โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เสนอผู้ว่าฯทำแผน“หมวกกันน็อก”ทั้งจังหวัด

เดลินิวส์

อัพเดต 22 มกราคม 2569 เวลา 16.12 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
แม้รณรงค์ม […]

แม้รณรงค์มายาวนาน แต่อัตราการสวมหมวกนิรภัยของผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ในไทยยังคงทรงตัวอยู่ที่ระดับต่ำ ข้อมูลการสำรวจมูลนิธิไทยโรดส์ ซึ่งดำเนินการสำรวจพฤติกรรมการสวมหมวกนิรภัยทั่วประเทศมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2553 ถึง 2566 ครอบคลุม 77 จังหวัด พบว่าอัตราการสวมหมวกของผู้ขับขี่ยังคงอยู่ในระดับ 50-54% ส่วนผู้โดยสารต่ำกว่ามาก อยู่ราว 19-24% ตลอดช่วงเวลากว่าทศวรรษ ชี้ให้เห็นว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ "ขาดความรู้" แต่เป็นเรื่องของความแน่นอนในการบังคับใช้กฎหมายและการขาดกลไกที่ทำให้พฤติกรรมเกิดขึ้นซ้ำในชีวิตประจำวัน

นายแพทย์ ไพบูลย์ สุริยะวงศ์ไพศาล ที่ปรึกษาหัวหน้าภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ช่องว่างระหว่างผู้ขับและผู้โดยสารสะท้อนให้เห็นว่าสังคมไทยยังมี "บรรทัดฐานผิดๆ" ที่ว่า "เดินทางระยะสั้น ผู้โดยสารไม่ต้องสวมหมวก" ซึ่งเป็นความเชื่อที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บศีรษะอย่างมาก ดังนั้นเสนอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะผู้นำ เข้ามาเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบาย "มาตรการองค์กร" ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ดังนี้

1. บังคับใช้กฎหมายแบบ "เห็นผลแน่นอน" แทนที่จะรณรงค์เฉพาะช่วงเทศกาล ให้ตั้งด่านตรวจตลอดทั้งปีในจุดเสี่ยงสูง โดยเน้นการจับ "ผู้โดยสารไม่สวมหมวก" ควบคู่กับผู้ขับขี่ และต้องมีการรายงานผลเป็นรายเดือนเพื่อเพิ่มความโปร่งใสและลดการบังคับใช้แบบเลือกปฏิบัติ

2. ขยาย "มาตรการองค์กร" ในภาครัฐ โดยกำหนดให้หน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ และผู้รับเหมาของรัฐต้องมีนโยบาย "สวมหมวก 100%" ไม่เฉพาะในเวลางานเท่านั้น แต่รวมถึงการเดินทางไป-กลับที่ทำงานและการปฏิบัติภารกิจราชการ ซึ่งองค์กรสามารถบังคับใช้กฎระเบียบภายในและมาตรการทางวินัยได้ใกล้ชิดกว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจ

3. ดึงภาคเอกชนร่วมขับเคลื่อนผ่านความร่วมมือภาครัฐและเอกชน เชิญนายจ้างรายใหญ่ นิคมอุตสาหกรรม บริษัทขนส่งและโลจิสติกส์ ลงนามความร่วมมือระดับจังหวัด โดยแต่ละองค์กรจะพัฒนาระบบการจัดการความปลอดภัยของยานพาหนะ และความปลอดภัยในห่วงโซ่อุปทาน มีการตรวจสอบที่ประตูเข้า-ออก (การกำกับดูแลตนเอง) มีมาตรการทางวินัยสำหรับผู้ไม่ปฏิบัติตาม และได้รับการยกย่อง/รางวัลจากนายจ้างและภาครัฐหากทำสำเร็จ ซึ่งเชื่อมโยงกับความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร (CSR)

4. ใช้ข้อมูลขับเคลื่อนนโยบาย จัดทำแดชบอร์ดระดับจังหวัดที่แสดงอัตราการสวมหมวก (แยกผู้ขับ/ผู้โดยสาร) พร้อมตัวชี้วัดการทำงาน เช่น จำนวนครั้งที่ตั้งด่าน จำนวนองค์กรที่ร่วมโครงการ เพื่อให้สามารถติดตามผลและปรับปรุงได้ทันท่วงที

สามารถเริ่มต้นได้ภายใน 100 วัน โดยสัปดาห์แรกออกข้อสั่งการและตั้งทีมปฏิบัติการ สัปดาห์ที่ 3-6 จัดทำฐานข้อมูลและคัดเลือกจุดเป้าหมาย สัปดาห์ที่ 7-14 เริ่มปฏิบัติการจริง และภายใน 100 วันต้องรายงานผลต่อสาธารณะเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ

นายแพทย์ ไพบูลย์ กล่าวต่อว่า มีองค์กรต้นแบบที่ประสบความสำเร็จ เช่น สวนอุตสาหกรรมเครือสหพัฒน์จังหวัดลำพูน ที่ไม่มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนภายในสวนอุตสาหกรรมตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา และนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ จังหวัดชลบุรี ที่ใช้ระบบการจัดการความปลอดภัยอย่างเป็นระบบครอบคลุมทั้งการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน กฎระเบียบภายใน และการใช้เทคโนโลยีติดตาม ทำให้พื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ลดการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุได้ถึง 8%

ผู้ใช้รถจักรยานยนต์ในไทยมากกว่า 20 ล้านคัน และกลุ่มผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นวัยแรงงาน การยกระดับอัตราการสวมหมวกจึงไม่ใช่แค่เรื่องความปลอดภัย แต่เป็นเรื่องของเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขของประเทศด้วยนายแพทย์ ไพบูลย์ กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...