ยุคเงินคม “วางมัดจำ-ยิงกระสุน” หน้า(เก่า)ใหม่ “เปย์หนัก” อาจโดนเท
“วางมัดจำ” ซื้อเสียงไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งบรรดาหัวคะแนนของพรรคการเมืองต่าง ๆ “รู้กัน” ในกลุ่มที่เคยเดินจดโพยรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งตามหมู่บ้าน หรือเขตต่าง ๆ ในพื้นที่รับผิดชอบ ว่า “บ้านไหน” ใครรับ หรือ “ไม่รับ” เงินมัดจำ หากยังฝืนทะเล่อทะล่าเปย์ให้ สิ่งที่ตามมา อาจไม่ใช่เสียงด่า เผลอ ๆ หากเจอการถ่ายคลิปไว้เป็นหลักฐานแจ้งจับเข้าคุกยาวๆ ได้ไม่ยาก
ปี 2026 ไม่ใช่ยุค “เงินไม่มา กาไม่เป็น” และต้องใช้เงินเข้าล่อชาวบ้านให้ลุกออกจากบ้านเดินไปใช้สิทธิเลือกตั้งอีกแล้ว หากคือ ยุคของการช่วงชิง-แข่งเดือดรอบด้าน ตั้งตัวบุคคลและนโยบาย โดยเฉพาะในภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ ว่ากันว่าหถ้าพรรคการเมืองไหนมีความพร้อมด้านสรรพกำลัง ทั้งบุคคลและทรัพยากรที่พร้อมเปย์ เพื่อสู้ความนิยมส่วนบุคคล หลายจังหวัดในเขตเลือกตั้ง “กระแส” ที่ว่าแน่ ๆ ก็ยังต้องพ่าย “กระสุน” ที่พร้อมยิงออก
ข้อมูลจากอดีตหัวคะแนนของพรรคการเมืองและนักการเมืองใหญ่ ซึ่งเคยเดินโพยอยู่ในจังหวัดแห่งหนึ่งในภาคตะวันออกและภาคอีสาน ให้ข้อมูลตรงกันว่า ฤดูกาลซื้อเสียงจะเกิดขึ้น ตั้งแต่ช่วงที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคการเมืองลงพื้นที่หาเสียง ถือเป็นการหยั่งกระแสความนิยมในพื้นที่ หากเป็นพื้นที่ของ “บ้านใหญ่” หรือเป็นผู้สมัครที่อยู่ภายใต้สังกัดบ้านใหญ่ ในระดับท้องถิ่น เช่น นายกฯ อบจ. หรือ นายก อบต. คะแนนของผู้สมัครส่วนใหญ่มัก “นอนมา”
“แต่ถ้าเป็นการเลือกตั้งระดับชาติ เลือก สส.เขต จังหวัดหรือเขตนั้น ๆ เป็นพื้นที่แข่งขันของ บ้านใหญ่ และมีคนในตระกูลดังในพื้นที่ลงชนกัน ผู้สมัครแต่ละคนเป็นตัวแทนของพรรคใหญ่ระดับชาติที่ไม่หลบให้กัน เป็นศึกชนช้าง ต่างฝ่ายต่างแพ้ไม่ได้เงินซื้อเสียงก็จะสูงขึ้นตามลำดับ”
สำหรับการซื้อเสียงมีหลายวิธีการ ทั้งการ “วางมัดจำ” ในช่วงโค้งสุดท้าย และจ่ายให้ครบส่วนที่เหลือหลังผลคะแนนออก มาโดยมักนิยมจะจ่ายเป็นเงินสดมากกว่า โดยในต่างจังหวัด “หัวคะแนน” จะนำเงินสดไปจ่ายให้ถึงหัวบันใดบ้าน บางรายอาจนัดไปจ่ายให้ที่จุดนัดพบ เช่น วัด ป่า วงตีไก่ ร้านกาแฟ หรือสถานที่ลับตา เพื่อป้องกันไม่ให้คนอื่นรับรู้
ส่วนการโอนจ่ายผ่านบัญชีพร้อมเปย์ หรือผ่านแอปธนาคาร เกิดขึ้นในภายหลัง และวิธีการดังกล่าวหัวคะแนนซึ่งเป็นคนรุ่นเก่าจะไม่ชอบเนื่องจากหากถูกจับกุม และมีการตรวจสอบบัญชีธนาคาร จะมีหลักฐานมัดตัวเองและผู้เกี่ยวข้อง ต่างจากหัวคะแนนรุ่นใหม่ที่ชอบความรวดเร็ว
วิธีการซื้อเสียงในอดีต -ปัจจุบัน ไม่ต่างกัน รู้พื้นที่ก็เอาบัญชีผู้มีสิทธิเลือกตั้งมากางดูว่าบ้านไหนมีกี่คน มีใครย้ายข้า-ย้ายออกบ้าง เราเป็นหัวคะแนน มีญาติกี่ครอบครัว ก็ต้องคุยกัน ไม่งั้นมันชนกัน น้องเป็นหัวคะแนนพรรคหนึ่ง พี่เป็นหัวคะแนนให้อีกพรรคหนึ่ง ใครเดินให้ใคร ในพื้นที่เขาจะรู้กัน เมื่อก่อนซื้อเสียงไม่แพง ไม่ได้แจกเงินด้วยซ้ำ แจกเป็นสิ่งของ เช่น เสื้อ ผ้าห่ม กะปิ น้ำปลา รองเท้า ต่อมาพัฒนาเป็นแจกเงิน
อดีตหัวคะแนนวัยเก๋า เล่าว่า การเลือกตั้ง สส.เขต ในยุคแรก ๆ มีการแจกเงินซื้อเสียงหัวละ 200-300 บาท ถ้าพื้นที่ใดแข่งเดือดมากสุดที่ 400 บาท ไม่ถึง 500 บาท และแจกเฉพาะการเลือกตั้งระดับประเทศ ระดับท้องถิ่น เลือกกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือ อบจ. และ อบต.ไม่มีแจก แต่ในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา แข่งกันเดือด แล้วก็แจกกันดุมาก ทุกสนามเลือกตั้ง ราคาแจกสูงสุดอยู่ที่หัวละ 2,000 บาท
นอกจากนี้รูปแบบของหัวคะแนนก็เปลี่ยนไป ไม่ใช่ คนบ้านใหญ่หรือตระกูลดังที่เคยเดินหาเสียงให้พรรคหรือผู้สมัคร หรือกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แต่เปลี่ยนไปใช้หัวคะแนนธรรมชาติที่ไม่ถูกจับจ้อง เช่น อสม. , ครู ,อดีตข้าราชการ , กรรมการหมู่บ้าน เป็นต้น
“ซื้อเสียงหัวละ 7,500 บาท มีจริงหรือไม่ ไม่รู้ ที่บ้านเรา ยังไม่เคยเจอ ..เขาสู้กันเต็มที่ขณะนี้ ราคาอยู่ที่ 500-1,000 บาท แล้วชาวบ้านเขาก็รู้อยู่แล้วว่าจะเลือกใคร คือ ผู้สมัคร สส.เขต ไม่ซื้อ เขาก็เลือกอยู่แล้ว เพราะลงพื้นที่ต่อเนื่อง ไม่เคยปล่อยปละละเลย ส่วน สส.ปาร์ตี้ลิสต์ จะเลือกพรรคไหน เข้ามาฟังชาวบ้านคุยกันก็รู้หมดแล้ว พวกที่เรียกว่า “หมาหลง” หรือ “หน้าใหม่” ซื้อไปก็หมดเงินเปล่า” จ่ายหนักก็ใช่ว่าจะชนะเลือกตั้ง” หัวคะแนนอีกคนหนึ่งให้ข้อมูล
ท่ามกลางการโก่งราคาซื้อเสียงเลือกตั้ง “เทพไท เสนพงศ์” อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “เทพไท–คุยการเมือง” ระบุว่า ซื้อเสียง หัวละ7,500 บาท มีจริง
กรณีคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และคณะทำงานซีโร่คอร์รัปชัน ได้สำรวจข้อมูลเกี่ยวกับการซื้อเสียงในการเลือกตั้ง สส. ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 พบว่า การซื้อเสียงในภูมิภาคต่าง ๆ จำนวนมาก และตัวเลขการซื้อเสียงที่สูงมาก กรณีพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล ที่มีตัวเลขการซื้อเสียงสูงถึงหัวละ 7,500 บาท ส่วนในภูมิภาคอื่น ๆ ตัวเลขจะอยู่ในระหว่าง 1,000 – 3,000 บาท
เทพไท ระบุว่า ในฐานะที่เป็นนักการเมืองมาก่อน ได้ลงพื้นที่ในจังหวัดภาคใต้ เพื่อเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการซื้อเสียงในการเลือกตั้งครั้งนี้ พบว่ากระแสการซื้อเสียงความรุนแรงมาก…การเลือกตั้ง นายก อบต. สมาชิก อบต. เมื่อวันที่ 11 ม.ค.2569 อัตราการซื้อเสียงนายกฯอยู่ที่หัวละ 3,000 บาท สมาชิก อบต. หัวละ 1,000 บาท
จึงทำให้คาดการณ์ว่าการเลือกตั้ง สส.วันที่ 8 ก.พ. 2569 ตัวเลขหรือราคาการซื้อเสียงก็ไม่แตกต่างกันมากนัก น่าจะอยู่ในราคาเสียงละ 1,000 บาท หรือมากกว่านั้น ถ้าหากการแข่งขันมีสูง และมีการซื้อเสียงแข่งขันกันระหว่างผู้สมัครด้วยกัน ก็อาจจะมีราคาการซื้อเสียงที่สูงถึงหัวละ 2,000 บาท
กกร.สำรวจว่ามีอัตราการซื้อเสียงสูงสุดถึง 7,500 บาท น่าจะเป็นตัวเลขที่เกี่ยวข้องกับการซื้อเสียงการเลือกตั้งในบางพื้นที่ เช่นการเลือกตั้งพื้นที่เล็ก ๆ แคบ ๆ เช่น การเลือกตั้งเทศบาล การเลือกตั้ง อบต. หรือการเลือกตั้งกำนันผู้ใหญ่บ้าน เมื่อพื้นที่แคบจำนวนผู้ลงคะแนนน้อย สามารถเช็คเสียงได้ว่า แพ้ชนะไม่กี่คะแนน จึงทำให้คะแนนที่ต้องแข่งขันเพียงไม่กี่เสียง ก็ทำให้เสียงที่ต้องการให้ได้รับชัยชนะ มีราคาสูง บางครั้งถ้าแพ้ชนะกันเพียงไม่กี่เสียง อาจจะมีอัตราการซื้อเสียงที่สูงถึงเสียงละ 10,000 บาทก็มี ในการเลือกตั้งระดับเทศบาลเล็ก ๆ บางแห่ง
สอดคล้องกับข้อมูลจากแหล่งข่าวในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ระบุว่า ในพื้นที่ระดับเขตเล็ก ๆ มีการซื้อเสียงกันอย่างดุเดือด โดยมีการปล่อยข่าวว่า หัวคะแนน ซึ่งเคยเดินประกบผู้สมัครสส.พรรคหนึ่ง ได้นำเงินไปจ่ายเพื่อซื้อเสียงสส.โดยให้หัวละ 5,000 บาท ซึ่งถือว่าสูงมากจากเดิมในพื้นที่ที่เคยมีการจ่ายในราคา 500-1,000 บาทเท่านั้น
“ชาวบ้านจะตื่นข่าวลือ ว่า บ้านนั้น บ้านนี้ ได้เงินจากพรรคนี้หัวละ 7,500 บาท ซึ่งบ้านหลังแรกอาจได้รับเงินจริงเพราะเขาเป็นหัวคะแนนอยู่ ทำให้ชาวบ้านที่รู้ข่าวตั้งตารอ พอหัวคะแนนของพรรคอื่นมาจ่าย ไม่ก็เอา จะรอ 7,500 บาท ที่มากกว่า พอช่วงโค้งสุดท้าย มันไม่ได้แข่งเดือด เพราะอีกพรรคสู้ราคาไม่ได้ ยอมถอย แต่กลุ่มที่รอในช่วงสุดท้ายก็ได้ไม่ถึง 7,500 ตรงนี้เป็นเล่ห์กลที่หัวคะแนน ฮั้วกัน อมไว้เอง เอาไว้หลอกชาวบ้าน สุดท้ายผู้ที่ได้รับเลือกเข้ามา ก็ไม่ได้จ่ายจริงในราคาสูงขนาดนี้”
แม้จะรู้ว่าการซื้อสิทธิขายเสียง เป็นสิ่งผิดกฎหมายทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย โดยผู้ซื้อเสียง มีโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 ถึง 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี ส่วนผู้ขายเสียง เรียก รับ หรือยอมจะรับเงิน ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด เพื่อลงคะแนนหรืองดเว้นไม่ลงคะแนน ฝ่าฝืนมีโทษ จำคุก 1-5 ปี ปรับ 20,000-100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี
แต่หัวคะแนนของทุกพรรคการเมือง ทั้ง ๆ ที่รู้ว่า “เสี่ยงคุก” แต่ก็ยังยอม “ลองของ” ดังคำกล่าวที่ว่า “เงินมันคม” ทุกฝ่ายจึงยอมทุ่มเพื่อให้ได้อำนาจกลับคืน และการเลือกตั้ง 2569 นี้ จะเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ว่า ระหว่าง กระแส-กระสุน และทุนที่เปย์ไปจะทำให้ได้ผู้สมัครสส.หน้าใหม่ (เก่า) ถูกเท หรือได้เดินเข้าสู่สภาอย่างไร้มลทิน
ทวงคืน “ลุงป้อม” ทวงเสบียง “ตรีนุช” สู้กระแสศึกเลือกตั้งเขตภูธร
"ส้ม" เสียรังวัด ผู้สมัครสส.พันเว็บพนัน เปิดทาง "แม่พระธรณี" ทวงคืนพื้นที่