว่า วันเสาร์ที่ 2 ที่ผ่านมา หลายคนคงเห็นภาพกิจกรรม “ปาขี้” ของคุณดวงฤทธิ์ บุนนาคกันบ้างแล้ว ซึ่งในแง่หนึ่งกิจกรรมนี้ถูกมองว่าเป็น “การแสดงความรับผิดชอบต่อคำพูดตัวเอง” ของคุณดวงฤทธิ์ที่เคยประกาศไปว่า หากพรรคเพื่อไทยตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคภูมิใจไทย พรรคพลังประชารัฐ และพรรครวมไทยสร้างชาติ คุณดวงฤทธิ์จะยอมให้เอาขี้ปาหัว ซึ่งเมื่อสถานการณ์ทางการเมืองแน่ชัดแล้วว่า พรรคเพื่อไทยได้ร่วมรัฐบาลกับทั้ง 3 พรรคจริง คุณดวงฤทธิ์จึงประกาศจัดกิจกรรมปาขี้ขึ้นเพื่อรับผิดชอบต่อคำพูดตนเอง
นอกจากมุมมองทางการเมืองแล้ว กิจกรรมการปาขี้ของคุณดวงฤทธิ์ ยังสามารถถูกมองในแง่มุม “ศิลปะ” ได้อีกด้วย โดยในมุมศิลปะนั้น กิจกรรมปาขี้ถือได้ว่าเป็น “Relational Performing Art” หรือ “ศิลปะการแสดงเชิงสัมพันธ์” อย่างหนึ่ง
อะไรคือศิลปะการแสดงเชิงสัมพันธ์? และมันสำคัญอย่างไร? วันนี้พวกเรากลุ่ม CARE จะมาอธิบายให้ฟัง
อะไร คือ Relational Performing Art
Relational Performing Art เป็นการผสมกันระหว่าง 2 คำ คือ Relational Art+Performing Art
“Relational Art” หรือ “ศิลปะเชิงสัมพันธ์” ซึ่งหมายถึงศิลปะที่เปลี่ยนให้ผู้ชมเป็นส่วนหนึ่งของสถานการณ์ทางศิลปะ ด้วยการเปิดโอกาสให้ผู้ชมได้มีปฏิสัมพันธ์ต่องานศิลปะ เพื่อให้เกิดประสบการณ์ทางศิลปะที่รับรู้ผ่านประสาทสัมผัสต่างๆ เช่น การเห็น ได้ยิน การรับรส การได้กลิ่น และการสัมผัสทางร่างกาย
ปกติเราจะเข้าไปเสพงานศิลปะด้วยการไปยืนดูรูปหรืองานศิลปะเฉยๆ แต่ศิลปะเชิงสัมพันธ์ คือ การที่ทำให้เราเข้าไปมีส่วนร่วมกับงานศิลปะด้วย จนทำให้การกระทำของเราที่มีต่อการศิลปะ ถือเป็นส่วนหนึ่งของงานศิลปะด้วย
ส่วนอีกคำ คือคำว่า “Performing Art” หรือ “ศิลปะการแสดง” ซึ่งหมายถึง ศิลปะสาขาหนึ่งที่ใช้ร่างกายเป็นสื่อ รวมถึงอาจมีอุปกรณ์ประกอบการแสดงในการถ่ายทอดเรื่องราวหรือความรู้สึก ซึ่งเป็นการแสดงสดต่อหน้าคนดู เช่น การแสดงละครเวที เป็นต้น
พอเอา 2 คำนี้มาผสมกัน จึงกลายเป็น Relational Performing Art หรือศิลปะการแสดงเชิงสัมพันธ์ ที่หมายถึง ศิลปะที่ใช้ร่างกายศิลปินเป็นสื่อโดยเปิดโอกาสให้ผู้ชมเข้ามามีส่วนหนึ่งของงานศิลปะผ่านการกระทำบางอย่างกับร่างกายศิลปิน
Rhythm 0 ศิลปะแห่งการท้าทายความคิดด้านลบของมนุษย์
ตัวอย่างของ ศิลปะการแสดงเชิงสัมพันธ์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดโปรเจ็กต์หนึ่ง คือ “Rhythm 0” ของ มารินา อบราโมวิช ศิลปินชาวเซอร์เบียผู้ได้รับขนานนามว่า “ตัวแม่ของศิลปะแสดงสด”
Rhythm 0 (1974) เป็นการแสดงสดที่ท้าทายความคิดด้านลบของมนุษย์อย่างมาก โดยเธอได้เตรียมอุปกรณ์จำนวน 72 ชิ้น เช่น ปากกา ดอกกุหลาบ ขนนก กรรไกร แส้ มีด รวมไปถึงปืนพกที่บรรจุกระสุน 1 นัด และเชื้อเชิญผู้ชมให้ใช้อุปกรณ์เหล่านี้ทำอะไรกับร่างกายเธอก็ได้ โดยที่เธอจะไม่ต่อต้านหรือป้องกันตัว เป็นเวลา 6 ชั่วโมง
โดยผู้ชมบางคนเข้ามาใช้ขนนกแหย่เธอ เอาปากกาเขียนบนตัวเธอ ก่อนจะเริ่มรุนแรงไปถึงการกรีดเรือนร่าง บางคนลวนลามเธอ รวมไปถึงเอาปืนจ่อหัวเธอ แต่ก็มีผู้ชมหลายคนช่วยปกป้องเธอจากความรุนแรงเหล่านั้นด้วยเช่นกัน คล้ายลุงเสื้อแดงที่วิ่งไปโอบกอดคุณดวงฤทธิ์
การแสดงศิลปะโปรเจ็กต์นี้จึงแสดงให้เห็นว่า “ถ้าไม่ต้องรับผิดชอบต่อผลการกระทำของตัวเอง มนุษย์เราก็สามารถทำเรื่องเลวร้ายได้อย่างง่ายดาย” และนี่คือศิลปะการแสดงเชิงสัมพันธ์ที่อื้อฉาวที่สุดและท้าทายมุมมืดของมนุษย์มากที่สุดครั้งหนึ่งในวงการ
Untitled (Free) ศิลปะกินได้กลางหอศิลป์นิวยอร์ก
นอกจากการใช้เรือนร่างตัวเองเป็นสื่อศิลปะแล้ว อีกหนึ่งผลงานศิลปะเชิงสัมพันธ์ที่โด่งดังจากศิลปินไทยร่วมสมัยอย่าง “ฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช” ด้วยการแสดงผลงาน ผัดไทย (Pad Thai) หรือ Untitled (Free)
โดยเขายกครัวเข้าไปตั้งในหอศิลป์และทำผัดไทยแจกฟรีให้กับผู้ชมในแกลเลอรี่นิวยอร์ก โดยบางคนอาจจะมองว่าเป็นแค่ทำผัดไทยแจกฟรี หลายคนต่างงุนงงว่ามันศิลปะตรงไหน แต่จริงๆ แล้ว มันไม่ใช่แค่การทำอาหารแจก แต่มันเป็นการสร้างสถานการณ์ที่นำพาผู้คนเข้ามาร่วมสัมผัสผ่านการกิน
เพราะ “อาหาร คือ ศิลปะ” ดังนั้น การทำอาหารคือการทำผลงานศิลปะ และการที่ผู้ชมกินอาหารก็เป็นการพาให้ผู้ชมเข้ามาสัมผัสและเสพงานศิลปะผ่านการ “กิน” ซึ่งถือเป็นการสร้างผลงานร่วมกันระหว่างผู้ชมกับศิลปิน
ปาขี้ ในฐานะงานศิลปะ
หากย้อนกลับมาจะมองกิจกรรมการปาขี้ของคุณดวงฤทธิ์ ว่าเป็นศิลปะการแสดงเชิงสัมพันธ์ด้วยก็คงไม่แปลกนัก เพราะคุณดวงฤทธิ์ได้ให้ผู้ชมเข้ามามีส่วนร่วมในงานศิลปะของเขา ด้วยการเปิดโอกาสให้ใครก็ได้มาปาขี้ใส่ร่างกายเขา เพื่อสะท้อนความรู้สึก “สะใจ” ของผู้ชมที่ได้สาดอารมณ์ใส่เรือนร่างศิลปินด้วยการปาขี้
“ขี้” ในที่นี้จึงไม่ได้หมายถึงเพียง “อุจจาระ” แต่หมายถึง “สิ่งสกปรก” ในฐานะเครื่องมือสาดอารมณ์ใส่ศิลปินเพื่อความสนุกสะใจ และการที่เราจะสาดอารมณ์ใส่ใครเพื่อให้เขาเปรอะเปื้อนไปด้วยของสิ่งสกปรกนั้น มือของเราก็จำเป็นต้องหยิบคว้าสิ่งสกปรกนั้นด้วย จึงเท่ากับว่า มือของเราเองต้องสัมผัสสิ่งสกปรกนั้นก่อนที่เราจะทำให้คนอื่นเปรอะเปื้อนสิ่งสกปรกเสียอีก
สิ่งนี้สะท้อนได้เป็นอย่างดีว่า การที่เราจะทำให้คนอื่นต้องเปรอะเปื้อนไปด้วยความทุกข์ มือของเราจะต้องกำความทุกข์นั้นไว้เองเสียก่อน
และนี่คือหนึ่งสิ่งที่สามารถสื่อความหมายในทางศิลปะได้เป็นอย่างดีจากกิจกรรมของคุณดวงฤทธิ์
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
- 11 นาที รุม ‘ปาขี้’ ดวงฤทธิ์ หนุ่มสวมหน้ากากบิ๊กป้อมซัดตรงเต็มหน้า! ชายเสื้อแดงโผโอบกอด
- เปิดใจเหล่ามือปา พก ‘ของแทร่’ เต็มกระปุก จวกพวกตระบัดสัตย์ ทำดวงฤทธิ์รับ ‘ขี้’ แทน ทวงนางแบกเมื่อไหร่ไปอยู่เกาะ?
- พยาบาลแหวน เผยผลตรวจสุขภาพ ‘ดวงฤทธิ์’ หลังจบปาขี้ ‘ความดันยังไม่คงที่’ ชี้ชุดไม่กันน้ำ
- ดวงฤทธิ์ วาร์ป ‘เยี่ยมใต้’ ปูน ทะลุฟ้า ชี้ คนมีสัจจะได้ขี้ คนตระบัดสัตย์ได้เก้าอี้