The King of Aussie Open ออสเตรเลียน โอเพน 2008 เมเจอร์แรกของ ‘โนเล’ ที่ไม่มีวันลืม
“ผมรู้แหละว่าทุกๆ คนคงอยากให้เขาชนะมากกว่าผม”
เสียงหัวเราะของผู้ชมในเมลเบิร์น พาร์ค ดังขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มนิดๆ ที่ใบหน้าของแชมป์แกรนด์สแลมรายการแรกของปี 2008 คนใหม่
โนวัค ยอโควิช นักเทนนิสหนุ่มชาวเซิร์บ หมายถึงโจ-วิลฟรีด ซองกา คู่ชิงชาวฝรั่งเศสของเขาที่ไม่อาจต้านทานความยอดเยี่ยมและเฉียบคมของมืออันดับ 3 ของโลกในเวลานั้นได้
โดยที่ไม่มีใครในเวลานั้นจะล่วงรู้ว่าในอีก 18 ปีต่อมา เขาคนนี้จะกลายเป็นผู้ที่พิชิตแกรนด์สแลมได้มากที่สุดในโลก เหนือยิ่งกว่าโรเจอร์ เฟเดอเรอร์ และราฟาเอล นาดาล ที่ครองวงการในเวลานั้น และยังคงยืนหยัดเป็นภูผาใหญ่ไม่ยอมล้มของโลกเทนนิสจนถึงวันนี้
‘โนเล’ ในวันนั้นเป็นอย่างไรนะ?
นัดชิงชายเดี่ยว ออสเตรเลียน โอเพน 2008 ถูกจับตามองอย่างมากในช่วงเวลานั้น
เหตุผลเพราะนี่เป็นแกรนด์สแลมแรกนับตั้งแต่ปี 2005 ที่ไม่มีชื่อของ เฟเดอเรอร์ หรือนาดาล ผ่านเข้ามาจนถึงรอบนี้
นาดาล เสียท่าให้กับโจ-วิลฟรีด ซองกา นักเทนนิสหนุ่มเลือดน้ำหอมที่สยบเขาได้อย่างขาดลอย 3 เซตรวดในรอบรองชนะเลิศ 6-2, 6-3, 6-2
เพียงแต่ ‘เอล มาทาดอร์’ ไม่ได้ช้ำใจคนเดียวเพราะเฟเดอเรอร์ ก็เผชิญชะตากรรมที่ไม่แตกต่างกันเมื่อพ่ายให้กับยอโควิช ที่ยังเป็นหนุ่มน้อยอายุแค่ 20 ปีในเวลานั้น 3 เซ็ตรวดเหมือนกัน 7-5, 6-3, 7-6. (7-5)
นั่นทำให้นัดชิงครั้งดังกล่าวถูกมองว่าเป็นการขึ้นมาของกลุ่มคลื่นลูกใหม่ที่อาจจะท้าทายการครองวงการของสองคู่ปรับตลอดกาล โดยที่ไม่ว่านัดชิงจะจบลงอย่างไรเราจะได้แชมป์แกรนด์สแลมคนใหม่ของรายการอย่างแน่นอน
และโอกาสนั้นถูกมองว่าสูสีทีเดียว สำหรับคู่ชิงที่เป็นการพบกันระหว่างสายพลังและนักพลิกแพลง (Improviser) อย่างซองกากับจอมเทคนิครุ่นเยาว์ (Young master technician) อย่างยอโควิช
น่าสนุกดีไหมละครับ
ซองกา ในเวลานั้นอยู่ในฟอร์มและสภาพร่างกายที่ยอดเยี่ยมอย่างมาก ลุคของเขาที่ทำให้เราเหมือนได้เห็น มูฮัมหมัด อาลี ลงไปตีเทนนิส ด้วยความแข็งแกร่ง พละกำลัง ทำให้เขากลายเป็นนักเทนนิสที่เป็นขวัญใจของแฟนๆ เจ้าถิ่นชาวออสเตรเลียน รวมถึงแฟนเทนนิสทั่วโลกที่มาชมการแข่งขันไปโดยปริยาย
ที่มาที่ไปของฟอร์มอันร้อนแรงในเวลานั้นมาจากการเตรียมความพร้อมอย่างหนักของเจ้าตัว ที่เดินทางมาเตรียมตัวก่อนทัวร์นาเมนต์จะเริ่มนานร่วมเดือน
ความสด ความกระหายมีอัดแน่นอยู่เต็มตัว ที่สำคัญคือเขาไม่รู้สึกวิตกกังวลเลยแม้แต่นิด เป็นช่วงที่ไม่มีความเคลือบแคลงสงสัยใดๆทั้งต่อเรื่องของสภาพร่างกายและฟอร์มการตีของตัวเอง และนั่นทำให้ซองกาทะยานไปข้างหน้าอย่างไม่มีใครหยุดได้
แอนดี มาร์รีย์ เป็นเหยื่อรายแรกในรอบแรกที่ถูกเขาจัดการ แม้ว่านักเทนนิสชาวสหราชอาณาจักรจะเป็นต่อก็ตาม
ก่อนที่จะมีเหยื่อรายอื่นๆ ตามมา ไม่ว่าจะเป็น ริชาร์ด กาสเกต์ – ผู้ที่เจอกันมาก่อนในช่วงการเตรียมตัวก่อนถึงออสซี โอเพน – ในรอบ 16 คน จากนั้นคือมิคาอิล ยุซนี ที่ความจริงก็อยู่ในฟอร์มร้อนแรง ไล่อัดนาดาลมา 6-1, 6-0 ในรายการอุ่นเครื่องที่โดฮา แต่ก็ไม่สามารถจะต้านทานซองกาได้ในตอนนั้น
รวมถึงนาดาลเองก็ไม่อาจจะหยุดซองกาได้ในรอบตัดเชือก
วันนั้นเหมือนเขาได้ใจของคนเมลเบิร์นไปด้วย เพราะเราล้วนต่างพร้อมจะรักเรื่อง Underdog story อยู่แล้ว ซองกาจึงกลายเป็นที่รักของแฟนๆในปีนั้นอย่างช่วยไม่ได้
แต่ในอีกด้านหนึ่งยอโควิช เองก็อยู่ในช่วงของฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยมจนน่ากลัวเหมือนกันครับ
ถึงแม้ว่าก่อนหน้านั้นเขาผ่านความผิดหวังมาในการเข้าชิงแกรนด์สแลมครั้งแรกของชีวิตให้กับ เฟเดอเรอร์ ในรายการยูเอส โอเพน 2007 ถึง 3 เซ็ตรวด
ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ความพ่ายแพ้ในครั้งนั้นเหมือนเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับเส้นทางที่ยิ่งใหญ่ในอนาคต เพราะเราย้อนกลับไปให้ไกลกว่านัดชิงยูเอส โอเพน เราจะได้เห็นว่ายอโควิช ค่อยๆ ก้าวผ่านกำแพงของตัวเองมาทีละขั้น
จากการติดอยู่ที่ด่านรอบรองชนะเลิศในโรลังด์ การ์รอส และวิมเบิลดัน ก็มาถึงรอบชิงยูเอส โอเพน – ซึ่งในความหมายอีกด้านคือเขากำลังทำผลงานทั้งสม่ำเสมอและมีพัฒนาการที่ดีขึ้นอย่างสม่ำเสมอ
เปรียบเป็น ‘เกมภาษา’ ยอโควิช ก็เหมือนตัวละครในเกมที่ค่อยๆ เก็บสะสมประสบการณ์ของตัวเองขึ้นมาเรื่อยๆ จากที่เคยแพ้ก็เริ่มชนะ และอยู่ในจุดที่เริ่มพร้อมที่จะสู้กับใครก็ได้แล้วในเวลานั้น
การสยบ ‘Fedex’ ซึ่งเป็นแชมป์เก่าของรายการนี้เมื่อปี 2007 ได้สำเร็จจึงไม่ใช่เรื่องของความบังเอิญแต่อย่างใด แต่เป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ (Inevitable) ถึงแม้จะมีการวิจารณ์ว่าในวันนั้นเฟเดอเรอร์ หลุดฟอร์มการเล่นอย่างน่าตกใจก็ตาม
“Djokovic fells the giant and prepares for unknown” พาดหัวข่าวของ The Guardian ถึงชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของเด็กใหม่ที่น่าจับตามองของวงการ ที่กำลังจะก้าวไปสู่ ‘ดินแดน’ (Territory) ที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อน
ปัญหาใหญ่ของยอโควิชในเวลานั้นคือ ‘เวลา’
เขามีเพียงแค่วันเดียวเท่านั้นสำหรับทั้งการพักฟื้นร่างกายและเตรียมสภาพจิตใจของตัวเองให้พร้อมสำหรับการต่อสู้ในนัดชิงชนะเลิศ
อย่างที่บอกไปตอนต้น ซองกาไม่ใช่ว่าธรรมดา
และเราคาดหวังว่าจะได้ชมนัดชิงที่สุดสูสีของยุคสมัยใหม่
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกลับเป็นตรงกันข้ามครับ
ไม่สิ – ความจริงก็เกือบจะเป็นอย่างที่แฟนเจ้าถิ่นแอบหวังไว้เหมือนกัน – เมื่อซองกา แสดงให้เห็นถึงฟอร์มการตีอันยอดเยี่ยมเหมือนตลอดรายการที่ผ่านมา พลังการตีอันหนักหน่วงของเขาอัดยอโควิชจนอยู่หมัดในเซ็ตแรก 6-4
มันเป็นฟอร์มที่ทำให้แฟนๆ ของซองกา ไม่ว่าจะเป็นคนที่ติดตามมานานหรือแอบปันใจเชียร์ตามบรรยากาศและสถานการณ์ชวนคิดว่า นี่แหละอีกหนึ่งเรื่องราว Underdog ที่จะต้องจดจำกำลังจะเกิดขึ้นในนัดชิงชนะเลิศของปีนี้แล้ว
น่าเสียดายสำหรับซองกา ที่ทุกอย่างที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นไม่เป็นไปอย่างที่เขาหวังเลย และมันน่าจะเป็นครั้งแรกที่เราได้เห็นความร้ายกาจแบบรอบด้านของยอโควิช ที่ต้องใช้คำว่าสำแดงเดชออกมา
3 เซ็ตหลังจากนั้นคือผลงานในระดับ Masterclass ของผู้เล่นที่ไม่ใช่แค่ครบเครื่องในเรื่องของการตี แต่ยังแสดงให้เห็นถึงจิตใจที่ผ่านการขัดเกลามาอย่างดี ซึ่งก็มาจากประสบการณ์ความพ่ายแพ้ในรอบตัดเชือกของโรลังด์ การ์รอสและวิมเบิลดัน รวมถึงการแพ้ต่อเฟเดอเรอร์ในรอบชิงชนะเลิศแกรนด์สแลมหนแรกของชีวิต
‘ประสบการณ์’ ตรงนี้คือความแตกต่างที่สำคัญที่สุดระหว่างเขากับซองกา ที่นักเทนนิสชาวฝรั่งเศสเปิดเผยในภายหลังว่า ในขณะที่ยอโควิชคุ้นเคยกับเกมใหญ่ๆ ระดับนี้มาบ้างแล้ว แต่สำหรับเขานี่เป็นครั้งแรกจริงๆ ที่ต้องลงสนามต่อหน้าผู้ชมมากมายขนาดนี้และเผชิญกับแรงกดดันและความคาดหวังอย่างสูง
ไม่ใช่แค่จากคนอื่น แต่รวมถึงตัวเองด้วย
เพราะหลังจากนัดชิงในครั้งนั้น ซองกาเอาชนะยอโควิชในการพบกันรายการอื่นได้ถึง 4-5 ครั้งติดต่อกัน
แต่มันไม่มีความหมายแล้วเพราะนัดที่สำคัญที่สุดคือนัดนี้ที่เมลเบิร์น พาร์ค
3 เซ็ตหลังจากนั้นยอโควิช เข้าฝักไล่เก็บชัยชนะรวด 6-4, 6-3, 7-6 (7-2) ก่อนที่จะคว้าแชมป์แกรนด์สแลมแรกของเขาได้สำเร็จ
พร้อมกับเผยนิสัยจอมเสียดสีเบาๆ ด้วยการเหน็บแกมหยอกกองเชียร์
“อยากให้ซองกาชนะล่ะสิ เสียใจด้วยนะ” เสียงในหัวถูกแปลงออกมาให้เป็นถ้อยคำที่อ่อนโยนกว่านั้น
แต่ในโมเมนต์ของชีวิตยอโควิช บอกถึงความรู้สึกตัวเองว่า
“ผมฝันถึงมันมานานแล้ว ผมเคยเห็นเหล่าตำนานได้ชูถ้วยแชมป์แกนด์สแลม มันทำให้ผมหวังมาตลอดว่าผมจะได้อยู่ในสถานการณ์นี้เหมือนกัน”
“มันคือฝันที่เป็นจริงของผม”
พร้อมกับเผยสิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้เขามาถึงจุดนี้ได้
“ผมมีความเชื่อเสมอ คุณก็รู้ผมมีความเชื่อเสมอ”
และแน่นอนแรงสนับสนุนจากครอบครัวโดยเฉพาะพ่อที่นอกจากจะเป็นทุกอย่างแล้วยังเป็นคนที่ ‘เชื่อ’ ในตัวของเขามากกว่าที่ยอโควิชจะเคยเชื่อในตัวเองเสียอีก ซึ่งสิ่งเหล่านี้สั่งสมผ่านนเรื่องราวการเดินทางจากในระดับเยาวชนจนถึงการเทิร์นโปร ที่ทำให้เขามั่นใจว่าสักวันเขาจะได้เป็นแชมป์แกรนด์สแลมอย่างแน่นอน
[Error: Image 5 not found in Drive folder]
สิ่งที่ไม่มีใครรู้ในวันนั้นคือยอโควิช จะไม่ได้กลายเป็นเพียงเจ้าของสถิติผู้คว้าแชมป์แกรนด์สแลมรวมกันสูงสุดถึง 24 ครั้ง หากแต่เขายังเป็นราชาแห่งออสเตรเลียน โอเพนด้วย
ยอโควิชครองแชมป์รายการนี้ถึง 10 สมัย (2008, 2011, 2012, 2013, 2015, 2016, 2019, 2020, 2021, 2023)
ถ้าเฟเดอเรอร์คือราชาของวิมเบิลดัน และนาดาลคือราชาของโรลังด์ การ์รอส
นอกจากร็อด เลเวอร์แล้ว ราชาของออสเตรเลียน โอเพน ย่อมไม่มีใครที่คู่ควรกว่ายอโควิชอีกแล้ว ถึงแม้จะเคยมีช่วงเวลาของความผิดใจกันในประเด็นอ่อนไหวเรื่องการฉีดวัคซีนในช่วงโควิด-19 ระบาด ที่เคยทำให้ยอโควิชต้องถูกกักตัวอยู่นานก่อนจะถูกส่งตัวกลับอย่างเจ็บช้ำ
แต่เขาไม่ได้ติดใจอะไร เพราะความรักที่มีที่นี่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง
“มันเป็นการเดินทางที่ยาวนาน แต่ก็เป็นการเดินทางที่แสนพิเศษ” ยอโควิชกล่าวในวันนั้น ท่ามกลางเสียงปรบมือกึกก้องของแฟนๆ ที่ยังรักและชื่นชมเขาเหมือนเดิม
โดยที่ในวันนี้ทุกคนแอบหวังว่าเขาจะคว้าแชมป์ออสซี สแลมได้อีกสักครั้ง
แชมป์แกรนด์สแลมที่ 25 ที่อาจจะเป็นการปิดฉากตำนานพร้อมยกสถานะของเขาสู่การเป็นนักเทนนิสผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลได้สักที