MPJ กางแผนปี 69 อัดงบ 1.1 พันล้าน ขยายอาณาจักร “โลจิสติกส์” ดันรายได้ทะลุ 1.3 พันล้าน
นายไพรัต ภูฆัง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายบัญชีและการเงิน พร้อมด้วย นางสาวชนิชา ประดิษฐกุล ผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์ข้อมูลการเงิน บริษัท เอ็ม พี เจ โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ MPJ เปิดเผยข้อมูลภาพรวมธุรกิจของบริษัทผ่านงาน Opportunity Day จัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ในวันที่ 5 มีนาคม 2569 ระบุว่า ผลการดำเนินงานประจำปี 2568 ว่า บริษัทมีรายได้รวม 1,075 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 5.5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยแบ่งเป็นรายได้จากธุรกิจขนส่ง 520 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 7 ธุรกิจให้บริการลานตู้คอนเทนเนอร์ 344 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 10.6 ธุรกิจคลังสินค้า 31 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 20 ขณะที่ธุรกิจจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศหดตัวลงร้อยละ 8 มีรายได้ 180 ล้านบาท จากภาวะการอิ่มตัวและการแข่งขันในอุตสาหกรรม รวมถึงผลกระทบจากกำแพงภาษีของสหรัฐอเมริกา
ทั้งนี้ บริษัทสามารถทำกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย ได้ 180 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 9.9 และมีกำไรสุทธิ 111 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 13.3 รวมถึงรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากกิจการร่วมค้ากับสายเรือ โอโอซีแอล ในนามบริษัท โอเอ็ม ดีโป 26 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 19 คณะกรรมการบริษัทจึงมีมติเสนอที่ประชุมผู้ถือหุ้นจ่ายเงินปันผลในอัตรา 0.34 บาทต่อหุ้น คิดเป็นมูลค่า 68 ล้านบาท หรือร้อยละ 61 ของกำไรสุทธิ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการจ่ายปันผลที่สม่ำเสมอของบริษัท
สำหรับฐานะทางการเงินในปี 2568 สินทรัพย์รวมเติบโตร้อยละ 16 จากการลงทุนก่อสร้างโครงการลานตู้คอนเทนเนอร์แห่งใหม่ขนาด 19 ไร่ รวมถึงการซื้อรถยกและบันทึกสินทรัพย์สิทธิการใช้ที่ดิน ส่วนหนี้สินเติบโตร้อยละ 28 จากการกู้ยืมสถาบันการเงินเพื่อรองรับการก่อสร้าง และส่วนของผู้ถือหุ้นเติบโตร้อยละ 7 โดยปัจจุบันบริษัทมีอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ในระดับต่ำเพียง 0.13 เท่า ทั้งนี้ แม้ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 กำไรสุทธิจะปรับตัวลดลงเล็กน้อย เนื่องจากมีต้นทุนคงที่ในการเปิดลานตู้แห่งใหม่ทั้งที่สถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องเขตลาดกระบังขนาด 24 ไร่ ที่เริ่มเช่าในเดือนกันยายน และลานตู้ 19 ไร่ที่แหลมฉบังที่เปิดในเดือนธันวาคม รวมถึงการตั้งสำรองผลประโยชน์พนักงานตามมาตรฐานบัญชี แต่แนวโน้มในไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 เริ่มกลับมาฟื้นตัวดีขึ้นจากปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ที่เริ่มเข้ามาเต็มพื้นที่
ส่วนแผนการดำเนินธุรกิจในปี 2569 บริษัทตั้งเป้าหมายรายได้รวมไว้ที่ 1,375 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 26 เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยเตรียมงบประมาณการลงทุนรวม 1,140 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะทำให้อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยขยับขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 1.4 เท่า ซึ่งยังอยู่ในเกณฑ์ที่สถาบันการเงินกำหนด โดยแบ่งเป็นการลงทุนในธุรกิจขนส่ง 70 ล้านบาท เพื่อเปลี่ยนรถหัวลากชุดใหม่และเริ่มนำยานยนต์ไฟฟ้าเข้ามาใช้ทดแทน ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และสร้างรายได้เพิ่ม 30 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้ารายได้จากการใช้รถบรรทุกภายนอกมารับงานอีก 45 ล้านบาท ส่วนธุรกิจจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศตั้งเป้ารายได้ 250 ล้านบาท โดยจะขยายบริการผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบเพื่อเพิ่มรายได้อีก 18 ล้านบาท รวมทั้งขยายส่วนแบ่งการตลาดในภูมิภาคเอเชีย นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนพัฒนาระบบวางแผนทรัพยากรองค์กรและระบบบริหารจัดการการขนส่งให้สมบูรณ์และเชื่อมต่อกันผ่านส่วนต่อประสานโปรแกรมประยุกต์ภายในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 เพื่อลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพการทำกำไร
ด้านแผนการขยายธุรกิจให้บริการลานตู้คอนเทนเนอร์ เตรียมงบลงทุน 380 ล้านบาท ตั้งเป้ารายได้ 492 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 43 โดยมีแผนซื้อที่ดินเพื่อขยายลานตู้แห่งใหม่ในพื้นที่แหลมฉบังอีก 28 ไร่ มูลค่า 320 ล้านบาท คาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาสที่ 2 และเริ่มก่อสร้างในไตรมาสที่ 3 ถึงไตรมาสที่ 4 ของปี 2569 ก่อนเปิดให้บริการในไตรมาสที่ 1 ของปี 2570 ซึ่งจะรองรับตู้คอนเทนเนอร์ได้ 200,000 หน่วยต่อปี คาดสร้างรายได้เพิ่ม 140 ล้านบาทต่อปี
ขณะที่ธุรกิจคลังสินค้าเตรียมงบลงทุน 690 ล้านบาท แบ่งเป็นการขยายพื้นที่คลังสินค้าระยะที่ 2 ห่างจากนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ระยอง ประมาณ 2 กิโลเมตร จำนวน 18,000 ตารางเมตร ซึ่งโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแล้วและจะเริ่มก่อสร้างในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 เพื่อเปิดใช้งานในไตรมาสที่ 2 ของปี 2570 คาดสร้างรายได้เพิ่ม 34 ล้านบาทต่อปี และเตรียมงบ 425 ล้านบาท สำหรับจัดหาที่ดินเพื่อสร้างคลังสินค้าที่แหลมฉบัง ห่างจากท่าเรือ 12 กิโลเมตร อีก 24,000 ตารางเมตร คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในไตรมาสที่ 1 ของปี 2571 ทั้งนี้ พื้นที่ลานตู้คอนเทนเนอร์ 42 ไร่เดิมที่แหลมฉบังนั้น เป็นการทำสัญญาเช่าที่ดินระยะยาว 20 ปี ทำให้บริษัทมีความมั่นคงในการให้บริการในระยะยาว
สำหรับประเด็นคำถามจากนักลงทุนเกี่ยวกับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณช่องแคบฮอร์มุซที่ทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น บริษัทประเมินว่าผลกระทบอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากสัดส่วนลูกค้าที่ต้องพึ่งพาเส้นทางตะวันออกกลางมีเพียงร้อยละ 2 ของปริมาณทั้งหมด ประกอบกับบริษัทมีสัญญาปรับราคาค่าขนส่งตามความผันผวนของราคาน้ำมันกับลูกค้าอยู่แล้ว จึงช่วยลดความเสี่ยงด้านต้นทุน
ส่วนประเด็นคดีความฟ้องร้องเรื่องอุบัติเหตุรถชนนั้น ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาในคดีอาญาแล้วว่าพนักงานขับรถของบริษัทไม่มีความผิด ส่งผลให้คดีแพ่งที่ถูกระงับไว้เพื่อรอผลคดีอาญานั้น บริษัทในฐานะจำเลยร่วมจึงไม่ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด
สำหรับรายได้จากการร่วมทุนจัดตั้งบริษัท โอเอ็ม ดีโป ในพื้นที่แหลมฉบังจำนวน 16 ไร่ และขยายไปยังเขตลาดกระบังอีก 24 ไร่นั้น มีรายได้ประมาณ 70 ล้านบาท ซึ่งเป็นรายได้จากการบริหารจัดการพนักงาน ค่าเช่าเครื่องมือ อุปกรณ์ และการให้เช่าสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ
ทั้งนี้ ข้อมูลการนำเข้าและส่งออกของไทยในปี 2568 ขยายตัวร้อยละ 5.5 และมีปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ผ่านท่าเรือแหลมฉบังกว่า 10.3 ล้านหน่วย เติบโตร้อยละ 8.5 สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสการเติบโตที่สอดคล้องกับการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 67 โดยเฉพาะในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก